Quiet Divorcing อยู่ๆ กันไปแต่หมดใจ แค่อยู่ร่วมบ้านแต่ไม่ได้รัก อีกหนึ่งปัญหาครอบครัวที่ส่งผลร้ายใต้พรม
ถ้าในโลกของการทำงานมี Quiet Quitting หรือการยังคงทำงานไปวันๆ แต่เลิกทุ่มใจถวายหัว ในโลกของการแต่งงานก็มี Quiet Divorcing ที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน นั่นคือคู่แต่งงานที่อาจมีฝ่ายหนึ่งหรือกระทั่งทั้งสองฝ่ายถอดใจและเลิกเอาใจลงไปเล่นในชีวิตแต่งงาน อยู่ด้วยกันในฐานะเพื่อนร่วมบ้านหรือคนที่ต้องจ่ายบิลร่วมกัน แต่ไม่ได้อยู่ในสถานะ ‘คนรัก’ กันอีกต่อไป และไม่ได้เลือกจะจดทะเบียนหย่า เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องยุ่งยาก ทั้งกระบวนการหย่าร้าง และเรื่องทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายที่ต้องแบ่งสรรปันส่วนหลังจากหย่ากันไป และอาจยิ่งยากเข้าไปใหญ่คือเมื่อทั้งคู่มีลูกด้วยกัน ฯลฯ
Quiet Divorcing เป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสื่อหลายเจ้าตั้งแต่ The Cut จนถึง The Conversation ได้นำเสนอประเด็นนี้ บ้างก็เข้าไปพูดคุยกับเหล่าคู่แต่งงาน ที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ จนถึงทนายความด้านการหย่าร้าง ฯลฯ ที่หลายคนเห็นภาพตรงกันว่าทุกวันนี้คู่แต่งงานโดยเฉพาะคู่ที่มีอายุ 40 ขึ้นไป กำลังอยู่ในสถานะ Quiet Divorcing ซึ่งสำหรับพวกเขา แม้จะไม่ตอบโจทย์หัวใจ แต่มันดูจะตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า
ผู้หญิงบางส่วนที่ให้สัมภาษณ์กับ The Cut มองว่า Quiet Divorcing นั้นไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับพวกเธอ มันทำให้เธอรู้สึกเป็นอิสระดีแม้จะมีสถานะ ‘นาง’ ติดอยู่กับตัว ขณะเดียวกันมันก็เป็นการลดความคาดหวังทั้งต่อตัวสามีและต่อตัวเอง ซึ่งทำให้รู้สึกเบาสบายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้มันจะเป็นคำที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นใหม่ แต่ใช่หรือไม่ว่า สถานะ ‘อยู่กันไปอย่างนั้น’ ได้เกิดขึ้นในคู่แต่งงานจำนวนมากบนโลกใบนี้มาเนิ่นนานแล้ว และแม้ในบางคู่จะพบว่าลงตัวดีสามารถหาขอบเขตให้ตัวเองได้โดยไม่กระทบกับข้างในตัวเองมากนัก แต่ในอีกหลายๆ คู่และหลายๆ ครอบครัว สิ่งนี้เรียกว่า ‘ปัญหา’ ที่แค่ถูกกวาดไปไว้ใต้พรม
เพราะการเมินเฉยนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าความเกลียดชัง
ความเกลียดชังอาจดูน่ากลัว แต่มันยังแฝงไว้ด้วย ‘ความรู้สึก’ ที่บอกว่าอีกฝ่ายยังมีตัวตนและมีอิทธิพลต่อใจเราอยู่ แต่ความเฉยชาต่างหากที่เป็นขั้วตรงข้ามของความรัก มันคือการลดทอนคุณค่าของคู่ชีวิตให้เหลือเพียงอากาศธาตุหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน การถูกมองข้ามเหมือนไม่มีตัวตนในพื้นที่ที่ควรจะอบอุ่นที่สุด อาจสร้างบาดแผลทางใจที่ลึกและเรื้อรังกว่าการทะเลาะเบาะแว้ง และอาจส่งผลต่อ Slef-Esteem ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายได้มากกว่าที่คิด
เพราะลูกคือคนที่ต้องเติบโตมากับการเห็นพ่อแม่เฉยชาต่อกัน
หลายคู่เลือกสถานะ Quiet Divorcing เอาไว้ ‘เพื่อลูก’ โดยอาจจะลืมไปว่าเด็กคือสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ผ่านการสังเกต มากกว่าคำสอน สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การที่ลูกเห็นพ่อแม่แยกทาง แต่เป็นการที่ลูกเติบโตมาโดยซึมซับภาพความสัมพันธ์ที่แห้งแล้งหรือบิดเบี้ยว พวกเขาจะเรียนรู้ว่าความรักคือความอดทนที่ไร้ความสุข ความเย็นชาคือเรื่องปกติในบ้าน การอยู่ร่วมกันโดยปราศจากความไยดีคือเป้าหมายของชีวิตคู่ และที่สำคัญคือความรู้สึกของลูกที่เห็นพ่อแม่วางตัวเย็นชาหรือเป็นศัตรู โดยเด็กหลายคนที่โตมาในบ้านแบบนี้ มักกล่วว่า ให้พ่อแม่หย่ากันไปตั้งแต่แรกอาจจะยังดีกว่า
เพราะปัญหาไม่ได้จบลง แค่ไม่ได้ถูกหยิบมาพูดถึง
ความเงียบใน Quiet Divorcing ไม่ใช่สัญญาณของความสงบสุข แต่มันเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราวบนกองปัญหาที่ถูกกวาดไปซุกไว้ใต้พรม ความขุ่นเคืองใจและความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะค่อยๆ หมักหมมกลายเป็นตะกอนอารมณ์ที่รอวันปะทุ หรือแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมดื้อเงียบ หรือกระทั่งการนอกใจ ที่บั่นทอนสุขภาพจิตของทั้งสองฝ่าย การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาหรือไม่พูดคุยถึงปัญหา ไม่ได้ช่วยให้แผลหายดี แต่กลับทำให้แผลนั้นยิ่งเน่าเฟะลึกลงไปข้างใน
เพราะการกอดทะเบียนสมรสอาจกลายเป็นการเสียโอกาสในการเจอความสุขใหม่ๆ ในชีวิต
เราต่างมีเวลาบนโลกนี้จำกัด การยื้อยุดอยู่กับความสัมพันธ์ที่ตายด้านเพียงเพราะความกลัวความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเรื่องจิตใจหรือเศรษฐกิจการเงิน ในแง่หนึ่งอาจกลายเป็นการเปลืองเวลาชีวิต การยอมรับความจริงและปล่อยมือจากสิ่งที่บั่นทอนเราอยู่ทุกวัน จึงอาจเป็นการเปิดประตูบานใหม่ไปพบเจอกับความสัมพันธ์ที่ทำให้เราได้สัมผัสความรู้สึกของการถูกรักถูกเห็นคุณค่า อย่างแท้จริงอีกครั้ง เพราะบางทีความสุขทางใจก็อาจสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางสถานะเลย
เพราะ Quiet Divorce ในวันนี้ อาจกลายเป็น Gray Divorce ในวันหน้า
ในวันนี้บางคู่อาจยังโอเคที่จะติดอยู่ในสถานะคู่แต่งงาน ยังคงมีลูกหรือเงินเป็นข้ออ้างในการอยู่ร่วมกันแบบต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อวันหนึ่งที่ลูกเติบโตแยกย้ายออกไป หรือเมื่อเกษียณอายุจากงาน ความเงียบเหงาและบาดแผลต่างๆ ที่สะสมมาอาจปะทุขึ้น หลายคู่พบว่าเมื่อถึงวัยชรา พวกเขากลายเป็นคนแปลกหน้าระหว่างกันที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันอีกต่อไป และสุดท้ายก็ต้องหย่าร้างกันในวัยผมหงอกขาว (Gray Divorce) อยู่ดี ซึ่งอาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงและเปราะบางกว่าเดิมมาก เพราะเรื่องการเงินที่ผูกพันกันอยู่อาจซับซ้อนยิ่งขึ้น และการเริ่มปรับตัวให้อยู่คนเดียวในบั้นปลายนั้นก็อาจยากยิ่งกว่าเช่นกัน
ที่สุดแล้ว Quiet Divorce อาจตอบโจทย์ชีวิตของบางคนและบางคู่ ณ เวลานี้ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่ต่างหรืออาจจะมากกว่าการหย่าร้างให้จบๆ และอาจเป็นเรื่องที่คนในความสัมพันธ์จำเป็นต้องลองหาคำตอบระหว่างกันและกันดู
อ้างอิง
https://www.thecut.com/article/midlife-quiet-divorce.html
บทความต้นฉบับได้ที่ : Quiet Divorcing อยู่ๆ กันไปแต่หมดใจ แค่อยู่ร่วมบ้านแต่ไม่ได้รัก อีกหนึ่งปัญหาครอบครัวที่ส่งผลร้ายใต้พรม
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com