กัมพูชา ทำจม.เปิดผนึกฟ้องโลก ร่าย 5 ข้อ อ้างไทยเป็นผู้รุกราน ไม่ใช่เขมร
กัมพูชา ทำจม.เปิดผนึกฟ้องโลก ร่าย 5 ข้อ อ้างไทยเป็นผู้รุกราน ไม่ใช่เขมร
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม แขมร์ไทมส์ สื่อกัมพูชาเผยแพร่สิ่งที่เรียกว่าเป็น “จดหมายเปิดผนึก” ถึงประชาคมระหว่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา มีใจความระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ปี 2568 เป็นต้นมา กัมพูชาได้ตกเป็นเป้าหมายของการรุกรานทางทหารอย่างเปิดเผยและโดยเจตนาจากกองทัพไทยตามแนวชายแดนทางตะวันตก การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์เดียว ไม่ใช่การปะทะโดยบังเอิญและไม่ใช่การยกระดับความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ แต่เป็นสงครามที่ถูกวางแผนไว้ เป็นที่รับรู้และดำเนินการโดยรัฐไทย
โดยกองกำลังทางบก ทางอากาศ และทางเรือ ได้ถูกระดมมาพร้อมกัน ในทุกพื้นที่ที่กองทัพไทยรุกคืบจะมีการปักธงชาติไทยบนแผ่นดินของกัมพูชา การโจมตีไม่ได้มุ่งเป้าเพียงที่ตั้งทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ วัดวาอาราม และโบรานสถานทางประวัติศาสตร์ของชาวเขมรด้วย เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงความจริงพื้นฐาน 5 ประการ
1.กัมพูชาไม่อาจเป็นฝ่ายรุกรานได้ ในฐานะประเทศเล็กทั้งในแง่ดินแดน ทรัพยากรทางทหารและความทะเยอทะยาน กัมพูชาไม่มีทั้งศักยภาพและเจตนาที่จะโจมตีเพื่อนบ้านซึ่งมีอำนาจมากกว่า 3 เท่า กัมพูชาได้แสดงความอดกลั้นมาโดยตลอดและเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธีตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะด้วยอาวุธครั้งแรก จนถึงการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ปี 2025 และปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 หากกัมพูชามุ่งจะทำสงครามอย่างแท้จริง เหตุใดกัมพูชาจึงทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1998 เพื่อฟื้นฟู การปรองดองแห่งชาติและการสร้างสันติภาพ?
2.กฎหมายอยู่ข้างกัมพูชา ในการแสวงหาการปักปันเขตแดนโดยสมบูรณ์และสันติบนพื้นฐานของมิตรภาพและการพัฒนาร่วมกัน กัมพูชาอาศัยแผนที่และสนธิสัญญาเขตแดนที่จัดขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่าง ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ.1904 และปี ค.ศ.1907 ตลอดจนบันทึกความเข้าใจปี 2000 (ปี พ.ศ.2543) ตรงกันข้ามไทยกลับอาศัยแผนที่ฝ่ายเดียวที่จัดทำและยอมรับโดยตนเองเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่มีพื้นฐานความจริงใดๆ ที่จะอ้างได้ว่ากัมพูชามีเจตนาละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย
3.กัมพูชาเลือกใช้กฎหมาย ส่วนไทยเลือกใช้อาวุธ โดยตลอดข้อพิพาทชายแดนในปี 1954, 2008 และอีกครั้งในเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 กัมพูชาได้เลือกใช้กลไกทางกฎหมายและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีคำตัดสินในปี 1962 และอีกครั้งในปี 2013 ตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่กัมพูชาจะละทิ้งหลักนิติธรรมและหันไปทำสงครามรุกรานประเทศไทย
4.กัมพูชารู้ถึงความเจ็บปวดจากสงคราม กัมพูชาให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-สังคม เพราะกัมพูชาเผชิญกับความหวาดกลัวจากสงคราม 2 ครั้งและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงระหว่างปี 1970-1998 ความมุ่งมั่นของกัมพูชาในเรื่องสันติภาพได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก เห็นได้จากที่กัมพูชาได้รับรางวัลสันติภาพโลกในปี 2021 รางวัลสันติภาพเพื่อมนุษย์และโลกในปี 2024 และรางวัลอาเซียนในปี 2025 ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่กัมพูชาอยากทำลายสันติภาพที่หามายากนี้ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน
5.ไทยประกาศสงครามและทำให้สงครามลากยาว นับตั้งแต่ที่ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในวันที่ 7 ธันวาคม 2025 ทางการไทยประกาศต่อสาธารณะว่าได้สั่งการให้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ การใช้ความรุนแรงเหล่านี้ลากยาวตลอดชายแดนระหว่างสองประเทศกว่า 800 กิโลเมตร และไทยโจมตีลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชาถึง 80-90 กิโลเมตร ไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 กริพเพ่น ระเบิดลูกปราย โดรนติดอาวุธ ปืนใหญ่ จรวดพิสัยไกล รถถัง และยานเกราะ รวมถึงมีการใช้กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือในการโจมตี
แต่การโจมตีของไทยไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางการทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังพุ่งเป้าโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ถนน โรงเรียน เจดีย์ บ้านเรือน ค่ายผู้ลี้ภัย และวัดขอม รวมถึงโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งบางแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การกระทำเหล่านี้ไม่สามารถจัดอยู่ในขอบเขตของสิทธิในการป้องกันตัวเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเจตนารุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างชัดเจน
กัมพูชาเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเรียกการกระทำของไทยว่าเป็นการรุกราน เรียกร้องให้ไทยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และแสดงความรับผิดชอบ การนิ่งเฉยจะยิ่งทำให้เกิดการละเมิดกฎหมายและสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังที่ขัดต่อหลักกฎหมาย ไม่เพียงแต่อธิปไตยของกัมพูชากำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว ยังทำให้ความน่าเชื่อถือของระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมตกอยู่ในอันตรายอีกด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กัมพูชา ทำจม.เปิดผนึกฟ้องโลก ร่าย 5 ข้อ อ้างไทยเป็นผู้รุกราน ไม่ใช่เขมร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th