โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กำลังซื้ออสังหาฯ ไทยชะงัก ยอดโอนฯ 9 เดือนแรกหด 12.4% ชี้ ‘หนี้ครัวเรือน’ คืออุปสรรคใหญ่สุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 07.32 น.

กำลังซื้อเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกผันผวนและ DSR สูง อุปสงค์ Real Demand ยังคงมีอยู่ แต่ถูกแช่แข็งด้วยความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ผู้บริโภคกว่า 82% มุ่งหาที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท หวังมาตรการรัฐที่ตรงจุด ลดดอกเบี้ยสินเชื่อ (32%) ปลดล็อกผู้ซื้อเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น

9 ธันวาคม 2568 - ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 เผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค ปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันต่อกำลังซื้อ ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว, ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น, และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความระมัดระวังในการใช้จ่าย

ข้อมูลเชิงปริมาณจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) หดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภท มีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% YoY คิดเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์: 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% YoY

ตัวเลขการหดตัวในอัตราเลขสองหลักของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ สะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่า กำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าที่อยู่อาศัยจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะ ชะลอแผนการซื้อออกไป เพื่อรอความพร้อมทางการเงินและจังหวะที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดโอนฯ จะลดลง แต่ข้อมูลการสำรวจพบว่า อุปสงค์ที่แท้จริง (Real Demand) ยังคงสูง โดยความต้องการซื้อใน กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 26% YoY ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังคงมีความสนใจในการซื้อ เพียงแต่ขาดความพร้อมทางการเงินและการสนับสนุนที่เอื้ออำนวย

พฤติกรรมผู้บริโภค: แห่ซื้อราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ท่ามกลางการวางแผนการเงินที่เข้มงวด

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ผู้บริโภคมีความตื่นตัวในการวางแผนการเงินก่อนซื้อบ้านมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 1 ใน 3 (36%) เผยว่า มีเงินออมเพียงพอ ที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้ว

การกระจุกตัวของอุปสงค์ตามระดับราคา

ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงเน้นไปที่โครงการที่ ราคาจับต้องได้ (Affordable price) ซึ่งสอดคล้องกับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน:

  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 82% สนใจที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • ระดับราคาที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ 1,000,001-3,000,000 บาท ด้วยสัดส่วน 44%
  • ระดับราคา 3,000,001-5,000,000 บาท ได้รับความสนใจ 27%

กำแพง DSR และอัตราปฏิเสธสินเชื่อ

อุปสรรคสำคัญที่สุดในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยคือ สภาพคล่องทางการเงินและความสามารถในการขอสินเชื่อ:

  • 19% ของผู้บริโภค ชี้ว่า อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ที่ไม่เอื้ออำนวย เป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อยื่นขอสินเชื่อ
  • ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เผยว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ในไตรมาส 3 ปี 2568 ยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 39-40% สะท้อนว่าธนาคารยังคงใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อควบคุมหนี้เสีย
  • อุปสรรครองลงมาคือ อาชีพการงาน/รายได้ไม่มั่นคง และ ความไม่คุ้นเคยกับงานเอกสาร เมื่อต้องยื่นกู้ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 18%

มุมมองในการเลือกผู้พัฒนาโครงการเริ่มผูกโยงกับมิติที่ไม่ใช่ราคามากขึ้น โดย 17% ของผู้บริโภค มองหาผู้พัฒนาที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานอาคารเขียวหรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืน ขณะที่ 20% ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของผู้พัฒนาเป็นอันดับแรก

แรงต้านราคาสูงดัน "เทรนด์เช่า": ผู้บริโภคเลือกสภาพคล่องเหนือภาระหนี้ระยะยาว

เมื่อต้นทุนการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยสูงเกินไป และผู้บริโภคไม่ต้องการสร้างภาระทางการเงินระยะยาว เทรนด์ Generation Rent จึงเติบโตขึ้น โดยผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้เช่า 23% ระบุว่า เหตุผลสำคัญที่เลือกเช่าเนื่องจาก ราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป และเลือกเก็บเงินไว้มากกว่าจะนำไปซื้อบ้าน

  • 20% ของผู้เช่าระบุว่า ไม่มีเงินเก็บเพียงพอ ที่จะซื้ออสังหาฯ
  • ผู้เช่าส่วนใหญ่ 57% วางแผนเช่าไม่เกิน 2 ปี ก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในอนาคต
  • อัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน (45%) สะท้อนถึงการยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีกว่า เช่น ทำเลใกล้ที่ทำงาน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ: เมื่อผู้บริโภค 28% ต้องเลื่อนแผนซื้อบ้าน และเป้าหมายการเงินเปลี่ยนไป

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวน ผู้บริโภคกว่า 1 ใน 4 (28%) ตัดสินใจเลื่อนแผนซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เนื่องจากเงินออมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

การวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (22%) มีเป้าหมายชัดเจนในการ ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของทรัพย์สินนี้ต่อการสร้างความมั่นคง

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดคือ ระยะเวลาผ่อนชำระ และ อัตราดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้กู้นำมาคำนวณความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว

กลไกปลดล็อกตลาด: 3 ข้อเรียกร้องสำคัญถึงรัฐบาล เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมและเข้าถึงสินเชื่อ

มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจึงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของตลาด โดยผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อมาตรการที่สามารถลดภาระทางการเงินได้โดยตรง:

  • มาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (32%): เป็นมาตรการที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุสินเชื่อ ทำให้ผู้กู้มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น
  • มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองในทุกระดับราคา (20%): มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (Upfront Cost)
  • ขยายระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านให้นานขึ้น (19%): เพื่อลดค่างวดรายเดือนและช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ภาวะหดตัวของยอดโอนกรรมสิทธิ์ในระดับสูง (-9.3% ในเชิงปริมาณ และ -12.4% ในเชิงมูลค่า) ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ที่ส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร

แม้ว่าอุปสงค์ที่แท้จริงจะยังคงมีอยู่ โดยมีสัญญาณจากความสนใจในการค้นหาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในเขตเศรษฐกิจหลักอย่างกรุงเทพฯ (+26% YoY) แต่ อุปสรรคสำคัญคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งสะท้อนจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงถึง 39-40% และปัญหา DSR ของผู้กู้

การฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ จึงขึ้นอยู่กับ การแทรกแซงเชิงนโยบายของภาครัฐ ที่สามารถบรรเทาภาระทางการเงินของผู้บริโภคได้โดยตรง โดยเฉพาะมาตรการที่ส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมในระยะยาว เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ (32% เป็นความต้องการสูงสุด) เพื่อเปลี่ยนอุปสงค์ที่ถูกแช่แข็ง (Pent-up Demand) ให้กลายเป็นการตัดสินใจซื้อที่ขับเคลื่อนตลาดได้อีกครั้ง

ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC), สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) และแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ ของ DDproperty ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...