โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท.ยกระดับสกัดบาทแข็ง ตรวจเข้มเงินลงทุน ตปท.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2568 เวลา 00.15 น.

แบงก์ชาติเร่งระดมมาตรการสกัดบาทแข็ง ผู้ว่าการลงนาม ออกประกาศด่วน สั่งแบงก์ตรวจธุรกรรมนำเข้าเงินตราต่างประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ มีผลทันที 29 ธ.ค.นี้ ตรวจสอบที่มา-ที่ไปของเงินทุกธุรกรรม จับตาพิเศษเงินลงทุนต่างประเทศในธุรกิจ “อสังหาฯ-สินทรัพย์ดิจิทัล” พร้อมเดินหน้าแก้ประกาศกระทรวงคลังคุมร้านทอง เตรียมบังคับใช้กลาง ม.ค. 2569 เผยธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ทองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มาก แต่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท กระทบภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทมาจากแรงผลัก 3 เรื่อง คือ 1.ปัจจัยพื้นฐาน คือดอลลาร์อ่อนค่า 10% การค้าขายดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก 2.เงินไหลเข้า และ 3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท. ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่ด้วยข้อจำกัดจากที่ไทยลงนามกับสหรัฐ ในเรื่องของการบิดเบือนค่าเงิน จึงไม่สามารถทำได้มากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ของการนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เป็นจุดไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่ง ธปท.ไม่สามารถใส่มาตรการภาษีได้ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพรวมตลาดได้

ธปท.ประกาศคุมเงินเข้า ปท.

ขณะที่ล่าสุด ผู้ว่าการ ธปท.ได้ลงนามออกประกาศเรื่องรายงานธุรกรรมนำเงินตราต่างประเทศเข้าไทย โดยระบุว่าเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกประเทศในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงขอความร่วมมือนิติบุคคลรับอนุญาต ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานกรณีการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศ ของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศดังกล่าวเป็นไปเพื่อการค้า การลงทุน และตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้ง

โดยประกาศดังกล่าว ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในประเทศ โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธุรกรรมตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งธุรกรรมปกติ เช่น คนทำงานต่างประเทศโอนเงินกลับ หรือการค้าขายที่มีเอกสารชัดเจน จะไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบตามมาตรฐานสากล โดยให้รายงานทุกธุรกรรมในวันทำธุรกรรม (Trade Date) หรือไม่เกินวันครบกำหนดชำระเงิน

เข้มเงินลงทุนอสังหาฯ ตปท.

จากประกาศระบุว่ากรณีที่เป็นการทำธุรกรรมปกติของลูกค้าที่นิติบุคคลรับอนุญาตรู้จักดี และมีการทำ Know Your Customer (KYC) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถใช้กระบวนการ Know Your Business (KYB) ได้

แต่ในกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมใน 4 วัตถุประสงค์ คือ 1) เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย 2) ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 3) เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้เงินให้กู้ยืม และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์ และ 4) วัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมโดย “ไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB”

เช็กยิบเงินขายทอง-คริปโต

นอกจากนี้ การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย

สำหรับกรณีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับค่าทองคำ ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าลูกค้ามีการขายทองคำในต่างประเทศทุกจำนวนเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมนอกเวลาทำการ ให้เรียกเอกสารดังกล่าวภายในวันทำการถัดไปได้ รวมทั้งให้เรียกเอกสารเรียกเก็บเงินและเอกสารใบขนทองคำไม่เกิน 2 วันทำการ นับจากวันครบกำหนดชำระเงิน

กรณีธนบัตรเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือเทียบเท่า ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ

นอกจากนี้ กรณีการรับฝากเงินที่ได้รับจากต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีที่กล่าวข้างต้นด้วย

นายวิทัยกล่าวว่า ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเงินทุน ขาออกเป็นหลัก เพราะกังวลเรื่องเงินไหลออก แต่ในบริบทปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งจากเงินทุนไหลเข้า ดังนั้นจำเป็นต้องปรับมาดูขาเข้ามากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่ 29 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป

แก้ประกาศคลังคุมร้านทอง

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ธปท.มีความสงสัยกระแสเงินทุนของทองคำ แม้ว่าในช่วง 3-4 เดือนมีการตรวจสอบพบว่า ไม่น่าเกี่ยวข้อง เพราะว่าไทยเป็นประเทศนำเข้าทองคำสุทธิ แต่หลังจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกใหม่พบว่า แรงกดดันสำคัญมาจากการขายทองคำผ่านแอปพลิเคชั่นเป็นเงินบาท เนื่องจากผู้ลงทุนขายทองผ่านแอป ร้านทองจะต้องนำทองไปขายต่อในตลาดต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยง ทำให้ได้รับเงินดอลลาร์ จากนั้นจึงนำดอลลาร์มาขายเพื่อซื้อเงินบาท ส่งผลให้เกิดแรงขายดอลลาร์จำนวนมาก และทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยจุดนี้ไม่มีหน่วยงานไหนควบคุมดูแล

ดังนั้น ธปท.จึงขออำนาจกระทรวงการคลัง ในการแก้ประกาศกระทรวงการคลังให้ ธปท.มีอำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจ และยังเห็นชัดว่าเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท สะท้อนผ่านตัวเลขธุรกรรมเทรดทองคำออนไลน์สัดส่วนถึง 40-50% โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมสูงถึง 60% ของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ทั้งหมด โดยประกาศดังกล่าวน่าจะออกมาภายในกลางเดือนมกราคม 2569

การดูแลดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผู้ซื้อขายรายย่อย หรือร้านทองตู้แดง แต่จะเข้าไปดูธุรกรรมในส่วนของธุรกรรมที่มีการซื้อขายบ่อย ๆ และวันละหลายรอบ ดังนั้นมองว่าผู้ประกอบการ 15 ราย อาจจะจำเป็นต้องปรับตัว

“ค่าเงินบาทถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งไม่สามารถกดปุ่มและแก้ไขได้ทันที แต่เป้าหมาย คือ การลดความผันผวนของค่าเงินบาทหรือการเกิดการแรงเทขายแรง ๆ และไม่มีผลต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานการกำกับดูแล”

จับตาบาทแข็งต่อปี 2569

ขณะที่นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า จากในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่มีการแข็งค่าผิดปกติ และปี 2568 ทั้งปีเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ก็แข็งค่ากว่า 9% โดยปัจจัยกดดันค่าเงินบาท ช่วงหลัง ๆ เป็นการเคลื่อนไหวไปกับภาคการเงิน (Financial Flow) เช่น ทองคำ ตลาดหุ้นและบอนด์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำที่เห็นชัดเจน โดยจากข้อมูลจะพบว่าธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ในแต่ละส่วน เป็นการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำสูงถึง 40%

เพราะในช่วงปี 2568 มีนักลงทุนเข้ามาซื้อ ๆ ขายทองคำ เพื่อทำกำไรมากขึ้นทำให้ธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ทองบนแพลตฟอร์มต่อวันกว่า 6 หมื่นล้านบาท สูงกว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้น ผู้ค้าทองก็ต้องปิดความเสี่ยงขายทองไปที่ตลาดโลก ได้เป็นดอลลาร์มาก็มาซื้อเงินบาท ธุรกรรมตรงนี้เยอะมากในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาท โดยหากดูความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างทองกับค่าเงินบาทของไทย น่าจะสูงที่สุดในโลกประมาณ 60-70%

แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า เพราะเงินดอลลาร์ยังอยู่ช่วงขาอ่อนค่า จากดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาท ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนมากนัก ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ก็แทบจะไม่ได้แตกต่าง ปัจจัยตรงนี้มีผลต่อค่าเงิน แต่ไม่ได้มากเท่ากับเรื่อง Financial Flow

เทรดทองสะเทือนธุรกิจอื่น

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะที่ต้องยอมรับว่าธุรกรรมทองคำ ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก อาจมีบางส่วนนำมาทำเครื่องประดับส่งออก แต่ไม่เยอะมาก แต่ธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ ที่สูง ปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทโดยไม่จำเป็น และส่งผลกระทบเซ็กเตอร์อื่น ๆ และต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมดูแล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามากำกับชัดเจน ขณะที่ถือว่าเป็นธุรกรรมที่มีโอกาสเกิดความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย

“คำถามคือถ้ามีอุบัติเหตุอะไรนิดหนึ่ง แล้วคนมาแห่ขาย ร้านทองจะมีทองพอมั้ย เป็นเรื่องของการควบคุมความเสี่ยงสภาพคล่องด้วย พอปริมาณสูงมาก และมี Leverage ก็อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.มีการพูดคุยกับร้านค้าทองตลอด ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการบางส่วนก็มีความกังวลว่า ธุรกิจธุรกรรมต่าง ๆ จะลดลง แต่การเข้ามาตรงนี้ก็เป็นการมองและดูแลในภาพรวม”

ปูพรมคุมทอง-เงินเข้า ปท.

นายสักกะภพกล่าวว่า ธปท.จึงจำเป็นต้องเข้าไปดูแลธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำ เนื่องจากทำให้ “เงินบาทเคลื่อนไหวผิดปกติ” เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม ธปท.จึงออกมาดูแลธุรกรรมทองคำ โดยให้ร้านทองรายงานธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำ และรวมถึงการพิจารณาการ “จำกัดวงเงินการทำธุรกรรม” ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในกลางเดือนมกราคม 2569

ขณะที่กระทรวงการคลังให้กรมสรรพากรขอข้อมูลการเทรดทองคำออนไลน์ เพราะธุรกรรมทองคำออนไลน์เยอะมาก เมื่อเทียบร้านทองตู้แดงมีสัดส่วนประมาณ 10-20% จึงเข้าไปดูแลให้กรมสรรพากรพิจารณาเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะธุรกรรมซื้อ ๆ ขาย ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์

นอกจากนี้ ในการที่ ธปท.จะเข้าไปดูแลเรื่องธุรกรรมการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยการยกระดับรายงานข้อมูลเงินเข้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของเงิน หากเป็นเงินที่มีที่มาที่ไปทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็ไม่กระทบอะไร ธปท.จะมีการติดตามตรงนี้มากขึ้น เพื่อดูว่ามีธุรกรรมอะไรที่ผิดปกติที่กระทบค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำงานร่วมกันกับคณะทำงานต่าง ๆ ในแง่ของการตรวจสอบ

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สิ่งที่ ธปท.ต้องการดูคือ แรงกดดันต่อค่าเงิน และเงินนั้นเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ ธปท.ต้องการคือ ให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนกับปัจจัยพื้นฐาน สภาพเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้จะเห็น และสามารถที่จะดำเนินการอะไรได้มากขึ้น

ครึ่งแรกปี’69 เทรนด์บาทแข็งค่า

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics วิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับความกังวลความเป็นอิสระของ Fed และประเด็นวินัยทางการคลังของสหรัฐจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินดอลลาร์เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจมีจำกัด หากเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาค หลังปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569 ไม่เอื้ออำนวยต่อการแข็งค่าเท่าที่ควร และความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำโลกปรับลดลงอย่างมีนัย

ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือผู้ที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ชะลอลงต่อเนื่อง และจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังควรศึกษาและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความผันผวนและความเสี่ยงของค่าเงินบาท และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะมีต่อเนื่องในปี 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท.ยกระดับสกัดบาทแข็ง ตรวจเข้มเงินลงทุน ตปท.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...