โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สำรวจแนวทาง แก้หนี้ประชาชน หมุดหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 05.25 น.

ปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญด้านเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ให้ความสำคัญในการแก้หนี้ประชาชน แก้หนี้รายย่อย แม้ยังเจอความท้าทายจากปัญหาอื่น ๆ ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องกำลังซื้อ และการฟื้นตัวของรายได้

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุล่าสุดว่า หนี้ครัวเรือนต่อรายได้ประชาชาติไทย ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 87.0% แม้จะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการชะลอตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภค แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

ขณะที่มีการออกมาตรการทางการเงิน เช่น การพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้เดิมและป้องกันการเกิดหนี้เสียในอนาคต แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ทำให้รายได้ครัวเรือนขยายตัวต่ำ ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเร็ว ทำให้การชำระคืนหนี้ทำได้ยากขึ้น หนี้ครัวเรือนจึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย และเปราะบางจำนวนมาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ภาครัฐทำงานร่วมกับธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อออกโครงการและแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ในระบบสถาบันการเงิน จนถึงการวางกรอบเพื่อให้เกิดการให้สินเชื่อที่เป็นธรรม มีความรับผิดชอบมากขึ้นในทุกส่วน ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนดูมาตรการแก้หนี้สำคัญ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ว่ามีแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาหนี้อย่างไร

“คลินิกแก้หนี้” จุดเริ่มต้นแก้หนี้เสีย

หนึ่งในโครงการแก้ปัญหาหนี้ที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี คงเป็นโครงการไหนไม่ได้นอกจาก “คลินิกแก้หนี้” ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560

โครงการดังกล่าว เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารเจ้าหนี้ให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้เบ็ดเสร็จครบวงจรในที่เดียว

โดยธนาคารเจ้าหนี้ 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ มอบหมายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกราย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการวางแผนและวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อสร้างค่านิยมที่ถูกต้องด้านการลดความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย และสร้างเสริมสุขภาพทางการเงินที่ดีให้แก่คนรุ่นใหม่ในสังคม นำไปสู่การลดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนทั้งทางตรงและทางอ้อม

หลังจากนั้น โครงการ “คลินิกแก้หนี้” ได้มีการปรับเปลี่ยนขอบเขตของโครงการให้ครอบคลุมการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมากขึ้น ตั้งแต่การขยายสถาบันการเงินที่เข้าร่วมได้ ครอบคลุมถึงกลุ่ม Nonbank ปรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมคลินิกแก้หนี้ จนถึงการขยายให้แก้ไขหนี้บัตรที่มีเจ้าหนี้รายเดียว และหนี้บัตรที่อยู่ในกระบวนการของศาลและมีคำพิพากษาแล้ว

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธนาคารเข้าร่วมโครงการ 14 ธนาคาร และมีสถาบันการเงินที่เป็น Nonbank เข้าร่วมอยู่ 21 แห่ง อยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาเข้าร่วม 1 แห่ง

ขณะที่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จากข้อมูลรายงานประจำปี 2567 ของ SAM พบว่า มีจำนวนบัญชีที่ลงนามสัญญา ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงธันวาคม 2567 อยู่ที่ 235,274 บัญชี แบ่งเป็น

  • ลูกค้าที่ไม่มีคดี 180,329 บัญชี
  • ลูกค้าที่มีคดีดำ 23,871 บัญชี
  • ลูกค้าที่มีบัญชีแดง 31,074 บัญชี

จำนวนลูกค้าที่ร่วมโครงการคงเหลือ 63,031 ราย (173,662 บัญชี) ภาระหนี้คงเหลือ 13,207 ล้านบาท จำนวนเงินรับชำระหนี้จากลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึง ณ 31 ธันวาคม 2567
รวมสะสมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 3,999.26 ล้านบาท ซึ่งมีลูกค้าที่สามารถชำระหนี้ได้สำเร็จตามแผนของโครงการสะสมรวม 2,946 ราย คิดเป็น 7,038 บัญชี มูลหนี้รวมสะสม 403 ล้านบาท โดยเป็นการชำระหนี้ในปี 2567 จำนวน 1,158 ราย คิดเป็น 2,505 บัญชี เป็นเงินรวม 150 ล้านบาท

ขณะที่ข้อมูลจาก ธปท. ระบุ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 ว่ามีจำนวนบัญชีที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ รวม 306,980 บัญชี แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์และ SFIs จำนวน 164,220 บัญชี และกลุ่มน็อนแบงก์ (Nonbank) จำนวน 142,760 บัญชี

แบงก์ชาติลุย “แก้หนี้ยั่งยืน”

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก่อนจะค่อย ๆ ปรับมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ

กระทั่งปี 2566 ธปท. เริ่มต้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งหนี้เสีย หนี้เรื้อรัง หนี้ใหม่ และหนี้นอกระบบ โดยมาตรการหลัก ๆ คือ การแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ช่วยเหลือลูกหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้น ให้จบหนี้ได้เร็วขึ้น ลดภาระดอกเบี้ย

จนถึงการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ผ่านหลักการ 5 ข้อ คือ

(1) การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) ให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมลูกหนี้ให้มีวินัยทางการเงิน และใช้สินเชื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์

(2) การแข่งขันแบบเสรีไม่ผูกขาด (Open Competition) ลูกหนี้ใช้บริการสินเชื่อและเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ

(3) ความโปร่งใสและเท่าเทียมระหว่างผู้ให้สินเชื่อ (Level Playing) ทุกกลุ่มเจ้าหนี้ทั้งธนาคาร Nonbank และสหกรณ์อยู่บนกฎกติกาที่เท่าเทียมกัน

(4) ความยุติธรรม (Fairness) อัตราดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงที่เป็นจริง ลดภาระลูกหนี้ดีที่ต้องแบกภาระลูกหนี้ที่ไม่ดี

(5) ความครอบคลุมและเข้าถึง (Inclusion) สามารถนำข้อมูลทางเลือกมาส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ร่วมกันทั้งลูกหนี้ เจ้าหนี้ ผู้กำกับและรัฐ ไม่ทำให้ใครต้องตกไปอยู่นอกระบบจากมาตรการที่นำมาใช้ และทุกภาคส่วนร่วมแชร์ความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมในการแก้ปัญหาหนี้

“คุณสู้เราช่วย” ลดภาระหนี้-รักษาทรัพย์สิน

นอกจากการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว ผ่านการแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง และเรื่องของ Responsible Lending แล้ว ยังมีการออกโครงการเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น อย่าง “คุณสู้เราช่วย” เมื่อปี 2567 โดยร่วมกับทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารต่างชาติ กระทรวงการคลัง ธปท. และสภาพัฒน์ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs เฉพาะกลุ่ม โดยมีกลไกการส่งเสริมวินัยทางการเงินควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเสียวินัยในการชำระหนี้ (Moral Hazard) ในภายหลัง

เหตุผลหลัก ๆ ของการเกิด “คุณสู้เราช่วย” มาจากเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน รายได้ของครัวเรือนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) บางกลุ่มยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ในช่วงเวลานั้น ขณะที่ภาระหนี้และค่าครองชีพหรือต้นทุนการประกอบธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังเผชิญกับปัญหาในการชำระหนี้อยู่

“คุณสู้เราช่วย” ดำเนินการใน 2 ระยะหลัก ๆ โดยโครงการในระยะแรก จะมี 2 มาตรการคือ 1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินไม่สูงมาก ให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้แบบลดค่างวดและพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี ช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

และ 2. “จ่าย ปิด จบ” เป็นการช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) แต่มียอดคงค้างหนี้ไม่สูง (ไม่เกิน 5,000 บาท) เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่สูง สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

จากนั้น ปี 2568 มีการขยายเวลาร่วมโครงการ พร้อมกับปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิม และมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Nonbank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 3 มาตรการ

1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระน้อยกว่าที่กำหนดในระยะที่ 1 คือ เคยค้างชำระ 1-30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

2. “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น โดย 1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี และ 2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan) ซึ่งได้มีการบังคับหลักประกันแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกินกว่าที่กำหนด (วงเงินสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อ SMEs ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบัญชี สินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อบัญชี สินเชื่อรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี) ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

และมาตรการใหม่ คือ “จ่าย ตัด ต้น” ซึ่งเป็นมาตรการใหม่สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี และเป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan) และผ่อนชำระร้อยละ 2 ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักแขวนไว้ และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการหากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและระยะต่อไปได้

ทั้งนี้ โครงการ “คุณสู้เราช่วย” ได้สิ้นสุดการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับผลของโครงการ “คุณสู้เราช่วย” นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 1.4 ล้านราย จากจำนวนลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วม 1.9 ล้านราย และมีลูกหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่าย 6.3 แสนราย

ยอดหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่าย 4.6 แสนล้านบาท จากจำนวนยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ 8.9 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี ธปท. มีการเปิดช่องทางที่ชื่อว่า “ทางด่วนแก้หนี้” เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ และ ธปท. จะส่งข้อมูลที่ได้รับไปยังผู้ให้บริการ เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป

ซื้อหนี้ประชาชน แก้หนี้ต่ำแสน

รัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินนโยบายในการแก้ปัญหาหนี้ของประชาชน ในรูปแบบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งโครงการดังกล่าว รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย เคยมีการเสนอไอเดียซื้อหนี้เสียของรายย่อยเพื่อแก้ปัญหาหนี้ของประชาชน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้มีการประชุมหารือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Nonperforming Loans : NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวต่อไป

การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 ก.ย. 68 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.45 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท

โดยวางแนวทางการดำเนินการ 2 แบบ คือ

กลุ่มที่ 1 การดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC

ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธพ. และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่

  • บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
  • บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC)

และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรน และเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเพิ่มเติมโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ดำเนินการเอง

สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น

  • มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี
  • ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด
  • มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร
  • การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการในสองส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งในการดำเนินการทั้งสองส่วนนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Nonbanks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีความแตกต่างจากการโอนหนี้ หรือขายหนี้ให้ AMC แบบเดิม เนื่องจากครั้งนี้จะมีเงื่อนไขการผ่อนปรนเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถ “รอด” และกลับไปเริ่มต้นชีวิตหรือทำธุรกิจใหม่ได้อีกครั้ง

โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในการกำหนด “รหัสพิเศษ” ให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วม คือจะใช้รหัส “16” เพื่อระบุว่าเป็นกลุ่มลูกหนี้ในโครงการช่วยเหลือ ซึ่งจะไม่ถูกจำกัดว่าต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีครบ 3 ปีก่อน จึงจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

“หากลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการสามารถชำระหนี้ได้ดีต่อเนื่อง เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน และสถาบันการเงินเห็นศักยภาพในการฟื้นตัว ก็สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักและสร้างอนาคตใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

ขณะที่ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การโอนหนี้เข้า AMC จะใช้ราคามาตรฐานที่ตกลงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และจะมีโครงสร้างการแบ่งปันการเรียกเก็บเงิน (Revenue Sharing) ในอนาคต หากสามารถเรียกเก็บหนี้ได้

นายผยงกล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยให้ความสำคัญมากกับการแก้หนี้แบบจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แค่ “เทศกาล” โดยพยายามสื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง ว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และมีกฎกติกาและข้อมูลไม่เท่ากัน จึงมีการขับเคลื่อนนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและการให้บริการอย่างเป็นธรรม รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลแบบรวมศูนย์

“เป็นครั้งแรกที่เป็นการมองจากลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric) ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและติดกับดักหนี้ไม่สามารถไปไหนได้ โดยใช้กลไกตลาดและปรับให้ลูกหนี้หลุดกับดักหนี้ ผ่านโมเดลหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันผ่าน SAM และใช้ Ari Score (อารีย์สกอร์) เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบได้ ที่ผ่านมาอาจจะแก้ปัญหาแบบให้ยาสเตียรอยด์ไม่ตรงจุด และหนี้ที่ถูกขายไปจะไม่มีข้อมูลในระบบ ทำให้ต้องเสริมสร้างฐานข้อมูลให้ครบรอบด้าน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สำรวจแนวทาง แก้หนี้ประชาชน หมุดหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...