55 ปี ‘อนุสรณ์กรุ๊ป’ แตกไลน์ แกงพร้อมทาน ‘มะหา’ รุกตลาดโลก
สัมภาษณ์
“อนุสรณ์กรุ๊ป” หนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป จ.สมุทรสาคร จากก้าวแรกในปี 2513 พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมา 55 ปี ล่าสุดได้เดินหน้าแตกไลน์ธุรกิจ ด้วยการผลิตแกงกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ “มะหา” เจาะกลุ่มลูกค้าทั่วโลก
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนุสรณ์มหาชัยซูริมิ จำกัด ถึงความเป็นมาในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ยุคบุกเบิก มาถึงการแตกไลน์ธุรกิจสู่แกงไทย ที่พร้อมการันตีรสชาติที่อร่อยไม่ซ้ำใครจากเชฟมิชลินแถวหน้าของไทย รวมถึงแผนการทำตลาด และการลงทุนในอนาคต
สู่ธุรกิจประมงนอกน่านน้ำ
อภิสิทธิ์เล่าว่า ต้นกำเนิดธุรกิจเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่เริ่มต้นทำธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และต่อเรือประมงให้คนเช่าอยู่ที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร และก้าวสู่การทำธุรกิจประมงเอง ได้มีโอกาสไปทำประมงที่ต่างประเทศ ก่อนขยายไปสู่ธุรกิจปลาป่น ธุรกิจห้องเย็น หลังจากผมและน้องชายเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ จึงเข้ามาดูแลธุรกิจเรือประมงและธุรกิจห้องเย็นเต็มรูปแบบ และในปี 2557 บริษัทได้หยุดทำเรือประมง หลังเผชิญปัญหาอุตสาหกรรมประมง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงหากต้องฟื้นธุรกิจเรืออีกครั้ง
ต่อมาได้เริ่มผลิตเนื้อปลาบดแช่แข็ง (ซูริมิ) สำหรับทำผลิตภัณฑ์อย่างลูกชิ้น ปูอัด และฟิชโช่ โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก ใช้เงินลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ช่วง 10 ปีแรกมียอดขายรวมทั้งกรุ๊ปประมาณ 400-800 ล้านบาท และเคยมากสุดถึง 1,400 ล้านบาท
หลังจากนั้นได้เพิ่มไลน์ผลิตอาหารกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ “ไฮเชฟ” มีกำลังการผลิต 4 ล้านกระป๋องต่อเดือน โดยมีสัดส่วนตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก 50 : 50 โดยตลาดภายในประเทศวางขายในซีเจ มอร์, เซเว่นอีเลฟเว่น, บิ๊กซี และตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด ส่วนตลาดส่งออก เช่น เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว และตะวันออกกลาง รวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ได้ทำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) เช่น เต้าหู้ปลาและปูอัด
แตกไลน์ผลิต 4 แกงไทยส่งออก
อภิสิทธิ์บอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาภาพรวมธุรกิจและทิศทางอุตสาหกรรมปลากระป๋องไทยมีการแข่งขันในตลาดโลกสูง เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครที่มีโรงงานผลิตจำนวนมากเปรียบเสมือน “ครัวโลก” ทำให้มีการแข่งขันด้านราคา
จึงเริ่มอยากลองทำผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ ๆ โดยตั้งโจทย์ว่าต้องขายได้ทั่วโลก และต้องการให้เป็นสินค้าของฝาก ที่ไม่ว่าใครมาเมืองไทยต้องซื้อกลับไปเป็นของฝากได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่มีประชากรเกินครึ่งโลกที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย
ในที่สุดมาลงตัวที่ผลิตภัณฑ์แกงไทยพร้อมทานในรูปแบบกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ “มะหา” ซึ่งถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ในวงการ Ready to Eat ประกอบด้วยแกงกะทิ 4 ประเภทที่ติดอันดับความนิยมของโลก ได้แก่ แกงแดง แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น และแกงพะแนง มีทั้งสูตรใช้เนื้อวัวและเนื้อไก่
เราใช้เวลารังสรรค์เครื่องแกง โดยการจ้างเชฟระดับมิชลินที่ใช้เวลาปรับสูตรนานกว่า 2 เดือน ทำให้ได้ “รสไทยแท้” ไม่ใส่สารกันบูด โดยใช้เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารโดยใช้หม้อนึ่งความดันสูง (Retort) ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารด้วยความร้อนสูง ทำให้แกงมีอายุอยู่ได้ถึง 3 ปี โดยไม่เสียรสชาติ
โดยใช้วัตถุดิบในประเทศไทยทั้งหมดในการผลิตเครื่องเทศ และเนื้อสัตว์ ซึ่งอนาคตหากมีวอลุ่มเพียงพอ เราจะไปคุยกับสหกรณ์โคเนื้อสักแห่ง อาจทำเป็นซีรีส์ใช้เนื้อแต่ละเมือง เช่นเดียวกับสินค้าของประเทศญี่ปุ่นที่มีเนื้อประจำจังหวัด ซึ่งเราสามารถใช้โอกาสนี้โปรโมตเกษตรกรไทย รวมถึงการสนับสนุนการเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์ (Organic) ด้วย ถือเป็นการใช้วัตถุดิบของไทย พร้อมสร้างสตอรี่ไปด้วยกัน
ดันแกงมะหาสู่ตลาดจีน-อินเดีย
อภิสิทธิ์บอกว่า เบื้องหลังแบรนด์ “มะหา” ชื่อมาจากคำว่า “มหาชัย” และยังมีความหมายว่า “ยิ่งใหญ่” ในภาษาอินเดีย ฉลากออกแบบโดยศิลปิน พร้อมจดลิขสิทธิ์จดทะเบียน เพราะตั้งใจผลักดันให้เป็นสินค้าประจำจังหวัดสมุทรสาคร
สำหรับผลิตภัณฑ์แกงไทย 4 ประเภท เน้นส่งออกเจาะกลุ่มตลาดต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ออร์เดอร์จากประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว ส่วนตลาดภายในประเทศเริ่มวางตลาดช่วงไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมาเน้นกลุ่มคนเมืองที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว เพราะในประเทศไทยมีร้านข้าวแกงจำนวนมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม อนาคตเตรียมพัฒนาแกงอินเดียเพิ่มเติม เพื่อเจาะตลาดตะวันออกกลางและกลุ่มชาวอินเดีย-ปากีสถานทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมาตอนนี้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาถล่มราคา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำคือ การยกจุดเด่นของสินค้าให้ผู้บริโภคเห็น โดยเฉพาะเครื่องแกงที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เช่น เราจะทำคิวอาร์โค้ดที่ฉลากผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าสามารถสแกน เพื่อดูข้อมูลที่มาของแหล่งวัตถุดิบและคุณค่าทางโภชนาการ แม้จะต้องมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ว่าเป็นเรื่องที่ดี
ใช้หุ่นยนต์ลดต้นทุน
อภิสิทธิ์บอกต่อไปว่า จุดเด่นของบริษัทในการผลิตสินค้าปลากระป๋องสู้กับโรงงานขนาดใหญ่และคู่แข่งในต่างประเทศได้ คือการบริหารการจัดการและการประหยัดพลังงาน เริ่มจากการปรับใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานคน ทำให้สามารถลดการใช้พนักงานจาก 400 คน เหลือ 350 คน ที่สำคัญช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนทำให้สามารถแข่งขันกับโรงงานขนาดใหญ่ และแข่งขันกับต่างประเทศได้
ขณะที่วัตถุดิบปลาเน้นซื้อจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทยเป็นหลักวันละ 100 ตัน ซึ่งถือว่าไม่มากสำหรับโรงงานขนาดกลาง แต่บางเดือนต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยบางช่วงไม่เอื้ออำนวยทำให้จับปลาไม่ได้
นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิตปลากระป๋องจะมีของเหลือใช้จากกระบวนการผลิต เช่น เศษก้างปลา และหัวปลา จะถูกนำไปทำปลาป่น ส่วนเลือดปลาจะนำไปทำปุ๋ย ส่วนน้ำที่เหลือจากกระบวนการผลิตจะนำเข้าสู่ระบบบำบัด ทำให้โรงงานไม่มีของเหลือทิ้งกลายเป็นศูนย์ “Zero Waste” ได้อย่างสมบูรณ์
ชี้บาทแข็ง-ค่าแรงสูงทำรายได้วูบ
อภิสิทธิ์บอกว่า ปีนี้บริษัทได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง และปัจจัยลบอื่น ๆ ได้แก่ ค่าแรงสูงขึ้น, ถนนพระราม 2 ที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ทำให้ค่าขนส่งและค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น, ราคาน้ำมันสูง และสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว จึงทำให้ยอดรายได้จากการขายปลาป่นลดลงจากปกติ 1,200 ล้านบาท เหลือประมาณ 900 ล้านบาท
“ตอนนี้ประเทศไทยไม่หวือหวา คนไม่มีเงิน ปัญหามาจากคอร์รัปชั่นทุกภาคส่วน ทำให้ประเทศไม่ค่อยเดินหน้าไปไหน”
ชี้รัฐช่วย SMEs เกาไม่ถูกที่คัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการแก้ปัญหาธุรกิจรายย่อย (SMEs) ของรัฐบาลที่ผ่านมาว่า ที่ผ่านมาระบบสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีของหน่วยงานภาครัฐไทย เน้นการจัดอบรมมากเกินไป ซึ่งไม่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ได้จริง สิ่งที่รัฐควรทำคือ ช่วยทำตลาด เขียนสตอรี่ และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ
โดยมีกลุ่มคนที่จะมาช่วยทำเรื่องเหล่านี้ ทำเป็นการว่าจ้างบุคคลที่สามเข้ามาดำเนินการให้ จะไปหวังให้เกษตรกรเป็นคนทำก็คงไม่ไหว ต้องยอมรับว่าบางเรื่องเป็นความรู้เฉพาะตัว
ส่วนเราถนัดการทำตลาดและการผลิต ซึ่งมองว่าตอนนี้ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีนสำคัญมาก ถ้าเปิดตลาดได้จะสบายมาก เพราะมีประชากรพันกว่าล้านคน ไม่ได้บอกว่าง่าย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม
“เมืองไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนมาก หน่วยราชการแก้ปัญหาด้วยการให้ไปนั่งอบรม ซึ่งการอบรมก็เหมือนการเรียนหนังสือ ไม่ใช่ทุกคนจะสอบผ่าน เช่นเดียวกับการทำอาหาร ไม่ใช่ทุกคนจะทำอร่อย แต่ถ้าหากเราแบ่งงานออกมาเป็นส่วน ๆ เช่น ผมไม่ถนัดทำอาหารก็ไปหาเชฟที่เก่งทำแกงให้ นำมาชิมและคัดสูตรที่ดีที่สุดไปผลิตขาย เป็นต้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 55 ปี ‘อนุสรณ์กรุ๊ป’ แตกไลน์ แกงพร้อมทาน ‘มะหา’ รุกตลาดโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net