BAM เร่งตั้ง JV AMC เพิ่ม ลุยบริหารหนี้ครบวงจร
#BAM #ธปท. #ทันหุ้น – BAM เดินหน้าขยายการร่วมมือกับสถาบันการเงิน ตั้งเป้าเพิ่ม JV AMC อีก 2 แห่งภายในปี 2569 และเตรียมศึกษารูปแบบบริหารหนี้เสียแบบแบ่งกำไร หวังเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดการ NPL พร้อมดึงลูกหนี้ดีกลับเข้าสู่ระบบ ขณะที่โบรกเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์และ BAM แนะนำ “ซื้อ” เป้า 9 บาท ชูราคายังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีและปันผลสูง
นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้ภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงคุณภาพสินเชื่อ สถาบันการเงินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่อาจทยอยเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป ธปท. จึงจะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์, สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) และ Non-Bank สามารถร่วมลงทุนกับบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ในกิจการร่วมทุนได้เป็นการชั่วคราว กล่าวคือ ให้ระยะเวลา 2 ปีในการยื่นขอจัดตั้งกิจการร่วมทุน และมีระยะเวลา 15 ปีในการดำเนินกิจการ
โดยกิจการร่วมทุนต้องให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่ได้รับโอนมาด้วย เช่น ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงจะขยายให้กิจการร่วมทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จัดตั้งแล้วสามารถรองรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank ได้จากเดิมที่รับซื้อรับโอนได้จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเท่านั้น
ธปท. หวังว่า มาตรการข้างต้นจะช่วยให้สถาบันการเงินทั้ง ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ Non-Bank มีเครื่องมือเพิ่มเติมในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ดูแลลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ด้วยกลไกของกิจการร่วมทุนจะทำให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้ยังสามารถดำเนินชีวิตหรือธุรกิจต่อไปได้ และเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป
*BAM พร้อมตั้ง AMC เพิ่ม
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า BAM เป็นองค์กรมีกลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้เสีย (Non-Performing Loans : NPLs) ที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง(Increased Flexibility and Channels) พร้อมที่จะร่วมบริหารจัดการ NPLs ในระบบ เบื้องต้น ยังคงมุ่งเน้นการทำความร่วมมือกับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) เป็นหลัก แม้ธปท. จะผ่อนคลากหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่ม Non-Bank ด้วย โดยอยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขการตัดตั้งบริษัทร่วมทุน(JV AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569
ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการบริหารจัดการ NPL ในรูปแบบการบริหารเพื่อแบ่งกำไร (Profit-Sharing Management) โดยสถาบันการเงินจะโอนสิทธิใน NPLs มาให้ BAM บริหารจัดการ ร่วมกับสถาบันการเงินอีก 1 – 2 แห่ง
“ตามความสามารถขององค์กร ตั้งเป้าว่าควรมี JV AMC 4 แห่ง ปัจจุบันมีแล้ว 2 แห่ง ดังนั้นในระยะเวลา 2 ปีตามกรอบที่ ธปท. เปิดให้ดำเนินการ ก็น่าจะมี JV AMC เกิดขึ้นมาอีก 2 แห่งภายในปี 2569 และในรูปแบบ Collaboration อีก 1 สัญญาในปีถัดไป ซึ่งหากสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญเพิ่มได้ก็อาจขยายออกไปได้อีก”
*นำลูกหนี้ดีกลับเข้าระบบ
นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเร่งกระบวนการชายหนี้เสียให้เร็วขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ของสถาบันการเงินลงอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นคาดการณ์ว่า ลูกหนี้ที่เข้าโครงร่วมการดังกล่าวจะสามารถกลับมาขอสินเชื่อใหม่จากธนาคารได้เร็วกว่าปกติ อาทิเช่น 3-6 เดือนหลังมีการชำระหนี้ต่อเนื่อง จากปกติต้องชำระหนี้ต่อเนื่องถึง 3 ปีจึงจะกลับมาขอสินเชื่อใหม่ได้
สำหรับระยะเวลา 2 ปีซึ่งยาวกว่าเมื่อปี 2567 นั้นถือเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการเจรจาความร่วมมือระหว่างองค์กร มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องศึกษาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงื่อนไขในการเจรจาตกลงราคาในการซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์ และ SFI เพื่อให้ AMC บริหารจัดการในระยะ 15 ปี
*คัดหุ้นรับประโยชน์
เบื้องต้นคาดการณ์หุ้นที่จะได้ประโยชน์ 3 กลุ่ม คือ 1.หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ลูกหนี้สินเชื่อไม่มีหลักประกันจำนวนมาก อาทิ SCB, KBANK และKTB มีโอกาสที่จะถ่ายโอนหนี้เสียออกจากธนาคาร ช่วยให้Coverage Ratio ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการตั้งสำรอง
2. Non-Bank ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ อาทิ KTC ซึ่งมีพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ Non-Bank กลุ่มสินเชื่อมีหลักประกัน อาทิ MTC SAWAD ไม่น่าสนใจตั้ง JV AMC ในระยะสั้น และ 3. BAM ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้หนี้ ทั้งยังถือหุ้นใน ARI AMC ที่สามารถเข้ามาดูดซับ NPL ออกจาก SFI ได้อย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมกันนี้แนะนำ “ซื้อ” KTB ราคาเหมาะสม 32 บาท เนื่องจากมีสัดส่วนลูกหนี้ไม่มีหลักประกันราว 26% สูงที่สุดในกลุ่ม และพื้นฐานแข็งแรงมี ROE และ Div. Yad อยู่ในเกณฑ์ดี และ “ซื้อ” BAM ราคาเหมาะสม 9 บาท เพราะจะได้ประโยชน์ในระยะกลาง-ยาว จากหนี้เสียภายใต้การบริหารที่จะเพิ่มขึ้นมากจากโครงการดังกล่าว และราคาหุ้นยังซื้อขายด้วย PBV ต่ำเพียง 0.5x และคาดให้ Div. Yeld อีก 7.8%