สุจิตต์ วงษ์เทศ | โลกพระศรีอาริย์ทางการเมือง
โลกพระศรีอาริย์ – ความเชื่อพระศรีอาริย์พบหลักฐานในไทยตั้งแต่สมัยแรกรับศาสนาพุทธจากอินเดียหลัง พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) ถูกใช้งานการเมืองตั้งแต่แรกสืบเนื่องจนปัจจุบัน
เป็นพยานยืนยันว่าชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมทวารวดีเมื่อมากกว่า 1,500 ปีมาแล้ว เป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้โดยไม่มีการอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนมาจากไหน
พระศรีอาริย์เป็นที่เคารพนับถือของชนชั้นนำในบ้านเมืองลุ่มน้ำป่าสักกับลุ่มน้ำมูล ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) จากนั้นแผ่ถึงบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1700 (วัฒนธรรมอโยธยา)
พระนามเต็มของพระศรีอาริย์ว่า “ศรีอารยเมตไตรย” หมายถึงพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งซึ่งจะอุบัติขึ้นในภายหน้า หลังจากสิ้นศาสนาพระโคดมแล้ว [พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2551 หน้า 389]
ลุ่มน้ำป่าสัก (จ. เพชรบูรณ์) ชนชั้นนำเมืองศรีเทพนับถือพระศรีอาริย์ พบภาพสลักในถ้ำเขาถมอรัตน์ (วัฒนธรรมทวารวดี) หลัง พ.ศ. 1000
ลุ่มน้ำมูล (จ. นครราชสีมา) ชนชั้นนำเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) นับถือพระศรีอาริย์ พบจำนวนมากเป็นประติมากรรมสำริดแบบประโคนชัย จากปราสาทปลายบัด (จ. บุรีรัมย์) (วัฒนธรรมทวารวดี) หลัง พ.ศ. 1000
[ข้อมูลทางโบราณคดีเหล่านี้ได้จากบทความวิชาการของ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์, ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เกี่ยวกับประติมากรรมสำริดจากเขาปลายบัด : วัฒนธรรมศรีจนาศะ มหายานต้นลำน้ำมูล ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2569]
โลกอุดมคติทางศาสนาพุทธ
ยุคพระศรีอาริย์ที่จะมาถึงในอนาคตเป็นโลกอุดมคติทางศาสนาพุทธ
โดยความเชื่อทั่วๆ ไปนั้น ศาสนาของพระพุทธเจ้าจะยืนยาวอยู่ 5,000 ปี และเมื่อครบเวลานั้นแล้วก็จะเป็นเวลาศาสนาของพระศรีอาริย์ ซึ่งโลกจะร่มเย็นเป็นสุข ไกลจากกลียุคโดยไม่มีการเบียดเบียน กดขี่ข่มเหง ไม่มีการรบราฆ่าฟัน ปราศจากโจรผู้ร้าย และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ “สมบัติต่างๆ นั้นมีอยู่เท่าเทียมกันทุกคน จะหาผู้ปราศจากสมบัติพัสถานนั้นมิได้ ประชาชนในสมัยนั้นจึงมิได้ปรารถนาสมบัติอื่นใด ปรารถนาแต่อาหารและน้ำในเวลาหิวกระหายเท่านั้น”
สมัยของพระศรีอาริย์เป็นสมัยที่โลกรื่นรมย์อุดมสมบูรณ์ ฤดูกาลสม่ำเสมอ ถึงหน้าฝน มีฝนตกทั่วทุกถิ่นทุกตําบล แม่น้ำ ลําธาร ห้วย หนอง จะมีนาไร่อุดมสมบูรณ์ มีพืชผลบริบูรณ์ และมีต้น “กัลปพฤกษ์” อันเป็นไม้สารพัดนึกอยู่ทั่วทุกแห่ง
ในทางศีลธรรม “บุรุษก็จะมีภริยาแต่ผู้เดียว สตรีก็จะมีสามีแต่คนเดียว”
โลกอุดมคติเรื่องพระศรีอาริย์เป็น “ผู้มีบุญ” มาปราบยุคเข็ญให้บ้านเมืองร่มเย็น ถูกใช้มากในพงศาวดารเหนือ ซึ่งเป็นเรื่องราวความเป็นมาทางการเมืองและสังคมของอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)
พระศรีอาริย์ยังเกี่ยวโยงถึงพระมาลัย แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันมากในสังคมอยุธยา ทั้งในราชสํานักและในหมู่ชาวบ้าน ทั้งนี้ เพราะมีประเพณีการสวดพระมาลัย ทั้งสวดในพิธีแต่งงานและพิธีศพ (ต่อมาในแผ่นดิน ร.1 กรุงรัตนโกสินทร์ เปลี่ยนเป็นสวดอภิธรรมจนปัจจุบัน)
กบฏพระศรีอาริย์
โลกอุดมคติเรื่องพระศรีอาริย์ถูกอ้างอิงทำกบฏไพร่สมัยอยุธยา 3 ครั้ง (เท่าที่พบในพงศาวดาร) ได้แก่
(1.) กบฏญาณพิเชียร พ.ศ. 2124 แผ่นดินพระมหาธรรมราชา
(2.) กบฏธรรมเถียร พ.ศ. 2237 แผ่นดินพระเพทราชา
(3.) กบฏบุญกว้าง พ.ศ. 2241 แผ่นดินพระเพทราชา
[มีรายละเอียดในหนังสือ สองนคร ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524 หน้า 173-241]
กบฏพระศรีอาริย์ที่มีฉากอยู่ทางเมืองลพบุรี สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ ที่วัดไลย์ (ริมแม่น้ำบางขาม อ. ท่าวุ้ง จ. ลพบุรี)
ขบถ “ผู้มีบุญ” ในอีสาน
“ผู้มีบุญ” หมายถึงพระศรีอาริย์ที่จะมาโปรดผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้ลืมตาอ้าปากเสมอหน้าคนอื่นๆ แต่ถูกกรุงเทพฯ เรียก “ผีบุญ” ในความหมายลบ
ความเป็นมาของขบถผู้มีบุญอยู่ในคำนำหนังสือ ขบถ ร.ศ.121 ของ เตช บุนนาค [พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2566 หน้า (21)-(22)] จะคัดมาโดยสรุปดังนี้
ภาคอีสานก่อนปฏิรูปการปกครอง ในแผ่นดิน ร.5 รัฐบาลได้เตรียมสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า กล่าวคือได้ดึงดูดชนชั้นปกครองเดิมของหัวเมืองที่สำคัญให้เข้าไปมีส่วนในการปกครองหัวเมืองแบบใหม่บ้างแล้ว ด้วยเหตุนี้จุดกำเนิดของการต่อต้านจึงมาจากราษฎร ซึ่งไม่เคยชินต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่รัฐบาลนำไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่แทรกแซงชีวิต เศรษฐกิจเสรีที่เป็นมาแต่เดิม
ปัจจัยระยะยาวนี้ได้รับแรงกระตุ้นจากสถานการณ์ที่ไม่สงบทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2444-2445 เมื่อราษฎรลาวตลอดจนชนกลุ่มน้อย เช่น พวกข่าและพวกขมุแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิรูปแบบอาณานิคมนิยมของ ฝรั่งเศสตามประเพณีดึกดำบรรพ์ โดยการแสดงความหวังว่าจะมี “ผู้มีบุญ” มาช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้กลับไปอยู่ในลักษณะเดิม
ข่าวลือเช่นนี้ข้ามแม่น้ำโขงมาทางฝั่งไทยด้วยความรวดเร็ว และเพราะสถานการณ์พร้อมที่จะรับข่าวลือดังกล่าว ข่าวลือก็ลุกลามรวดเร็วจนกระทั่งฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ หรือชี้แจงอธิบายจุดมุ่งหมายของการปฏิรูปให้ราษฎรเข้าใจได้
นอกจากนั้นการที่รัฐบาลยังไม่สามารถดึงดูดชนชั้นปกครองเดิมให้เข้าไปมีส่วนในระบบการปกครองหัวเมืองใหม่ได้ทั้งหมด พวกที่มีตำแหน่งรองๆ ลงมาที่อยู่ตามหัวเมืองเล็กห่างไกลจากศูนย์ปฏิบัติการของรัฐบาล จึงอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลเมื่อโอกาสอำนวยอีกด้วย ผลก็คือ “ขบถผู้มีบุญภาคอีสาน ร.ศ. 121” โดยอ้างอิงพระศรีอาริย์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | โลกพระศรีอาริย์ทางการเมือง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th