โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สิงคโปร์ล้อมคอก! ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เจ้าพ่อ Prince Group คดีโกง–ฟอกเงินข้ามชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 03.37 น.

“เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้ง Prince Holding Group ถูกเปิดโปงสร้างอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านผ่านเครือข่ายอาชญากรรม–หลอกลงทุนข้ามชาติ ขณะสิงคโปร์ยึดทรัพย์มหาศาล

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปี 2564 ระหว่างที่นักธุรกิจชาวจีนเชื้อสายกัมพูชา เฉิน จื้อ (Chen Zhi) กำลังสร้างอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาถูกพัวพันกับข้อกล่าวหาอาชญากรรมระดับโลกหลายคดี พนักงานในสำนักงานครอบครัวของเขาในสิงคโปร์กลับเจอปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อยในตอนแรก เครื่องถ่ายเอกสารเชื่อมต่อไม่ได้ บัตรผ่านประตูใช้ไม่ได้ และเมื่อกลับเข้าออฟฟิศได้อีกครั้ง พวกเขาก็พบปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก: เงินหลายล้านดอลลาร์ถูกถอนออกจากบัญชีของเฉินโดยไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน เฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานเครือธุรกิจ Prince Holding Group ของกัมพูชา ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำอาณาจักรธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การกรรโชกทางเพศออนไลน์ และ “pig-butchering scams” (การหลอกลวงแบบโรแมนซ์ผสมการลงทุน) แต่ในสิงคโปร์ เขาเคยทำตัวเป็นเหยื่อเสียเอง

ในปี 2564-2565 สำนักงานครอบครัวของเขาได้ยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารชื่อ เดวิด หว่อง (David Wong) กล่าวหาว่าหว่องยักยอกเงินของเฉินจำนวน 5.84 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากบัญชีธนาคาร Oversea-Chinese Banking Corp (OCBC) โดยในเอกสารศาลระบุว่าหว่องเคยเป็นผู้อำนวยการเพียงคนเดียวของบริษัทครอบครัวของเฉิน ก่อนถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2564

เอกสารกว่า 80 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เปิดเผยให้เห็นโครงข่ายทางการเงินขนาดใหญ่ที่เฉินสร้างขึ้นในสิงคโปร์ ทั้งวิธีที่เขาได้รับ สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากทางการ และรายละเอียดเบื้องหลังการดำเนินงานสำนักงานครอบครัวของเขา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่ถูกทางการสหรัฐกล่าวหาว่าเป็นมันสมองของอาชญากรรมระดับโลก สามารถดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์ได้อย่างเปิดเผยมานานหลายปี

ในอีเมลหนึ่ง เจ้าหน้าที่สำนักงานได้หารือกันถึงรายงานที่ต้องส่งให้ธนาคารกลางสิงคโปร์เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงการขนส่ง วิสกี้น้ำหนัก 388 กิโลกรัม จากคลังสินค้าปลอดภาษีในเจนีวาไปยังสิงคโปร์ หว่องรายงานอย่างภูมิใจว่า “เขาได้ลองชิมวิสกี้จากสวิตเซอร์แลนด์แล้ว เยี่ยมมาก”

เส้นทางสู่ถิ่นฐานในสิงคโปร์

เฉิน จื้อ ซึ่งปัจจุบันอายุ 37 ปี เป็นเศรษฐีอยู่แล้วเมื่อพบกับเดวิด หว่องในปี 2560 เขาแสดงความสนใจลงทุนในสิงคโปร์เพื่อหวังได้สถานะผู้พำนักถาวร (PR) ทั้งคู่เริ่มดำเนินการอย่างรวดเร็ว ปีเดียวกันนั้น เฉินใช้เงินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูหลายแห่ง

ในปี 2561 หว่องซึ่งเป็นพลเมืองสิงคโปร์ได้ยื่นเอกสารต่อธนาคาร หน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจ (EDB) และธนาคารกลาง (MAS) เพื่อจัดตั้งบริษัท DW Capital Holdings Pte เป็นสำนักงานครอบครัวของเฉิน และต่อมาได้รับสิทธิ์ ยกเว้นภาษีการลงทุน

ตลอดหลายปีต่อมา ชีวิตของเฉินหรูหราและเฟื่องฟู เขามีรถหรูหลายคัน เช่น Toyota Alphard และ Mercedes-Maybach ทั้งในสิงคโปร์และต่างประเทศ เป็นเจ้าของชามะลิราคาเป็นแสนดอลลาร์ และสวม นาฬิกา Richard Mille หรือ Patek Philippe อยู่เสมอ

ในเวลาเดียวกัน หว่องได้จ้างทีมงานและก่อตั้งบริษัทหลายแห่งให้กับเจ้านาย โดยเปิดบัญชีกับสถาบันการเงินหลายแห่ง ได้แก่ OCBC, Bank of Singapore, Bank J. Safra Sarasin, Deutsche Bank, Maybank และ UOB-Kay Hian

จุดแตกหัก

แต่ในปี 2564 ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอน วันที่ 31 พฤษภาคม หว่องถูกเรียกเข้าพบทีมผู้บริหารของเฉินที่ Club House ห้องสี่ห้องนอนในคอนโดหรู Le Nouvel Ardmore ซึ่งเฉินซื้อไว้ราคา 16.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อใช้เป็นที่นัดประชุมและสังสรรค์

ทีมตรวจสอบบัญชีที่นำโดย Karen Chen Xiuling ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบเอกสารทางการเงินทั้งหมดของหว่อง และเอกสารที่ใช้ยืนยันแหล่งที่มาของความมั่งคั่งต่อหน่วยงานรัฐ แต่เมื่อเริ่มตรวจลึกขึ้นก็พบความผิดปกติ เช่น ธุรกิจบางแห่งในเครือของเฉินมีการโอนเงินให้กันเอง และมีค่าบริหารจัดการ มูลค่ากว่า 535,000 ดอลลาร์ ที่ไม่ชัดเจน

ต่อมา เมื่อคาเรนเฉินไปเยี่ยมออฟฟิศของหว่องก่อนการย้ายสำนักงาน พบห้องเต็มไปด้วยกล่องและขวดสุรา โดยเฉพาะ เหล้ายินราคาถูกจากโปแลนด์ (Lubuski gin) ส่วนหว่องอ้างว่าป่วยและลาพักรักษาตัว ทำให้ติดต่อยาก

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ทีมงานไม่สามารถใช้บัตรผ่านเข้าอาคารใหม่ได้ เพราะระบบถูกบล็อกโดยบริษัทของหว่อง คาเรนเฉิน ถึงกับระบุในคำให้การว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

ทรัพย์สินหาย เงินรั่วไหล

วันต่อมา หว่องถูกถอดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเพียงคนเดียวของบริษัท แต่สำนักงานยังคงถูกล็อก เมื่อทีมตรวจสอบติดต่อธนาคาร OCBC เพื่อขอรายละเอียดบัญชี ก็ถูกปฏิเสธ

รายงานบัญชีรายเดือนชี้ว่ามีเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ถูกโอนเข้าออกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยบางธุรกรรมถูกโอนไปยังชื่อที่ใกล้เคียงกับบริษัทส่วนตัวของหว่อง ทั้งหมดโดย เฉิน จื้อ ไม่ทราบ นอกจากนี้ ผู้จัดการบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ UOB-Kay Hian ยังแจ้งว่า หว่องเคยพยายามโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองแต่ถูกสกัดไว้ได้

เมื่อทีมตรวจสอบกลับเข้าสำนักงานได้ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 พบว่าสำนักงานเกือบว่างเปล่า เหลือเพียงตู้เย็นโล่ง เครื่องพิมพ์ที่ถอดสาย และกระเป๋าแล็ปท็อปที่ทิ้งไว้ ส่วนสุราโปแลนด์ทั้งหมดก็หายไป

คดีพลิก–ผู้บริหารทั้งคู่โดนคดี

เฉินและทีมกฎหมายในสิงคโปร์เดินหน้าฟ้องร้องหว่องอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกคืนเงินและทรัพย์สิน หว่องยื่นคำให้การในปี 2564 ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าการทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ และเอกสารส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้อยู่แล้ว

แต่หลังจากนั้น หว่องเริ่มไม่มาศาลหลายครั้ง ส่งใบรับรองแพทย์ยืนยันอาการป่วย ก่อนที่ศาลสูงสิงคโปร์จะมีคำพิพากษาขาดนัด (default judgment) ในเดือนธันวาคม 2565 สั่งให้หว่องและบริษัทที่เกี่ยวข้องชำระเงินกว่า 12 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งต่อมาหว่องได้ยื่นขอล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนว่า “ลูกน้องเก่าจะได้หัวเราะทีหลัง” เพราะเจ้านายเก่าของเขา เฉิน จื้อ และ คาเรน เฉิน กลับถูกทางการสหรัฐคว่ำบาตรพร้อมกับบุคคลอื่นอีก 18 ราย

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ยึดทรัพย์สินของเฉินและกลุ่ม Prince Group กว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมถึงเรือยอชต์และรถยนต์ 11 คัน พร้อมระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสำนักงานครอบครัว 2 แห่งที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Prince Group

เมื่อทีมข่าว Bloomberg เดินทางไปยังสำนักงานครอบครัวของเฉินในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า ประตูถูกล็อก ไฟปิดสนิท และไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบันของเขา

อ้างอิง : bloomberg.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...