คอร์รัปชันสะเทือนเศรษฐกิจ! “ฟิลิปปินส์” เจอวิกฤติ เงินเปโซอ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์
คอร์รัปชันสะเทือนเศรษฐกิจ! "ฟิลิปปินส์" เจอวิกฤติกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและการเก็บรายได้ของรัฐ เงินเปโซอ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ค่าเงิน เปโซของฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงจนเข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสาเหตุของความอ่อนแอไม่ได้มาจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคทั่วๆ ไป เช่น การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหาคอร์รัปชันภายในประเทศในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรง จนธนาคารกลางฟิลิปปินส์ต้องเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง
การร่วงของค่าเงินเปโซสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างมากจากไม่กี่ปีก่อน เมื่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังคงมีความแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงกระแทกจากต่างประเทศได้ดี โดยได้รับแรงหนุนจาก เงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน (OFWs) ที่ช่วยพยุงค่าเงินและการบริโภคภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป หลังจากที่เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดี เปิดการสอบสวนการทุจริตครั้งใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งพบการปลอมแปลงสัญญา การยักยอกเงิน และโครงการที่ไม่ได้ถูกสร้างจริง ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในวันทำการที่ 59.262 เปโซต่อดอลลาร์ ต่ำกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2022 ที่ 59.168 ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ระบุว่าการร่วงลงอย่างฉับพลันนี้สะท้อนความกังวลของตลาดต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากปัญหาคอร์รัปชันด้านการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการคาดการณ์ว่า BSP จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจุบันค่าเงินอยู่ที่ประมาณ 58.9 เปโซต่อดอลลาร์
เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตเพียง 4.0% ในไตรมาส 3 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 5.24% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 นักเศรษฐศาสตร์บางรายประเมินว่า หากงบประมาณรัฐไม่ถูกยักยอก เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ถึง 6% ต่อปี
ราล์ฟ เร็กโต รัฐมนตรีคลังของฟิลิปปินส์ กล่าวต่อวุฒิสภาว่าความล่าช้าในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมีสาเหตุจากคดีคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ไมเคิล เอ็นริเกซประธานบริษัท Sun Life Investment Management ระบุว่าความเชื่อมั่นที่ลดลงของนักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินการจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน และต้องปฏิรูประบบราชการทั่วทั้งประเทศ
ลีโอนาร์โด ลันโซนา ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Ateneo de Manila กล่าวเสริมว่า การแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐก็มีส่วนกดดันค่าเงินเปโซ เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตได้ดีแม้นโยบายการค้าของทรัมป์จะสร้างแรงเสียดทาน การลงทุนในภาคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลกลับไปที่นั่น และกดค่าเงินเปโซให้อ่อนลง พร้อมระบุว่ามาตรการภาษีศุลกากรสูงของสหรัฐต่อฟิลิปปินส์ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดยการขาดดุลการค้า ความต่างของอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อสูง ล้วนเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม
แม้เงินโอนของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศยังคงเติบโต โดยเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 3.2% จากปีก่อนหน้า เป็น 2.98 พันล้านดอลลาร์ แต่ผลบวกดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะพยุงค่าเงินได้ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้นกำลังฉุดรั้งอำนาจซื้อของครัวเรือน
นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนทุนออกจากตลาดฟิลิปปินส์ โดยผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอระบุว่านักลงทุนไม่ได้หนีเพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่หนีเพราะความซื่อสัตย์ของระบบถูกสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผู้เกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันมารับผิดและชดใช้ความเสียหาย
การรับรู้ว่าประเทศเต็มไปด้วยคอร์รัปชันส่งผลโดยตรงต่อ กระแสเงินทุนไหลออก (capital flight) ทั้งจากการชะลอตัวของ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การเทขายหุ้นและพันธบัตร และการนำเงินทุนภายในประเทศออกไปลงทุนต่างประเทศแทน ซึ่งทำให้สินทรัพย์ที่เป็นเงินเปโซมีความเสี่ยงสูงขึ้นและไม่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุน
ในอดีต ค่าเงินเปโซอ่อนถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินโอนจากแรงงานในต่างแดน แต่ในปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานสูงกลับทำให้ผลดีนี้ถูกกลบไป
นักเศรษฐศาสตร์ โรเบิร์ต แดน โรเซส กล่าวว่า“ค่าเงินเปโซที่อ่อนลงในประเทศผู้นำเข้าจะยิ่งเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง อาหาร และหนี้ต่างประเทศ ซึ่งอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ”
เขาระบุว่า“แม้เงินโอนจากต่างประเทศจะยังช่วยพยุงรายได้ครัวเรือน แต่ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอาจลบล้างผลดีส่วนใหญ่ไป” โดยอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เร่งขึ้นเป็น 1.7% ในเดือนกันยายน จากราคาน้ำมันและอาหารที่พุ่งสูง
ธนาคารกลางฟิลิปปินส์พยายามรับมือสถานการณ์นี้โดยการ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งติดต่อกัน ครั้งละ 0.25% เหลือ 4.75% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยระบุว่าจะไม่ตรึงค่าเงินในระดับใดเป็นพิเศษ แต่จะเข้าแทรกแซงเฉพาะเมื่อความผันผวนของค่าเงินส่งผลต่อความคาดหวังเงินเฟ้อ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปีจะมีขึ้นในวันอังคารนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในช่วงเทศกาลปลายปี ความต้องการใช้จ่ายของครัวเรือนและการนำเข้าสินค้าของขวัญจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์สูงขึ้นและกดดันค่าเงินเปโซเพิ่มเติม ไม่ว่าธนาคารกลางจะตัดสินใจเช่นไรในการประชุมครั้งนี้
อ้างอิง : asia.nikkei.com