“CPF Partner Day 2025”:เจาะแนวคิด SME พันธมิตร CPF ร่วมผลักดันอาหารไทยตอบโจทย์โลก
อุตสาหกรรมอาหารที่มีห่วงโซ่การผลิตที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืช ผู้ผลิตเครื่องปรุง บรรจุภัณฑ์สินค้า เป็นต้น ขีดความสามารถของคู่ค้าธุรกิจในแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งมอบ นวัตกรรมอาหารปลอดภัย คุณภาพตอบโจทย์ตลาด และความคาดหวังของผู้บริโภคทั่วโลก การยกระดับขีดความสามารถของทุกคนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตไปพร้อมกันจึงเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ด้วยแนวคิดดังกล่าว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดงาน CPF Partner Day 2025 เพื่อตอกย้ำบทบาทของซัพพลายเออร์กว่า 5,000 ราย ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SME) ไปจนถึงรายใหญ่ ในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” ขององค์กร ในการเติบโตร่วมกันบนฐาน นวัตกรรม (Innovation) และ ความยั่งยืน (Sustainability) ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของอุตสาหกรรมอาหารโลก
CPF Partner Day 2025 จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 การขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ ยกระดับการส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากลแก่ผู้บริโภคในกว่า 50 ประเทศ เป็น “ครัวของโลก” ที่ยั่งยืน
ในงานมีการประกาศรางวัล ยกย่องคู่ค้าธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยมและมีส่วนสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนของห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้คู่ค้าธุรกิจรายอื่นเกิดแรงบันดาลใจพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ซีพีเอฟจะได้สื่อสารให้คู่ค้าธุรกิจรับทราบและเข้าใจทิศทาง เป้าหมายการดำเนินธุรกิจ
รายละเอียดรางวัล
- Rising Star Award มอบแก่คู่ค้าธุรกิจดาวรุ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองในทุก ๆ ด้าน พิจารณาจากผลการประเมินที่เติบโต ก้าวกระโดดเทียบกับปีที่ผ่านมา ในทุกด้าน ได้แก่ คุณภาพสินค้า การส่งมอบ นวัดกรรม ความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน
- Best Quality and Supply Award มอบแก่คู่ค้าธุรกิจที่มีความเป็นเลิศด้านคุณภาพสินค้าและการส่งมอบสินค้า มีประสิทธิภาพ ตรงต่อเวลา และรักษามาตรฐานคุณภาพตามข้อกำหนด CPF อย่างต่อเนื่อง
- Best Cost Competitiveness Award มอบแก่ค้าธุรกิจที่มุ่งมันพัฒนาสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสม สามารถแข่งขันในตลาดได้
- Best Sustainability Award มอบแก่คู่ค้าธุรกิจที่มุ่งมั่นดำเนินธรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลในการสร้างคุณค่าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล
- Best Innovation Award มอบแก่คู่ค้าธุรกิจที่มีการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัดกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตสินค้าและบริการของทั้งซีพีเอฟและคู่ค้าธุรกิจเอง
ผู้ประกอบยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการทำธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ยิ่งไพศาลการเกษตรไม่ทำเหมือนเดิม
นายไพศาล สมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล Best Business Partner (CEO Award) – SME ในงาน CPF Partner Day 2025 เปิดเผยว่า บริษัทฯเป็นผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้า CPF มา 10 ปี ผลิตสินค้าเกษตร เช่น กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และผักสดต่างๆ มีสำนักงานอยู่ลำลำพูน ปทุมธานี และขอนแก่น และดูแลเครือข่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ําจนถึงปลายน้ํา ตั้งแต่เริ่มของการเตรียมดิน เรื่องของการเพาะปลูก วิธีการเก็บเกี่ยว รวมถึงกระบวนการการผลิตทั้งหมดที่เกี่ยวกับสินค้าทางด้านเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกภาคเหนือครอบคลุมหลายจังหวัด อาทิ ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
โดยมีจุดเด่น คือ สามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพสินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง ส่งมอบสินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ ส่งมอบตรงตามเวลา เพื่อให้การผลิตสินค้าไม่สะดุด เทคโนโลยีและเครื่องจักรมาใช้ เครื่องปอกหอม เครื่องล้างผัก เพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสีย ยอดขายเติบโต มีส่วนร่วมพัฒนาช็ดความสามารถของเกษตรกรปลูกพืชที่ใต้มาตรฐาน GAP
นายไพศาลเล่าว่า แม้ธุรกิจจะเดินหน้ามาตลอด แต่เมื่อสภาพแวดล้อมธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น โครงการ Partner to Grow ของ CPF เข้ามาเป็น “โค้ชชิ่ง” ที่เน้นให้ผู้ประกอบการ ลงมือทำจริง และที่สำคัญคือ ติดตาม–ประเมินผล ด้วยเครื่องมือวัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ไม่ใช่แค่ “ทำไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“เราดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เรามาจากต้นน้ำ เรามาจากผู้ปลูกจริงๆ เรามาจากคนที่ส่งเสริมการปลูกจริงๆ แล้วเราเก็บเกี่ยวจริง ผมเป็นคนจังหวัดลําพูนอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นที่ของเราด้วยที่เรารับผิดชอบ ที่เราอยู่ ที่เราต้องดูแลทั้งสังคมทั้งหมู่บ้าน การทําธุรกิจของผม สิ่งที่ผมสามารถทําได้ก็คือ ธุรกิจที่เป็นสินค้าที่ผมถนัดแล้วผมอยู่ในพื้นที่นั้น ความได้เปรียบของผมไม่เป็นรองใคร แต่มาหาวิธีในการบริหารการจัดการต้นทุน เน้นคุณภาพเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วมากจากการโค้ชชิ่งให้เรา ภายใต้โครงการของ Partner to Grow จุดประกายที่เราจะต้องทําอะไรใหม่ๆ” นายไพศาลกล่าว
ในฝั่งต้นน้ำ บริษัทเริ่มจากการยกระดับเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 2,000 ราย ให้เพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ส่งผลให้ผลผลิตกระเทียมเพิ่มจากราว 3,500 กก./ไร่ เป็น 4,000 กก./ไร่ หรือเพิ่มขึ้น ประมาณ 500 กก./ไร่ ซึ่งนายไพศาลชี้ว่า “ผลผลิต” คือคำตอบที่ทำให้เกษตรกรยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นทันที
ฝั่งปลายน้ำ บริษัทเร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตเพื่อให้ส่งมอบสินค้าได้ “ตรงตาม PO” ของ CPF ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น การติดตั้ง เครื่องปอกหอมหัวใหญ่อัตโนมัติ ที่ทำให้กำลังการผลิตจากเดิม 35 กก./คน/ชั่วโมง เพิ่มเป็นระดับ ราว 250 กก./ชั่วโมง ช่วยลดการใช้แรงงานคน และโยกคนไปทำงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น เช่น QC และการตัดแต่ง ขณะเดียวกันยังปรับระบบคัดกระเทียมจากการคัดแบบเดิมไปสู่การใช้ สายพาน เพื่อเพิ่มความเร็วและมองเห็นของเสียได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้บริษัททำ MOU รับซื้อผลผลิต กับเกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องตลาด พร้อมยกตัวอย่างการช่วยเหลือชุมชนยามเกิดภัย เช่น น้ำท่วม โดยนำหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียมไปสนับสนุนเป็นวัตถุดิบทำอาหาร
ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทนำ เศษเปลือกหอม ไปทำ ปุ๋ยหมัก ใช้คืนสู่แปลงปลูก ลดการทิ้งของเสียและลดการปล่อยคาร์บอนโดยไม่จำเป็น สอดคล้องแนวคิดความยั่งยืนที่ CPF ผลักดันกับคู่ค้าในงานปีนี้
นายไพศาลสรุปบทเรียนจากโครงการว่า “ต้องเริ่มเปลี่ยนก่อน” เพราะหากทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะเท่าเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วมีตัวชี้วัดติดตามได้ ก็จะเห็นคำตอบชัดเจนว่าอะไรทำให้ธุรกิจอยู่รอด และทำให้คนทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่เกษตรกรถึงคนงานมีกำลังใจเดินต่อในยุคที่การแข่งขันเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน.
“ฝากแง่คิดถึง SME จากโค้ชผู้ที่มีความรู้ของ CPF ที่คอยเทรนให้ผมอยู่ตลอดเวลา ว่า ต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลงก่อน ถ้ายังทําวิธีเดิมๆ ผลตอบรับก็เหมือนเดิม ดังนั้น SME ไม่ว่าจะเพิ่งเข้ามาหรือว่ากําลังเริ่มทํา ทุกคนต้องเริ่มต้นจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงก่อน เป็นสิ่งสําคัญที่เราจะไปทําในเรื่องต่อๆไป” นายไพศาลกล่าว
“วงศ์เอกอุตสาหกรรม” ชี้มาตรฐานสากลคือ “ต้นทุนพื้นฐาน” ของการแข่งขัน
บริษัทวงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ประกอบการ SME ผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยมีจุดเด่น คือ เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เน้นนวัตกรรมผสานความยั่งยืน Mineral oil free นำเทคโนโลยีมาใช้ลดความหนาของกระดาษ (บรรจุภัณฑ์) ให้เหมาะสมกับการใช้งานของผลิตภัณฑ์โดยยังคงคุณภาพขององอาหาร ช่วยลดต้นทุน และลดดาร์บอน
ปี 2567 บริษัทวงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด ได้รับรางวัล Best Sustainability Award-SMEใน Partner Day 2024 Best Sustainability Award-SME
บริษัทวงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด จึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่ม CPF ผู้ประกอบธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ด้านฉลากและบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ที่ปัจจุบันเป็นซัพพลายเออร์ให้กับกลุ่มบริษัทในเครือ CP ครอบคลุมตั้งแต่กล่องบรรจุภัณฑ์ (Inner Box), กล่องลูกฟูก (Corrugate Box) ไปจนถึงสติ๊กเกอร์ระบบม้วนหรือโรล สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและจำหน่ายสินค้า
นาย ณัทนิน รุจิดานันท์ ผู้จัดการส่วนการตลาด บริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัททำงานร่วมกับกลุ่ม CP มา เกือบ 30 ปี และหากนับอายุธุรกิจทั้งหมด บริษัทดำเนินกิจการมากว่า เกือบ 40 ปี ปริมาณการผลิตในแต่ละปีอยู่ในระดับ “หลายล้านชิ้น” ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบริษัทในเครือ CP โดยยังมีฐานลูกค้าอื่นนอกเหนือจาก CPF ทั้งกลุ่มผู้ซื้อระดับโลก (Global Buyer) และอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเป็นลูกค้าหลักมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานกับ CP
นายณัทนินว่า การทำงานกับลูกค้าระดับโลกทำให้บริษัทต้องยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ISO 9001:2015 ที่ใช้มาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งบริษัท ไปจนถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Sustainability) รวมถึง Code of Conduct จากทั้งฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เมื่อกลุ่ม CP ประกาศนโยบายใหม่ บริษัทสามารถปรับตัวได้ทันที เพราะ “มาตรฐานโลกเป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้ว”
“เราดีลกับทางฝั่งของผู้ซื้อระดับโลกจำนวนมาก เพราะฉะนั้น Code of Conduct ก็จะมาจากทั้งฝั่งยุโรปทั้งฝั่งอเมริกาควบคู่กันไป ทําให้เราปรับตัวได้เร็ว เมื่อทางกลุ่มของ CP ประกาศ เราก็จะปรับตัวได้ทันที เพราะว่าเรามีมาตรฐานโลกอยู่แล้ว เป็นมาตรฐานที่ทํามาโดยตลอดอยู่แล้ว” นาย ณัทนิน กล่าว
ในด้านวัตถุดิบ บริษัทใช้เยื่อกระดาษทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยผ่านผู้จัดหาที่เป็นบริษัทชั้นนำและอยู่ภายใต้กฎหมายกำกับดูแลเข้มงวด พร้อมได้รับการรับรอง FSC (Forest Stewardship Council) ต่อเนื่องยาวนานราว 30 ปี ซึ่งเป็นระบบ Chain of Custody ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต ว่าเยื่อไม้และกระดาษมาจากแหล่งที่มีการปลูกป่าทดแทนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
สำหรับประเด็นของเสียและขยะจากการผลิตนายณัทนิน ยืนยันว่า บริษัทมีระบบจัดการอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทุกขั้นตอนมีการบรรจุ แพ็ค และส่งไปกำจัดโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้าระดับโลก
ชัยเจริญเฟรซ ดันมาตรฐานตั้งแต่แปลงถึงโรงงาน ด้วยนวัตกรรม
ด้านนายชัยทวี สมัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัทชัยเจริญเฟรซ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล Best Innovation Award ในกลุ่ม SME เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน กล่าวว่า โครงการ Partner to Grow เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ทำให้ SME รายเล็กๆ ทำงานเป็นระบบมากขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
บริษัทชัยเจริญเฟรซ จำกัด เป็นผู้ประกอบการ SME ผลิตสินค้าทางการเกษตรประเภทผักสด คุณภาพสูง โดยเฉพาะใบกะเพรา ใบโหระพา ใบมะกรูด ตะไคร้ สาระแหน่ ผักชีฝรั่ง เป็นคู่ค้า CPF มา 7 ปีความท้าทาย สินค้าเกษตรอย่างผักสดจัดการความแน่นอนได้ยาก เช่น คุณภาพ ปริมาณความสะอาด ทำให้การส่งมอบสินค้าไม่สม่ำเสมอจุดเด่น พัฒนา Application เพื่อให้ทราบข้อมูลวัตถุดิบแบบ Real time ตั้งแต่ต้นน้ำโดยเกษตรกรจะป้อนข้อมูล ช่วยให้สามารถบริหารจัดการผลิตได้ตรงตามแผนการสั่งซื้อของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนทุนการผลิด
นายชัยทวีกล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการ บริษัทผลักดันให้เกษตรกรปลูกวัตถุดิบให้ ปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ขณะที่ในโรงงานปรับระบบควบคุมการผลิตให้เข้มขึ้นด้วยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสุขลักษณะและความปลอดภัยอาหาร เช่น GSP และ HACCP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า วัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ มีคุณภาพและความปลอดภัยตรวจสอบได้
สิ่งที่ได้รับจาก SMEx คือ เครื่องมือบริหารจัดการแบบ Lean Six Sigma ซึ่งนายชัยทวีกล่าวว่า องค์ความรู้จากโครงการช่วยให้บริษัท ลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้กระบวนการผลิตมีเสถียรภาพขึ้นจนสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดและมาตรฐานของซีพีเอฟได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเป็นคู่ค้าที่ CPF ไว้วางใจ
ด้านผลลัพธ์ต่อเกษตรกร นายชัยทวีกล่าวว่า “รายได้ที่มั่นคงขึ้น” มาจากการทำให้การเพาะปลูก มีแผน ไม่ใช่ปลูกมากปลูกน้อยตามความเคยชินเหมือนเดิม โดยบริษัทเป็นผู้ ออกแผน (Issue Plan) ให้เกษตรกรปลูกตามความต้องการจริงของตลาด/คำสั่งซื้อ ลดความเสี่ยงผลผลิตล้นหรือขาด และช่วยให้มองเห็นลู่ทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวเอง
ส่วนมิติความยั่งยืนคือการจัดการของเสียในฟาร์มและกระบวนการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งเดิมอาจกลายเป็นต้นทุนแฝง แต่เมื่อมีระบบและการติดตามผล ของเสียถูกบริหารจัดการได้ดีขึ้น ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น
นายชัยทวีเล่าว่า แต่เดิมการสื่อสารแผนปลูกใช้ “กระดาษ” แต่ปัจจุบันได้พัฒนา แอปพลิเคชันใช้งานง่าย คล้ายแอปแชต เพื่อให้เกษตรกรเปิดดูได้ว่า สัปดาห์นี้ต้องตัดอะไร ปลูกอะไร เดือนหน้าควรลงปริมาณเท่าไร ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของเกษตรกร โดยเป็นเทคโนโลยีที่ “โดยมองว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้ไม่ยากและไม่ใช่ต้นทุนสูง” หากออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้
ชัยเจริญเฟรชปัจจุบันดูแลเกษตรกรหลักราว 15 ราย (พร้อมซัพพลายเชนย่อย) กระจายพื้นที่เพาะปลูกตามชนิดพืช เช่น กะเพราในโซน สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี สิงห์บุรี และส่งวัตถุดิบให้ CPF ประมาณ 60–70 ตันต่อปี โดยยืนยันว่าเป็นผักตามมาตรฐาน GAP และปัจจุบันเกณฑ์คัดเลือกคือเกษตรกรต้อง “ได้ GAP มาก่อน” ก่อนเข้ามาเป็นเครือข่าย
นายชัยทวีฝากถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยากเติบโตในซัพพลายเชนว่า “ต้องกล้าคิด กล้าลงมือทำ” เพราะเทคโนโลยีช่วยให้ทำงานแบบ Lean ได้เร็วขึ้น พร้อมย้ำว่าการได้มี “พี่เลี้ยงระดับโลก” อย่าง CPF คอยสนับสนุน ทำให้ SME ที่เคยทำงานไม่เป็นระบบ สามารถยกระดับมาตรฐานและความสามารถแข่งขันได้จริงในภาคปฏิบัติ
ปทุมเฟล็กซ์แพคเกจจิ้งมุ่ง ลด Waste ลดต้นทุน
นายธีรยุทธ์ โชติปทุมวรรณ ผู้บริหารด้านการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทปทุมเฟล็กซ์แพคเกจจิ้ง จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล Best Partner Award (CEO Award) ในงาน Partner Day 2024 อธิบายว่า ธุรกิจหลักของบริษัทคือการนำ พลาสติกหลายชนิดมาเคลือบประสานกัน ให้ได้คุณสมบัติตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งานของถุงแต่ละประเภท บรรจุภัณฑ์ลามิเนตของบริษัทสามารถใช้ได้ทั้ง อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น น้ำยาต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องสำอาง โรงงานต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเข้มงวด
บริษัทปทุมเฟล็กซ์แพคเกจจิ้ง จำกัด เป็นผู้ประกอบการ SME ผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน สำหรับอาหารและสินค้าอื่น ๆจุดเต็น : ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แบบ mono-material flexible ช่วยให้การนำบรรจุภัณฑ์สินค้าของซีพีเอฟเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่าย ลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนลดลง และการใช้พลังงานลดลง สนับสนุนเป้าหมายNet-Zero
นายธีรยุทธ์กล่าวว่า โรงงานของบริษัทฯได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสุขลักษณะและความปลอดภัยอาหาร เช่น GHP และ HACCP ทำให้บรรจุภัณฑ์ทุกชั้นฟิล์มที่นำมาใช้เป็น Food Grade แม้บางผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ใช้กับอาหารโดยตรงก็ตาม เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ในทุกกรณีการใช้งาน
ความร่วมมือกับ CPF เริ่มต้นจากการทดลองจำหน่ายด้วย โรงงานเดียว ก่อนขยายไปสู่ หลายโรงงาน ในเครือ จนปัจจุบันบริษ๋ัทเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์บรรจุภัณฑ์ที่ทำงานกับ CPF อย่างต่อเนื่อง ปริมาณการส่งมอบอยู่ในระดับ หลายล้านชิ้นต่อปี และคาดว่ามากกว่า 10 ล้านชิ้น
นายธีรยุทธ์กล่าวว่า การเป็นคู่ค้าของ CPF ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการผลิต เพราะต้องปรับระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานด้านอาหารเป็นหลัก ตั้งแต่ความสะอาด ความปลอดภัย ไปจนถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า
บริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการ Partner to Grow ของ CPF ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคู่ค้าในหลายมิติ ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในโครงการที่เห็นผลชัดคือ SMEx ที่ CPF ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยถ่ายทอดแนวคิด Lean Six Sigma เพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิต ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และลดของเสีย (Waste) ในสายการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยการดูแลกระบวนการทำงานอย่างใกล้ชิด ผู้บริหารของบริษัทปทุมเฟล็กซ์แพคเกจจิ้ง จำกัด ได้รับรางวัล Best Partner Award (CEO Award) ปี 2567 จาก CPF ซึ่งถือว่าเกินคาด เพราะมุ่งเพียงทำงานอย่างต่อเนื่องและพยายามปรับปรุงรายละเอียดให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าจะคาดหวังรางวัล
แม้บรรจุภัณฑ์ลามิเนตจะพึ่งพาพลาสติกเป็นหลัก แต่ปทุมเฟล็กซ์แพคเกจจิ้ง กำลังเดินหน้าพัฒนา วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากขึ้น เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้า รวมถึง CPF ซึ่งเริ่มทดลองใช้วัสดุรูปแบบใหม่แล้ว แม้คุณสมบัติอาจยังไม่เทียบเท่าวัสดุเดิมในบางด้าน แต่บริษัทมองว่าเป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องพัฒนาต่อเนื่องร่วมกับทีมวิจัยและซัพพลายเออร์วัตถุดิบ