โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส่องอนาคต SME ไทย 3.2 ล้านราย จากกับดักหนี้ สู่ทางรอดยุค New Economy

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ปี 2568 ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็น “ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง สินค้าจีนทะลักตลาด ไปจนถึงเกมการค้าระลอกใหม่จากสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย Trump 2.0

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อฉายภาพสถานการณ์จริงของเอสเอ็มอีไทยกว่า 3.25 ล้านราย พร้อมชี้ทิศทางในปี 2569 ว่าใครจะ “รอด” และใครกำลัง “เสี่ยงหลุดระบบ” หากไม่เร่งปรับตัว

SMEกระจายทั่วประเทศ แต่เปราะบางสูง

นายแสงชัยเริ่มต้นด้วยการสะท้อนภาพรวมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (mSMEs) รวม 3,255,957 ราย โดยกว่า 80% เป็นธุรกิจรายย่อยหรือ Micro SME มากถึง 2.75 ล้านราย ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางมีเพียงราว 5 หมื่นรายเท่านั้น ซึ่งโครงสร้างแบบนี้สะท้อนความเปราะบางของระบบ เพราะธุรกิจรายย่อยทุนต่ำ เข้าถึงแหล่งเงินยาก และรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้น้อย

เมื่อมองเชิงพื้นที่ เอสเอ็มอีไทยกระจายตัวมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) มีจำนวน 746,876 ราย มีการจ้างงาน 1.90 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลาง มีจำนวน 630,724 ราย จ้างงาน 3.09 ล้านคนภาคเหนือ 549,056 ราย จ้างงาน 1.46 ล้านคน กรุงเทพฯ จำนวน 519,178 ราย จ้างงาน 3.39 ล้านคน ภาคใต้ จำนวน 469,410 ราย จ้างงาน 1.45 ล้านคน และภาคตะวันออก จำนวน 273,097 ราย จ้างงาน 1.30 ล้านคน โดยส่วนใหญ่อยู่ภาคการค้าและบริการยังครองสัดส่วนหลักรวมกันกว่า 82% ของทั้งระบบ

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ สร้างงานเกือบ 70% ของประเทศ

แม้จะเปราะบาง แต่เอสเอ็มอีกลับเป็น “หัวใจ” ของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ นายแสงชัยระบุว่า เอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)ราว 35% และที่สำคัญคือมีการจ้างงานมากถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งหมด

“ถ้าเอสเอ็มอีล้ม เศรษฐกิจฐานรากก็พัง และจะกลายเป็นปัญหาสังคมทันที ขณะเดียวกัน บทบาทด้านการส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มเพิ่มขึ้น จาก 11% ในปี 2567 และคาดว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 จะขยับขึ้นแตะ 14% สะท้อนศักยภาพที่ยังไปต่อได้ หากมีแรงสนับสนุนที่ถูกทาง”

กับดักหนี้-สภาพคล่อง วิกฤตเงียบที่รุนแรงที่สุด

ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยยอมรับตรงไปตรงมาว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของเอสเอ็มอีไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาคือ “หนี้และเงินสด” โดย เอสเอ็มอีกว่า 88.5% เข้าถึงแหล่งทุนยาก จากสถาบันการเงินมีเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ขณะที่ผู้ประกอบการมีหลักประกันไม่พอ

ข้อมูลปี 2568 ยังชี้ว่า เอสเอ็มอีเกือบครึ่งหนึ่งเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ และอีกกว่า 20% เป็นหนี้นอกระบบล้วน โดยมีเพียง 64.5% ที่ยังชำระหนี้ได้ตามสัญญา ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อเสถียรภาพทั้งระบบ

สินค้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ บีบ SME ไทยสองด้าน

นอกจากปัญหาจากภายในประเทศแล้ว เอสเอ็มอีไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะ สินค้าจีนราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด และนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 19%

“กลุ่มที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ สูง เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ยางพารา คือกลุ่มเสี่ยง หากยังเป็น Old Economy ใช้แรงงานและต้นทุนแบบเดิม ซึ่งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐย่อมส่งกระทบ ทำให้สินค้ามีต้นทุน และราคาสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน กับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และค่าเงินอ่อนค่ากว่า” นายแสงชัย กล่าว

ใครรอด ใครร่วง ยุค New Economy

เมื่อถามถึงแนวโน้มการอยู่รอด นายแสงชัยแบ่งชัดเจนว่า ธุรกิจที่ยังอยู่กับ Old Economy มีความเสี่ยงสูงต่อการปิดกิจการ ขณะที่กลุ่มที่ปรับสู่ New Economy ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และ AI จะมีโอกาสรอดมากกว่า อย่างไรก็ดี วันนี้ SMEsไทย เกือบ 47% เริ่มใช้ดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ถือเป็นสัญญาณบวกของการปรับตัว

ส่วนในมุมของปัจจัยแวดล้อม นายแสงชัยมองว่าปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งสงครามจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน นโยบาย Net Zero และ CBAM รวมถึงปัญหาทุนเทาและนอมินีต่างชาติที่บิดเบือนการแข่งขัน ขณะเดียวกันโอกาสยังมีจากเทรนด์ ESG (Environment (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)) รวมถึงตลาดใหม่ในอาเซียนและเอเชียตะวันออก หากเอสเอ็มอีไทยอ่านเกมขาด

4Rs ยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของ SME ไทย

เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยยืนระยะได้ นายแสงชัยเสนอ ยุทธศาสตร์ 4Rs เป็นเข็มทิศสำคัญได้แก่ Rebalance กระจายตลาด ลดพึ่งพาประเทศเดียว, Resilience สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า, Revalue เพิ่มมูลค่าด้วย ESG และนวัตกรรม,Restructure ปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรม S-Curve เช่น EV อาหารแห่งอนาคต และการแพทย์

“สำหรับสิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่หากรัฐจริงจัง เอสเอ็มอีจะฟื้นได้เร็ว โดยเฉพาะการออก กฎหมาย Prompt Payment, ปราบทุนเทา, ทำ Regulatory Guillotine ลดขั้นตอนราชการ และสนับสนุน Soft Loan เพื่อเทคโนโลยี เนื่องจากเอสเอ็มอีคือรากแก้วของเศรษฐกิจ ถ้ารากแข็งแรง ต้นไม้ใหญ่ของประเทศก็จะยืนได้ในพายุเศรษฐกิจโลก” นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...