โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

แสนสิริต่อยอด ESG ตั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 09.18 น.

แสนสิริ เดินหน้า ESG เปิดตัวโปรเจ็กต์ธุรกิจเพื่อสังคม “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ วางแผน 5 ปี ยกระดับเกษตรกรภาคเหนือ เพิ่มรายได้ 3 เท่า จากตลาดกาแฟพิเศษที่มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

ตลาดกาแฟพิเศษไทยมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมตลอด Ecosystem จนถึงธุรกิจร้านกาแฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งมีความต้องการกาแฟคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แสนสิริ จึงเปิดตัวโปรเจ็กต์ธุรกิจเพื่อสังคม “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” สร้างแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนและผลักดันสู่ Sustainable Model วิสาหกิจเพื่อสังคม แก้วิกฤตยอดดอย-ต้นแบบพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ปักหมุดที่ปอดของเอเชีย ที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและตอบโจทย์สังคมของแสนสิริ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น แสนสิริเริ่มต้นจากการทำ Football Academy ซึ่งมีคำถามว่าทำไมถึงทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเอง คำตอบคือ อยากทำธุรกิจที่ดีต่อสังคม

ต่อมาคือ Zero Dropout ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะแสนสิริอยากเป็นบริษัทที่ริเริ่ม-ค้นหา-สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาพใหญ่

บริษัทมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญเด็กทุกคนต้องสามารถกลับสู่ระบบการศึกษา แต่ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องจับมือกับทุกภาคส่วน

การทำกาแฟก็เช่นกัน หากอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาพใหญ่ จึงมองหาพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้ จึงได้คำตอบเป็น “กาแฟ”

แสนสิริ หนุนกาแฟไทย

สมัชชา กล่าวต่อว่า กาแฟไม่ใช่เรื่องใหม่ของแสนสิริ ย้อนไปปี 2013 แสนสิริได้ริเริ่มสนับสนุนกาแฟจากเกษตรดอยผาฮี้ จังหวัดเชียงราย มาผลิตเป็น “แสนสิริ ซิกเนเจอร์ เบลนด์ คอฟฟี่” เพื่อเสิร์ฟใน Sansiri Lounge สำนักงานขาย และเครือโรงแรม

ในปี 2024 ได้สนับสนุนกาแฟเทพเสด็จ ส่งประสบการณ์กาแฟท้องถิ่นให้แก่นักท่องเที่ยว ในงาน Chiangmai Coffee Week 2567

ปีเริ่มต้นจริงจังคือ 2025 ที่ได้พูดคุยกันถึงปัญหา PM 2.5 และน้ำท่วม จึงรู้สึกว่าปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมใหญ่เกินว่าจะทำได้ และไม่สามารถช่วยเหลือได้ตลอดเวลา จึงย้อนมองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ค้นหาพืชที่ทดแทนเรื่องการปลูกพืชหมุนเวียน ยึดเกาะพื้นดิน

ซึ่งแสนสิริได้มีโอกาสปรึกษากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคำแนะนำถึงแนวทางการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนต่อยอดการสร้าง Social Enterprise เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

อาทิ จัดตั้งหน่วยงานวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโปรเจ็กต์เพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่อง สร้างรายได้ด้วยตนเองจากการดำเนินธุรกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคแต่เพียงอย่างเดียว และนำกำไรที่ได้จะกลับคืนสู่ชุมชนทั้งหมด

และในปีเดียวกัน ได้ริเริ่มโครงการ Future Harvest นำร่องสนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีจำนวน 5,200 ต้น แก่เกษตรกรภาคเหนือด้วย

โดยในปี 2026 จะเริ่มทำ “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร” เป็นแนวทางที่จะใช้พืชเศรษฐกิจอย่างกาแฟมาเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้หันมายกระดับเศรษฐกิจฐานรากร่วมกัน

ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาฝุ่น-น้ำท่วม ในภาพใหญ่ เป็นการเริ่มสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ และสร้างโมเดลให้สังคมเห็นว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้หากทุกฝ่ายมองหาเป้าประสงค์ร่วมกันและช่วยกันทำ

โมเดลยั่งยืนต้นแบบ เป้าหมาย 5 ปี

ศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร มีเป้าหมาย 5 ปี แบ่งเป็น 2026 วางรากฐาน เริ่มปลูกกาแฟ ให้เกิดการเรียนรู้การปลูกกาแฟ ด้วยงบตั้งต้นในช่วง 3 ปีแรก มูลค่ารวมที่ดินและเมล็ดพันธุ์ 3-5 ล้านบาท รวมไปถึงการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม ในช่วงสิ้นปี

ปี 2027 สร้างแหล่งเรียนรู้เกษตรกรนอกพื้นที่ ต่อมาปี 2028 ตรวจสอบสายพันธุ์กาแฟ โดยค้นหากาแฟสายพันธุ์พิเศษ และทำ Biochar ช่วยดูดซับน้ำแบบไม่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำ

ปี 2029 คาดว่ากาแฟเริ่มออกผลผลิต จะพัฒนาไปยังผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายกาแฟพิเศษในต่างประเทศ และปี 2030 โมเดลยั่งยืนต้นแบบ ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร

“จากคนไม่มีความรู้เรื่องกาแฟ ถือเป็นการตั้งไข่ และเป็นวาระที่ต้องมีความหวังว่าเป็นโมเดลที่ภาคธุรกิจ-ประชาสังคมเห็นว่าความยั่งยืนเกิดได้โดยไม่เกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง” สมัชชา กล่าว

กาแฟพิเศษ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ชนัญดา ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง BEANS Coffee Roaster เปิดเผยว่า ตนต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านกาแฟพิเศษ ทุกปีภาคเหนือเกิดปัญหาเดิม ๆ ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 อันมาจากการทำเกษตรที่ไม่ยั่งยืน ตามมาด้วยภัยธรรมชาติอื่น ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ชาวบ้านต้องอพยพ เด็ก ๆ ต้องหยุดเรียน

แต่ทุก ๆ ปัญหามีโอกาสซ่อนอยู่ “ต้นกาแฟ” เป็นกุญแจสำคัญ เพราะต้นกาแฟมีรากที่ลึก ยึดหน้าดินได้ดี ลดความเสี่ยงดินถล่ม อุ้มน้ำ และไม่ต้องเผาไร่ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากฐานจนถึงระดับประเทศ

คนไทยบริโภคกาแฟมากกว่า 9 หมื่นตันต่อปี ผลิตเมล็ดกาแฟในประเทศได้ 6 หมื่นตันต่อปี นำเข้ากาแฟจากต่างประเทศ 3 หมื่นตันต่อปี ด้วยราคาที่สูงกว่าผลิตเองหลายเท่า

“ความต้องการกาแฟพิเศษมีอยู่แล้ว นี่คือโอกาส สามารถดึงมูลค่ากลับมาเศรษฐกิจไทยได้อย่างมหาศาล”

ที่สำคัญ เกษตรกรที่ปลูกกาแฟพิเศษ สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับกาแฟทั่วไป อ้างอิงมาตรฐานราคาขายกาแฟเกรดพิเศษ 500-3,000 บาทต่อกิโลกรัม คาดเติบโต 30% ใน 5 ปี ซึ่งกาแฟที่ชนะการประมูลจะยังคงทำลายสถิติราคาสูงสุดต่อไป

“กาแฟแก้วเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่กาแฟแก้วนั้นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทุกครั้งที่จิบกาแฟ สามารถเลือกกาแฟที่มาจากความยั่งยืน ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ไปโรงเรียน ช่วยลดไฟป่า และเป็นกาแฟที่ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้” ชนัญดากล่าวทิ้งท้าย

เสียงจากต้น-กลาง-ปลายน้ำ

แสนชัย จูเปาะ เจ้าของไร่ Saen Chai Estate เกษตรกรต้นแบบ อำเภอกัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า การกลับบ้าน เป็นสิ่งที่หลายคนกลัว เพราะพ่อแม่คาดหวังให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคง มากกว่าที่เป็นเกษตรกร การกลับบ้านจึงหมายถึงการถูกตราหน้าว่าไม่ประสบความสำเร็จ

แต่เดียวกับตนเองเลือกทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ครอบครัว เป็นอาชีพที่มีเกียรติไม่ได้ถูกดูแคลนอย่างที่ผ่านมา

การปลูกกาแฟมี 2 แบบ คือกลางแจ้งและใต้ต้นไม้ ซึ่งแบบหลังมีข้อดีคือไม่มีโรคแทรกซ้อน และได้รับผลผลิตสม่ำเสมอ ซึ่งที่อำเภอกัลยาณิวัฒนากว่า 99% ปลูกใต้ร่มไม้ โดยต้องปลูกกาแฟให้ตรงสายพันธุ์กับที่ตลาดต้องการ จะช่วยเพิ่มมูลค่า

“โมเดลคือ ให้ป่ากับกาแฟอยู่ด้วยกัน และมีมูลค่าให้ป่า-คน อยู่ร่วมกันได้”

ตนเชื่อว่าการกลับมาของเด็กรุ่นใหม่ต้องมีเยอะมากขึ้น ตนเป็นหนึ่งในนั้นที่กลับมาปลูกกาแฟและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดมูลค่า

“อยากเห็นคนรุ่นใหม่ กลับมาปลูกกาแฟและประสบความสำเร็จ และภาคภูมิใจในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง“

ด้าน บริรักษ์ อภิขันติกุล ในฐานะผู้อยู่กลางน้ำ มองว่า ในการปลูกกาแฟ ไทยยังขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งยังไม่แพร่หลาย ศูนย์ฯ จึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการเผยแพร่ส่งต่อข้อมูล อย่าง Farm Management การดูแล ตัดแต่ง และโพรเซสที่ดี, การตรวจสอบสายพันธุ์ และเป็นช่องทางในการสนับสนุนการขาย เป็นต้น

โดยต้องโฟกัสเรื่ององค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ซึ่งศูนย์ฯ จะนำเอาองค์ความรู้มาเผยแพร่แบบจับต้องได้จริงและเข้าถึงง่าย ด้วยความเชื่อว่าจะถูกนำไปใช้ยังสถาบัน หวังว่าจะเป็นความรู้องค์รวมด้านเกษตรกรรม

ท้ายนี้ อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ มองแบรนด์ไทยที่ยกระดับสู่สากลว่า ที่บ้านของตนมีไร่กาแฟ และทำโรงคั่วเอง จนกระทั่งมาร่วมกับเพื่อน ๆ ทำร้านบีนส์ สิ่งที่เห็นคือ กาแฟที่ดีไม่ได้แค่คุณภาพ แต่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม และอยากทำกาแฟไทยไปสู่ตลาดโลกในราคาที่เป็นธรรม

การทำสตอรี่เทลลิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ช่วยเพิ่ม Value Added ได้ ศูนย์จะทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ช่วยส่งกาแฟไปยังตลาดโลกได้ และช่วยลดการนำเข้า

อัครินทร์กล่าวต่อถึงเป้าประสงค์ของศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรว่า ต้องการยกระดับกาแฟไทยสู่ระดับโลก อย่างน้อยกาแฟไทยต้องมีชื่อติดในลิสต์ที่มีคุณภาพดี ต้องการยกระดับเกษตรกรไทย และเป็นศูนย์ฯ ที่รวมองค์ความรู้ทางกาแฟ สร้างความยั่งยืนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางเกษตรเพื่อให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ตรงนี้ได้

“เราต้องยกระดับคุณภาพของเกษตรกร และการแปรรูปให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรจะช่วยในส่วนนี้ได้ ในอนาคตคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม เรียนรู้เรื่องการปลูกกาแฟและสร้างความเข้าใจมากขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แสนสิริต่อยอด ESG ตั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...