เลือกตั้ง69 : พรรคเศรษฐกิจ กับเกมปาร์ตี้ลิสต์ประตูหลัง
ภาพใหญ่—เกมที่คนดูเห็น แต่ผลลัพธ์ซ่อนอยู่
การเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากด้วยปรากฏการณ์ชวนตั้งคำถาม เมื่อ พรรคเศรษฐกิจ ส่ง พลเอก รังสี กิตติญาณทรัพย์ เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับวางชื่อไว้ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อ สวนทางกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มักผูกภาพ“ผู้นำพรรค” เข้ากับลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์ การจัดวางเช่นนี้ทำให้คำอธิบายเชิงยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามทันทีว่า เป็นความกล้าท้าระบบ หรือเป็นการเลี่ยงระบบโดยแยบยล
ในทางการเมือง บัญชีรายชื่อไม่ใช่แค่ลำดับตัวเลข แต่คือสัญญาณอำนาจภายในพรรค ลำดับ 1–3 ของพรรคเศรษฐกิจถูกครอบครองโดย คริส โปตระนันทน์, พีรพล กนกวลัย และ อังซนา ซึ่งล้วนมีที่มาและเครือข่ายทางความคิดที่แตกต่างจากภาพ “พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่” ที่พรรคพยายามสื่อสาร ภาพใหญ่จึงไม่ใช่แค่เรื่องอันดับ แต่คือคำถามว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางจริงของพรรค
เมื่อประชาชนกาบัตรให้พรรคเพราะเชื่อมั่นในตัวแคนดิเดตนายกฯ เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นตั๋วส่งผู้สมัครลำดับต้นเข้าสภาก่อนถึง 9 คน นี่คือจุดที่คำว่า “ขายพ่วง” เริ่มถูกหยิบยก และทำให้พรรคเศรษฐกิจถูกจับตาในฐานะกรณีศึกษาคลาสสิกของการเมืองเชิงโครงสร้าง มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์
กลไก—Backdoor Politics กับความชอบธรรม
ทฤษฎี “Backdoor” ในทางการเมือง ไม่ได้หมายถึงสิ่งผิดกฎหมายเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ช่องว่างของกติกาเพื่อสร้างความได้เปรียบโดยไม่ต้องเผชิญการตรวจสอบโดยตรง กรณีนี้สะท้อนลักษณะคล้าย “Backdoor MMP” ที่เคยถูกวิจารณ์ในอดีต คือการจัดวางตัวบุคคลและการคำนวณโอกาสทางอำนาจ โดยอาศัยความซับซ้อนของระบบเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า
เหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจชี้แจงว่า หัวหน้าพรรคไม่ถนัดงานนิติบัญญัติ และต้องการมุ่งสู่ฝ่ายบริหาร อาจฟังขึ้นในเชิงแนวคิด แต่ในทางการเมือง ความชอบธรรมของฝ่ายบริหารยังคงผูกโยงกับอำนาจนิติบัญญัติ การไม่ยืนอยู่แถวหน้าของบัญชีรายชื่อ จึงทำให้ภาพ “ผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อสภา” ถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติ
ยิ่งไปกว่านั้น ลำดับต้นของพรรคยังแบกรอยเท้าอุดมการณ์จากอดีต ทั้งท่าทีต่อผู้นำทหารในอดีต และมุมมองต่อกฎหมายอ่อนไหวอย่างมาตรา 112 แม้จะมีคำชี้แจงว่าจุดยืนเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในยุคดิจิทัล“รอยเท้าดิจิทัล” ไม่เคยลบหาย และถูกใช้เป็นเครื่องมือประเมินความจริงใจของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบ—ความเสี่ยงทางการเมืองที่มากกว่าคะแนนเสียง
ในเชิงตัวเลขการที่พลเอก รังสี จะเข้าสภาผ่านปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 ต้องอาศัยคะแนนเสียงระดับหลายล้านเสียง ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคที่ยังใหม่ในสนามใหญ่ หากทำไม่ถึง เป้าหมายการเป็นฝ่ายบริหารก็จะกลายเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง
ขณะเดียวกัน หากทำได้จริง คำถามใหม่จะเกิดขึ้นทันทีว่า ใครคือผู้มีอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ระหว่าง“ตัวจริงตามลำดับ” กับ “ตัวหลักทางการเมือง”
ภาพรวมจึงสะท้อน"ความพิเรนทร์ทางการเมือง"ในเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผิดพลาดเฉพาะบุคคล พรรคเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผิดกติกา แต่กำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง“ยุทธศาสตร์” กับ “ทางลัด” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นการเมืองแบบประตูหลัง หากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างโปร่งใส
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทเรียนสำคัญคือ การเลือกพรรคไม่ต่างจากการเลือก “ชุดเมนู” ทั้งเซต หากเมนูหลักถูกวางไว้ท้ายสุด ผู้เลือกย่อมต้องยอมรับเครื่องเคียงทั้งหมดก่อนหน้า การรู้เท่าทันโครงสร้างบัญชีรายชื่อจึงสำคัญไม่แพ้นโยบายบนเวทีปราศรัย
กรณีพรรคเศรษฐกิจสะท้อนความซับซ้อนของการเมืองระบบบัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ อาจเป็นแม่เหล็ก แต่ลำดับคืออำนาจที่แท้จริง ประชาชนจึงต้องอ่านเกมให้ขาด ก่อนตัดสินใจมอบเสียงให้ใครบางคนที่อาจไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กำหนดอนาคตทั้งพรรคและประเทศ
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง