สหรัฐฯ รุกคืบแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ตั้งเป้าใช้งานจริงภายในปี พ.ศ. 2573
องค์การนาซา (NASA) ร่วมกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในการวิจัยและพัฒนา "ระบบพลังงานฟิชชันบนพื้นผิว" (Fission Surface Power System) เพื่อติดตั้งบนดวงจันทร์ภายใต้โครงการอาร์เทมิส (Artemis) โดยวางเป้าหมายที่จะส่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขึ้นไปปฏิบัติงานบนดวงจันทร์ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อวางรากฐานการสำรวจอวกาศในระยะยาวและการส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารในอนาคต
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในการสร้างความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา การติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์และในวงโคจร จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การตั้งถิ่นฐานและการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในอวกาศมีความมั่นคงและยั่งยืน
นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การนาซา ระบุว่าภายใต้โยบายอวกาศแห่งชาตินี้ สหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะกลับไปเยือนดวงจันทร์และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยอย่างถาวร ซึ่งการจะก้าวไปให้ถึงจุดนั้นรวมถึงการเดินทางต่อไปยังดาวอังคาร จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่ยุคทองของการสำรวจและค้นพบทางอวกาศอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือระบบพลังงานฟิชชันที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีปริมาณมากพอที่จะใช้งานได้ต่อเนื่องหลายปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์คือความสามารถในการจ่ายไฟได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นช่วงคืนอันยาวนานบนดวงจันทร์ที่ไม่มีแสงแดด หรือในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสุดขั้ว ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ทางด้านนายคริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กล่าวเสริมว่าความสำเร็จในอดีตตั้งแต่อดีตจนถึงโครงการอพอลโล ได้พิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมของอเมริกาได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลกเสมอมา การพัฒนาเตาปฏิกรณ์บนดวงจันทร์ครั้งนี้จะถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางเทคนิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพลังงานนิวเคลียร์และการสำรวจอวกาศ โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรมอวกาศภาคเอกชน
ความร่วมมือในการพัฒนาเชื้อเพลิงและการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขึ้นสู่อวกาศในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี ระหว่างนาซาและกระทรวงพลังงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมเทคโนโลยีอวกาศให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพทางการแข่งขันในระดับสากลอีกด้วย
ในภาพรวม การสร้างระบบพลังงานฟิชชันบนพื้นผิวดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างโรงไฟฟ้า แต่มันคือการสร้าง "ปั๊มน้ำมันและสถานีพลังงาน" แห่งแรกบนเทหวัตถุอื่น เพื่อรองรับการขยายตัวของมนุษยชาติไปสู่ดวงดาวที่ไกลออกไป โดยข้อมูลจากการทดสอบบนดวงจันทร์จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างระบบสนับสนุนชีวิตที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นสำหรับการส่งมนุษย์ไปประทับรอยเท้าบนดาวอังคารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ข้อมูลอ้างอิง: NASA
- NASA, Department of Energy to Develop Lunar Surface Reactor by 2030