โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

VAT 10% มีนานแล้ว แต่เราแค่จ่ายไม่ถึง เข้าใจโครงสร้าง VAT ไทย

TODAY

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 10.33 น. • TODAY

รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยเรามีอัตราภาษี VAT 10% มาตั้งนานแล้ว

ทุกครั้งที่มีข่าวการเคลื่อนไหวประกาศขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT (Value Added Tax) ขยับจาก 7% อาจทำให้หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก

อย่างล่าสุด ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะค่อยๆ ปรับขึ้น 8.5% ในปี 2571 และ 10% ในปี 2573

อ้างอิงตาม มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้า อยู่ที่ร้อยละ 10.0 หมายความว่า ในทางกฎหมายแล้ว รัฐบาลสามารถปรับอัตรา VAT กลับไปที่ 10% ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการทยอยปรับขึ้นเลย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า รัฐบาลสามารถปรับอัตรา VAT ขึ้นเป็น 10% ได้เลยตามที่กฎหมายหลักกำหนด โดยไม่จำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นจาก 7% เป็น 8.5% หรืออัตราอื่นใดเลย

[ แล้วทำไมปัจจุบัน VAT ไทยถึง 7% ? ]

เพราะอัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% และอำนาจตามกฎหมายที่เปิดช่องให้รัฐบาลสามารถลดอัตราภาษีได้ โดยมาตรา 80 วรรคสอง ระบุว่า “อัตราภาษีตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”

การลดอัตรานี้จึงเป็นเหมือน เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องและเป็นวาระ

อย่างฉบับล่าสุด คือ พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 799 พ.ศ. 2568 ที่มีเนื้อหาสำคัญคือการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% ลงมาที่อัตรา 7% (เท่าเดิม)

โดยการลดอัตรานี้มีผลบังคับใช้ตามช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ขยายออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ด้วยการดำเนินการแบบ “ต่ออายุเป็นปี” นี้เอง

อย่างไรก็ตาม ในอัตรา 7% ที่เราจ่ายนั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือ ภาษีส่วนของแผ่นดิน 6.3% และถูกบวกเพิ่มด้วยภาษีท้องถิ่นอีก 1/9 ของอัตราดังกล่าว เท่ากับ 0.7% ทำให้รวมกันเป็น 7.0% พอดีของอัตราภาษีอย่างที่เราได้ใช้กันในทุกวันนี้

ทั้งนี้ การ “ลดอัตรา VAT” ผ่านพระราชกฤษฎีกา ก็เป็นเหมือนเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ปรับอัตราภาษีอย่างยืดหยุ่น เพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในทางปฏิบัติ รัฐบาลจะออก พ.ร.ฎ. ต่ออายุการลดหย่อนเป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น หากถึงกำหนดแล้วรัฐบาล ไม่ออก พ.ร.ฎ. ใหม่ อัตราภาษีจะ ดีดกลับไปที่ 10% โดยอัตโนมัติ แต่ถ้ารัฐบาลต้องการ “ปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” เช่น ขยับเป็น 8.5% ก็สามารถทำได้ โดยออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อ “ลดจาก 10% ให้เหลือ 8.5%” ในช่วงเวลาที่กำหนดแทน ไม่จำเป็นต้องกลับไป 10% ก่อนแล้วค่อยลดลง

[ ขึ้นภาษี VAT กระทบคนกลุ่มไหน? แต่ช่วยให้รัฐมีเงินเพิ่ม 7-8 หมื่นล้านบาท ]

‘รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ’ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจกับบีบีซีไทย ว่า VAT เป็นภาษีถดถอย คือมันเดือดร้อนผู้มีรายได้น้อยเป็นสัดส่วนที่มากกว่าผู้มีรายได้สูง

ในทางกลับกันถ้าหากรัฐบาลฯ ขึ้นภาษี VAT เพิ่ม 1% รายได้ก็จะเก็บได้ประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท

‘รศ. ดร.อธิภัทร’ แนะนำว่า รัฐบาลควรตอบประชาชนให้ได้ว่าทำไมต้องขึ้น VAT แล้วเมื่อขึ้นไปแล้วมีความสมเหตุสมผลอย่างไร เมื่อเก็บเงินไปแล้วเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะการขึ้นแวตจะกระทบกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง

และถ้าจะขึ้นก็ต้องค่อยๆ ขึ้น เพราะถ้าขึ้นทีเดียวจะกระทบค่อนข้างมาก อย่างประเทศญี่ปุ่นเขาก็ค่อยๆ ปรับจาก 8% เป็น 10%

สรุปง่ายๆ ว่าแม้อัตรา VAT ตามกฎหมายจะกำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก แต่รัฐบาลเลือกใช้ “กลไกการลดอัตราผ่าน พ.ร.ฎ.” เพื่อพยุงค่าครองชีพและประคองเศรษฐกิจ ทำให้เราเสีย VAT เพียง 7% มาอย่างยาวนาน

แต่เมื่อถึงเวลารัฐสามารถปล่อยให้ VAT กลับไปที่ 10% ได้ทันที หรือจะค่อยๆ ขยับขึ้นตามแผน เช่น 8.5% ก็ทำได้โดยการออก พ.ร.ฎ. ใหม่มาลดจาก 10% ลงไปยังอัตราที่ต้องการ

อย่างไรซะการขึ้น VAT ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นภาระต่อประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ทำให้รัฐบาลฯ ต้องวางแผนเรื่องนี้อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจโดยรวมมากเกินไป

ที่มา

  • https://www.rd.go.th/1603.html
    [    * https://magazine.dst.co.th/column/cpd2310\-vat\-10 ,     * https://www.bbc.com/thai/articles/c1el8y002nno ]
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...