ธปท.ยกระดับสกัดบาทแข็ง ตรวจเข้มเงินลงทุน ตปท.
แบงก์ชาติเร่งระดมมาตรการสกัดบาทแข็ง ผู้ว่าการลงนาม ออกประกาศด่วน สั่งแบงก์ตรวจธุรกรรมนำเข้าเงินตราต่างประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ มีผลทันที 29 ธ.ค.นี้ ตรวจสอบที่มา-ที่ไปของเงินทุกธุรกรรม จับตาพิเศษเงินลงทุนต่างประเทศในธุรกิจ “อสังหาฯ-สินทรัพย์ดิจิทัล” พร้อมเดินหน้าแก้ประกาศกระทรวงคลังคุมร้านทอง เตรียมบังคับใช้กลาง ม.ค. 2569 เผยธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ทองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มาก แต่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท กระทบภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทมาจากแรงผลัก 3 เรื่อง คือ 1.ปัจจัยพื้นฐาน คือดอลลาร์อ่อนค่า 10% การค้าขายดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก 2.เงินไหลเข้า และ 3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท. ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่ด้วยข้อจำกัดจากที่ไทยลงนามกับสหรัฐ ในเรื่องของการบิดเบือนค่าเงิน จึงไม่สามารถทำได้มากนัก
อย่างไรก็ดี ในแง่ของการนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เป็นจุดไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่ง ธปท.ไม่สามารถใส่มาตรการภาษีได้ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพรวมตลาดได้
ธปท.ประกาศคุมเงินเข้า ปท.
ขณะที่ล่าสุด ผู้ว่าการ ธปท.ได้ลงนามออกประกาศเรื่องรายงานธุรกรรมนำเงินตราต่างประเทศเข้าไทย โดยระบุว่าเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกประเทศในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงขอความร่วมมือนิติบุคคลรับอนุญาต ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานกรณีการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศ ของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศดังกล่าวเป็นไปเพื่อการค้า การลงทุน และตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้ง
โดยประกาศดังกล่าว ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในประเทศ โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธุรกรรมตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งธุรกรรมปกติ เช่น คนทำงานต่างประเทศโอนเงินกลับ หรือการค้าขายที่มีเอกสารชัดเจน จะไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบตามมาตรฐานสากล โดยให้รายงานทุกธุรกรรมในวันทำธุรกรรม (Trade Date) หรือไม่เกินวันครบกำหนดชำระเงิน
เข้มเงินลงทุนอสังหาฯ ตปท.
จากประกาศระบุว่ากรณีที่เป็นการทำธุรกรรมปกติของลูกค้าที่นิติบุคคลรับอนุญาตรู้จักดี และมีการทำ Know Your Customer (KYC) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถใช้กระบวนการ Know Your Business (KYB) ได้
แต่ในกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมใน 4 วัตถุประสงค์ คือ 1) เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย 2) ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 3) เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้เงินให้กู้ยืม และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์ และ 4) วัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมโดย “ไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB”
เช็กยิบเงินขายทอง-คริปโต
นอกจากนี้ การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย
สำหรับกรณีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับค่าทองคำ ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าลูกค้ามีการขายทองคำในต่างประเทศทุกจำนวนเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมนอกเวลาทำการ ให้เรียกเอกสารดังกล่าวภายในวันทำการถัดไปได้ รวมทั้งให้เรียกเอกสารเรียกเก็บเงินและเอกสารใบขนทองคำไม่เกิน 2 วันทำการ นับจากวันครบกำหนดชำระเงิน
กรณีธนบัตรเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือเทียบเท่า ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
นอกจากนี้ กรณีการรับฝากเงินที่ได้รับจากต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีที่กล่าวข้างต้นด้วย
นายวิทัยกล่าวว่า ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเงินทุน ขาออกเป็นหลัก เพราะกังวลเรื่องเงินไหลออก แต่ในบริบทปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งจากเงินทุนไหลเข้า ดังนั้นจำเป็นต้องปรับมาดูขาเข้ามากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่ 29 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป
แก้ประกาศคลังคุมร้านทอง
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ธปท.มีความสงสัยกระแสเงินทุนของทองคำ แม้ว่าในช่วง 3-4 เดือนมีการตรวจสอบพบว่า ไม่น่าเกี่ยวข้อง เพราะว่าไทยเป็นประเทศนำเข้าทองคำสุทธิ แต่หลังจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกใหม่พบว่า แรงกดดันสำคัญมาจากการขายทองคำผ่านแอปพลิเคชั่นเป็นเงินบาท เนื่องจากผู้ลงทุนขายทองผ่านแอป ร้านทองจะต้องนำทองไปขายต่อในตลาดต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยง ทำให้ได้รับเงินดอลลาร์ จากนั้นจึงนำดอลลาร์มาขายเพื่อซื้อเงินบาท ส่งผลให้เกิดแรงขายดอลลาร์จำนวนมาก และทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยจุดนี้ไม่มีหน่วยงานไหนควบคุมดูแล
ดังนั้น ธปท.จึงขออำนาจกระทรวงการคลัง ในการแก้ประกาศกระทรวงการคลังให้ ธปท.มีอำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจ และยังเห็นชัดว่าเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท สะท้อนผ่านตัวเลขธุรกรรมเทรดทองคำออนไลน์สัดส่วนถึง 40-50% โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมสูงถึง 60% ของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ทั้งหมด โดยประกาศดังกล่าวน่าจะออกมาภายในกลางเดือนมกราคม 2569
การดูแลดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผู้ซื้อขายรายย่อย หรือร้านทองตู้แดง แต่จะเข้าไปดูธุรกรรมในส่วนของธุรกรรมที่มีการซื้อขายบ่อย ๆ และวันละหลายรอบ ดังนั้นมองว่าผู้ประกอบการ 15 ราย อาจจะจำเป็นต้องปรับตัว
“ค่าเงินบาทถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งไม่สามารถกดปุ่มและแก้ไขได้ทันที แต่เป้าหมาย คือ การลดความผันผวนของค่าเงินบาทหรือการเกิดการแรงเทขายแรง ๆ และไม่มีผลต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานการกำกับดูแล”
จับตาบาทแข็งต่อปี 2569
ขณะที่นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า จากในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่มีการแข็งค่าผิดปกติ และปี 2568 ทั้งปีเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ก็แข็งค่ากว่า 9% โดยปัจจัยกดดันค่าเงินบาท ช่วงหลัง ๆ เป็นการเคลื่อนไหวไปกับภาคการเงิน (Financial Flow) เช่น ทองคำ ตลาดหุ้นและบอนด์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำที่เห็นชัดเจน โดยจากข้อมูลจะพบว่าธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ในแต่ละส่วน เป็นการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำสูงถึง 40%
เพราะในช่วงปี 2568 มีนักลงทุนเข้ามาซื้อ ๆ ขายทองคำ เพื่อทำกำไรมากขึ้นทำให้ธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ทองบนแพลตฟอร์มต่อวันกว่า 6 หมื่นล้านบาท สูงกว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้น ผู้ค้าทองก็ต้องปิดความเสี่ยงขายทองไปที่ตลาดโลก ได้เป็นดอลลาร์มาก็มาซื้อเงินบาท ธุรกรรมตรงนี้เยอะมากในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาท โดยหากดูความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างทองกับค่าเงินบาทของไทย น่าจะสูงที่สุดในโลกประมาณ 60-70%
แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า เพราะเงินดอลลาร์ยังอยู่ช่วงขาอ่อนค่า จากดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาท ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนมากนัก ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ก็แทบจะไม่ได้แตกต่าง ปัจจัยตรงนี้มีผลต่อค่าเงิน แต่ไม่ได้มากเท่ากับเรื่อง Financial Flow
เทรดทองสะเทือนธุรกิจอื่น
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะที่ต้องยอมรับว่าธุรกรรมทองคำ ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก อาจมีบางส่วนนำมาทำเครื่องประดับส่งออก แต่ไม่เยอะมาก แต่ธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ที่สูง ปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทโดยไม่จำเป็น และส่งผลกระทบเซ็กเตอร์อื่น ๆ และต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมดูแล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามากำกับชัดเจน ขณะที่ถือว่าเป็นธุรกรรมที่มีโอกาสเกิดความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย
“คำถามคือถ้ามีอุบัติเหตุอะไรนิดหนึ่ง แล้วคนมาแห่ขาย ร้านทองจะมีทองพอมั้ย เป็นเรื่องของการควบคุมความเสี่ยงสภาพคล่องด้วย พอปริมาณสูงมาก และมี Leverage ก็อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.มีการพูดคุยกับร้านค้าทองตลอด ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการบางส่วนก็มีความกังวลว่า ธุรกิจธุรกรรมต่าง ๆ จะลดลง แต่การเข้ามาตรงนี้ก็เป็นการมองและดูแลในภาพรวม”
ปูพรมคุมทอง-เงินเข้า ปท.
นายสักกะภพกล่าวว่า ธปท.จึงจำเป็นต้องเข้าไปดูแลธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำ เนื่องจากทำให้ “เงินบาทเคลื่อนไหวผิดปกติ” เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม ธปท.จึงออกมาดูแลธุรกรรมทองคำ โดยให้ร้านทองรายงานธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำ และรวมถึงการพิจารณาการ “จำกัดวงเงินการทำธุรกรรม” ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในกลางเดือนมกราคม 2569
ขณะที่กระทรวงการคลังให้กรมสรรพากรขอข้อมูลการเทรดทองคำออนไลน์ เพราะธุรกรรมทองคำออนไลน์เยอะมาก เมื่อเทียบร้านทองตู้แดงมีสัดส่วนประมาณ 10-20% จึงเข้าไปดูแลให้กรมสรรพากรพิจารณาเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์
นอกจากนี้ ในการที่ ธปท.จะเข้าไปดูแลเรื่องธุรกรรมการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยการยกระดับรายงานข้อมูลเงินเข้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของเงิน หากเป็นเงินที่มีที่มาที่ไปทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็ไม่กระทบอะไร ธปท.จะมีการติดตามตรงนี้มากขึ้น เพื่อดูว่ามีธุรกรรมอะไรที่ผิดปกติที่กระทบค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำงานร่วมกันกับคณะทำงานต่าง ๆ ในแง่ของการตรวจสอบ
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สิ่งที่ ธปท.ต้องการดูคือ แรงกดดันต่อค่าเงิน และเงินนั้นเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ ธปท.ต้องการคือ ให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนกับปัจจัยพื้นฐาน สภาพเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้จะเห็น และสามารถที่จะดำเนินการอะไรได้มากขึ้น
ครึ่งแรกปี’69 เทรนด์บาทแข็งค่า
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics วิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับความกังวลความเป็นอิสระของ Fed และประเด็นวินัยทางการคลังของสหรัฐจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินดอลลาร์เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจมีจำกัด หากเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาค หลังปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569 ไม่เอื้ออำนวยต่อการแข็งค่าเท่าที่ควร และความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำโลกปรับลดลงอย่างมีนัย
ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือผู้ที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ชะลอลงต่อเนื่อง และจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังควรศึกษาและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความผันผวนและความเสี่ยงของค่าเงินบาท และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะมีต่อเนื่องในปี 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท.ยกระดับสกัดบาทแข็ง ตรวจเข้มเงินลงทุน ตปท.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net