ประมวลศึกใหญ่ ‘บิ๊ก’ สีกากี รับส่วยเว็บพนัน มลทินกระฉ่อน วิกฤติไว้ใจระส่ำ
หลายปีที่ผ่านมา กระแสข่าวเกี่ยวกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. กับอดีตแม่ทัพสีกากี คนที่ 14 “บิ๊กต่อ” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ปะทุต่อเนื่อง กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ
จากความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจที่เริ่มจากเหตุการณ์เฉพาะบุคคล ลุกลามไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ และการทุจริตเชิงระบบ จนส่งผลกระทบภาพลักษณ์ต่อองค์กรตำรวจทั้งระบบ
หลังเรื่องราวเงียบหายไปพักใหญ่ มติคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ปลุกความสนใจ “ศึกประวัติศาสตร์สีกากี” ขึ้นอีกครั้ง กับผลชี้มูล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ พร้อมข้าราชการตำรวจอีกกว่า 200 นาย มีมูลความผิดทางวินัยจากการข้อกล่าวหารับเงิน หรือประโยชน์จากขบวนการ “ส่วย” เว็บพนันออนไลน์
กลายเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการพิจารณาโทษทางวินัยข้าราชการตำรวจ “ระดับสูง” รับส่วย และเป็นมลทินเส้นทางราชการ “พิทักษ์ 1” อย่างที่ไม่เคยปรากฏ
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ประมวลศึกใหญ่สีกากีที่ผ่านมากว่า 2 ปียังไม่สงบ ซ้ำระอุขึ้นอีกครั้ง จากด้วยฉากการ “แฉ” ข้อมูลสิ้นไส้เงินธุรกิจเทาเข้ากระเป๋าตำรวจ รวมถึงข้อกล่าวหาความไม่ธรรม และการเลือกปฏิบัติ ที่นำไปสู่การฟ้องร้องกันไปมานับไม่ถ้วน
ต่อเนื่องมาถึง ผบ.ตร.คนที่ 15 อย่าง “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เองก็ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทิ้งทวนสิ้นปีด้วยการร้องให้ตรวจสอบปมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และประวิงคดีสอบเว็บพนันออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา
ย้อนจุดเริ่มต้นมหากาพย์นี้ เช้าตรู่ วันที่ 25 ก.ย. 66 ชุดสืบสวน-ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีบุกเข้าตรวจค้นบ้านพัก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตามหมายค้นในคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีผู้ต้องหาหลายรายถูกกล่าวหาว่าใช้บ้านพักและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายดังกล่าว
แม้การตรวจค้นไม่พบหลักฐานสำคัญในทันที แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างเกินคาด
ต่อมา “ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ยื่นเรื่องร้องเรียนมีการรับผลประโยชน์จากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบอย่างจริงจัง โดย ก.ร.ตร. ได้ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกกว่า 200 นาย ในประเด็นการรับส่วยจากขบวนการเว็บพนันออนไลน์
“หัวใจ” ของข้อกล่าวหาคือ เส้นทางการเงินจากเว็บพนัน BNK MASTER น.ส.พิมพ์วิไล ปล้องอ่อน ซึ่งเป็นพยานสำคัญให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ว่ามีการโอนเงินเข้าบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และภริยา หน่วยงานตำรวจไซเบอร์ (ลักษณะการจ่ายรายเดือน 1 ล้านบาท) หน่วยงานตำรวจอื่นๆ อีกหลายแห่ง
นอกจากนี้ ยังมี “สายลับทีมแม่บ้านของตำรวจ” ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเก็บส่วยภายในองค์กร ข้อมูลจากกลุ่มพยานเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ ก.ร.ตร. ใช้ประกอบการชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง
ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ (รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ขณะนั้น) ได้ลงนามคำสั่งให้ “ออกจากราชการไว้ก่อน” โดยอ้างพฤติการณ์เข้าข่ายคดีอาญาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนนโยบายรัฐบาล
คำสั่งดังกล่าวใช้อำนาจตาม มาตรา 131 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งให้อำนาจผู้บังคับบัญชาสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการได้ทันที หากมีเหตุ“อันควรเชื่อ” ได้ว่าทำผิดวินัยร้ายแรง ต่างจากกระบวนการปกติที่ต้องรอการสอบสวน ตามมาตรา 120
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โต้แย้งว่ากรณีของตนเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยให้เหตุผลว่าเส้นทางเงิน“ไม่ได้” โอนเข้าบัญชีส่วนตัวโดยตรง แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและมีคำสั่งให้ออกจากราชการทันที
ขณะที่อีกฝ่าย “มีข้อกล่าวหา” ด้านเส้นทางเงินที่ชัดเจนกว่า แต่ไม่ได้ถูกดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดการถามหา “มาตรฐาน” กระบวนการตรวจสอบในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ความขัดแย้งครั้งนี้นำไปสู่การเปิดใช้กลไกตรวจสอบหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการภายในตำรวจ หน่วยงานด้านวินัย ตลอดจนกรรมาธิการรัฐสภา ทว่ากลไกแต่ละแห่งกลับถูกมองว่าเป็น “สนามต่อสู้ใหม่” ของทั้งสองฝ่าย จนทำให้ความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของระบบตรวจสอบถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
นอกจากนี้ คำกล่าวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ระบุว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็น “เรื่องที่เลวระยำมาก” ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างภายในองค์กร และสอดคล้องกับทรรศนะของประชาชนจำนวนมาก ที่เชื่อว่าความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และการแย่งชิงตำแหน่งสำคัญ
ผลลัพธ์ของกระบวนการทางกฎหมายและทางวินัยที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่เพียงจะชี้ชะตาของนายพลตำรวจทั้งสอง แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจในระยะยาว
แม้บทสรุปยังไม่แน่นอน แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อศรัทธาของประชาชนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาก จนก่อให้เกิดแรงกดดันจากสังคมที่เรียกร้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ” แต่คือองค์กรตำรวจจะสามารถใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกเครื่องโครงสร้าง วัฒนธรรม และระบบตรวจสอบภายใน เพื่อฟื้นฟูเกียรติและความเชื่อมั่นของสังคมได้หรือไม่
ซึ่ง คำตอบเรื่องนี้…คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ “ลงมือ” เริ่มการเปลี่ยนแปลงความบกพร่องของระบบและคน อย่างที่ได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน