“ท่องเที่ยวสหรัฐ” ซบ นักท่องเที่ยวผวานโยบาย-คำขู่ทรัมป์ ลามกระทบจุดหมายทั่วโลก
"ท่องเที่ยวสหรัฐ" ซบ นักท่องเที่ยวผวานโยบาย-คำขู่ทรัมป์ ขณะที่คำเตือนการเดินทางและความเสี่ยงด้านประกันเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
วันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 19.39 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า การท่องเที่ยวสหรัฐกำลังดิ่งลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และขณะนี้นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มตั้งคำถามต่อไปอีกว่า จุดหมายปลายทางอื่น ๆ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งออกมาข่มขู่ จะยังปลอดภัยสำหรับการเดินทางหรือไม่
เดิมทีปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะเป็นปีทองของการท่องเที่ยวสหรัฐ ประเทศนี้ไม่เพียงฉลองครบรอบ 100 ปีของถนนในตำนาน Route 66 และครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก FIFA World Cup อีกด้วย ในปีปกติ เพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งก็เพียงพอจะสร้างรอยยิ้มให้กับเจ้าของโรงแรมและผู้บริหารสายการบินทั่วสหรัฐ แต่เหตุการณ์ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา กลับไม่ปกติอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2568 รัฐบาลสหรัฐได้ออกมาตรการภาษีกับพันธมิตรเก่าแก่ ข่มขู่จะผนวกแคนาดา ควบคุมตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ด่านพรมแดน ดำเนินนโยบายเนรเทศครั้งใหญ่ และอาจเตรียมใช้มาตรการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก่อนอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ
ผลลัพธ์ คือ หลายประเทศเริ่มออกคำเตือนการเดินทางมายังสหรัฐ ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้คว่ำบาตรการเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ บางคนถึงขั้นเรียกประเทศนี้ว่าเป็นรัฐที่ไม่เป็นมิตร รายงานของ World Travel & Tourism Council (WTTC) ระบุว่า สหรัฐมีแนวโน้มสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 และจาก 184 ประเทศที่ WTTC วิเคราะห์ร่วมกับ Oxford Economics สหรัฐเป็นประเทศเดียวที่คาดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงในปีที่ผ่านมา
ซาราห์ โคพิต ระบุบนเว็บไซต์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว Skift กล่าวว่า“จากจุดหมายในฝัน การเดินทางไปสหรัฐสำหรับหลายคนในวันนี้ กลับกลายเป็นทั้งการแสดงจุดยืนทางการเมือง การเสี่ยงดวงว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้หรือไม่ และภาระทางการเงิน” ซึ่งยังรายงานด้วยว่า 46% ของนักท่องเที่ยวที่สำรวจเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่ามีแนวโน้มจะไม่เดินทางไปสหรัฐ เพราะทรัมป์
แต่ทั้งหมดนั้นคือเรื่องของปีที่แล้ว
เพียงไม่กี่วันแรกของปี 2569 รัฐบาลสหรัฐได้โจมตีทางอากาศในกรุงการากัส จับกุมประธานาธิบดี Nicolas Maduro ประกาศว่าจะเข้าบริหารเวเนซุเอลา รื้อฟื้นการเจรจาเพื่อซื้อกรีนแลนด์ และข่มขู่คิวบา อิหร่าน โคลอมเบีย และเม็กซิโก ดูเหมือนว่าการกระทำของทรัมป์จะไม่ได้ส่งผลแค่ต่อการตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเริ่มกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ เหล่านี้ด้วย
เฮเธอร์ สตอร์การ์ด ชาวเดนมาร์ก วางแผนไปเยี่ยมเพื่อนที่กรีนแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้อยคำแข็งกร้าวของทรัมป์เกี่ยวกับการซื้อหรือยึดครองเกาะที่อุดมด้วยทรัพยากรแห่งนี้ด้วยกำลังทหาร ทำให้เธอลังเล“ฉันยังคิดจะไปอยู่ และยังดูตัวเลือกอยู่ …แต่ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น”
ด้าน แจ็กกี อาร์รูดา นักการตลาดด้านการท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ในบราซิล ก็มีแผนไปเยี่ยมเพื่อนที่กรีนแลนด์ในเดือนพฤษภาคม แต่ขณะนี้กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะต้องยกเลิกการเดินทางหรือไม่
“เหตุการณ์ล่าสุดในเวเนซุเอลาทำให้ฉันเห็นว่า คำขู่เหล่านี้สามารถกลายเป็นแผนจริงได้อย่างรวดเร็ว …ถ้าเกิดอะไรขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันจะยกเลิกทริปนี้ แต่สิ่งที่ฉันกังวลมากกว่าคือความปลอดภัยของเพื่อนฉัน ชาวกรีนแลนด์ในฐานะประเทศหนึ่ง อนาคตของพวกเขา และผลกระทบของการรุกรานที่อาจสะเทือนไปทั้งโลก”
ขณะเดียวกัน เฆซุส โนเกรา เจ้าของบริษัททัวร์ Cuba Careo Tours ในนครฮาวานา ระบุว่า คำกล่าวของทรัมป์ที่มองว่าคิวบาเป็นประเทศที่พร้อมจะล่มสลาย หลังการจับกุมมาดูโร ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทันที
โนเกรากล่าวว่า“วาทกรรมเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างแท้จริงและทันทีต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คิดจะเดินทางมาคิวบา” พร้อมระบุว่า มีทั้งการเลื่อนแผนการเดินทางและอีเมลสอบถามด้วยความกังวลจำนวนมาก “ผมกังวลต่ออนาคตของภาคการท่องเที่ยว และไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในระยะใกล้ การท่องเที่ยวไม่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่มั่นคง ความไม่แน่นอน และการรับรู้ถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น”
อย่างไรก็ดีลอรา เรนเดลล์-ดันน์ โฆษกบริษัททัวร์เฉพาะทางละตินอเมริกา Journey Latin America ระบุว่า การกระทำของสหรัฐในเวเนซุเอลายังไม่ส่งผลต่อการจองทริปไปโคลอมเบีย หลังทรัมป์ขู่ประธานาธิบดี Gustavo Petro หรือเม็กซิโก ซึ่งทรัมป์เคยเสนอจะส่งทหารสหรัฐเข้าไปปราบแก๊งค้ายา
สำหรับนักเดินทางทั่วไป การประเมินว่าควรจริงจังกับคำประกาศของทรัมป์แค่ไหนอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับเอเยนซี่ท่องเที่ยวและบริษัททัวร์ในสหราชอาณาจักร การตัดสินใจนั้นชัดเจน
ฌอน ทิปตัน โฆษกของ Association of British Travel Agents (ABTA) กล่าวว่า “มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน …ทันทีที่กระทรวงการต่างประเทศออกคำแนะนำไม่ให้เดินทาง พวกเขาจะไม่ส่งลูกค้าไปอย่างเด็ดขาด นี่คือเรื่องความรับผิดชอบต่อความปลอดภัย เพราะหากเดินทางฝ่าฝืนคำเตือน ประกันการเดินทางทั่วไปจะไม่คุ้มครอง”
แม้บริษัททัวร์จะไม่จัดทริปไปยังพื้นที่ที่รัฐบาลระบุว่าอันตราย แต่นักเดินทางอิสระยังสามารถเดินทางได้ เพียงแต่อาจทำให้ประกันเป็นโมฆะ สำหรับผู้ที่กำลังชั่งใจ ทิปตันแนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์ของ Foreign, Commonwealth & Development Office (FCDO) ซึ่งอัปเดตข้อมูลหลายครั้งต่อวัน
ณ เวลาที่รายงานนี้เผยแพร่ FCDO แนะนำไม่ให้เดินทางไปเวเนซุเอลาและอิหร่านโดยเด็ดขาด และเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังบางพื้นที่ของโคลอมเบียและเม็กซิโก ขณะที่ยังไม่ออกคำเตือนต่อกรีนแลนด์ ส่วนคำเตือนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีตั้งแต่ใช้ความระมัดระวังตามปกติ ไปจนถึงห้ามเดินทางในบางพื้นที่ของเม็กซิโก พร้อมคำเตือนระดับเพิ่มความระมัดระวังสำหรับคิวบาและกรีนแลนด์ และพิจารณาการเดินทางใหม่สำหรับโคลอมเบีย
หน่วยงานท่องเที่ยวท้องถิ่นกำลังประเมินว่าจะรับมือกับกระแสความสนใจที่เกิดจากคำขู่ของทรัมป์อย่างไร อินกา โรส อันโตนีอุสด็อตตีร์ ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ในภูมิภาคอาร์กติกและนอร์ดิก กล่าวว่า“มันแย่หรือดีที่ได้รับความสนใจจากสื่อแบบนี้? …ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะใช้ความสนใจนี้อย่างไร” และมองว่าสำหรับจุดหมายปลายทางเกิดใหม่อย่างกรีนแลนด์ ความสนใจจากสื่ออาจช่วยเพิ่มการรับรู้ในระดับโลก และเป็นโอกาสในการนำเสนอวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์
ด้าน มาห์ดี เอชรากี ซีอีโอบริษัททัวร์ Surfiran ในกรุงเตหะราน ระบุว่า ความต้องการท่องเที่ยวอิหร่านจากชาติตะวันตกที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากคำกล่าวล่าสุดของทรัมป์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากภาพลักษณ์เชิงลบที่สั่งสมมายาวนานและการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐ
“จากประสบการณ์ของเรา ความต้องการเดินทางไปอิหร่านลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2562 มากกว่าจะเป็นปฏิกิริยาระยะสั้นต่อวาทกรรมทางการเมืองในปัจจุบัน”
ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาพลักษณ์คือทุกสิ่ง ไม่ถึงสองปีหลังจากสหรัฐถูกจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลกโดย World Economic Forum ประเทศนี้กำลังเผชิญผลลัพธ์เมื่อผู้เดินทางรู้สึกว่าความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลตอบแทน แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านักท่องเที่ยวจะรู้สึกเช่นเดียวกันต่อประเทศอื่น ๆ ที่ทรัมป์เล็งเป้าไว้หรือไม่ แต่หากไม่กี่สัปดาห์แรกของเดือนมกราคมพิสูจน์อะไรได้ นั่นคือ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : www.bbc.com