โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“GDP เวียดนาม” จ่อแซง “ไทย” ในปี 2569 ขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 อาเซียน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 04.06 น.

"GDP เวียดนาม" จ่อแซง "ไทย" ในปี 2569 ขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 อาเซียน จากแรงหนุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และเป้าหมายเติบโตระดับสองหลัก

วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 10.06 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เวียดนามมีแนวโน้มแซงหน้าไทยในแง่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แบบมูลค่าที่ตราไว้ (nominal GDP) ได้เร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2569 จากแรงขับเคลื่อนของโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

พลวัตเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนไป โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวจริงราว 8% ในปี 2568 และรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป แม้บางฝ่ายมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ญ ย้ำในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมว่าการเติบโตสองหลักสามารถทำได้

หากการเติบโตเร่งตัวตามแผน GDP แบบ nominal ของเวียดนามอาจแตะระดับกลาง ๆ ราว 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2569 หรือ 2570 แซงหน้าไทย และอาจก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ GDP ต่อหัวจะเกิน 5,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงอินโดนีเซีย

กาน วัน หลึก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bank for Investment and Development of Vietnam ประเมินว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยแผนลงทุนโครงการสาธารณูปโภคปี 2569 จะเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มอีก 1.6 จุดเมื่อเทียบกับปี 2568

นอกจากนี้สนามบินแห่งใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดในปี 2569 ขณะที่โครงการรถไฟในภาคเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนได้เริ่มก่อสร้างแล้ว อย่างไรก็ดีการปฏิรูปกฎหมายและการลดขั้นตอนราชการยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม โดยหลึกระบุว่ามีโครงการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการที่เผชิญอุปสรรคบางประการ

ในอีกด้านหนึ่ง OECD คาดว่า GDP จริงของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ในปี 2569 ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นกดดันการบริโภคภายในประเทศของไทย ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้า และเมื่อมาตรการภาษีของสหรั ฉุดภาคการผลิต ไทยจึงเสี่ยงถูกเวียดนามแซงหน้า รวมถึงอาจถูกฟิลิปปินส์ไล่ตามด้วย

ยอดขายรถยนต์ใหม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปของภูมิภาคเช่นกัน ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดขายช่วงมกราคม-ตุลาคม 2568 อยู่ราว 660,000 คัน ลดลงประมาณ 10% จากปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับมาเลเซีย ทั้งที่มีประชากรเพียงราวหนึ่งในสิบของอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ไทยและอินโดนีเซียเคยเป็นจุดหมายหลักของบริษัทญี่ปุ่นที่ขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ผลิตรถยนต์อาศัยแรงงานจำนวนมากเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ดังกล่าวกำลังถูกทบทวน เมื่อปีที่แล้ว Suzuki Motor ถอนการผลิตรถยนต์สี่ล้อออกจากไทย ขณะที่ Honda Motor ลดกำลังการผลิตลง

ด้วยประชากรราว 700 ล้านคน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลก แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเพิ่มขึ้น และเกิดการสู้รบรุนแรงในเดือนธันวาคม ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศลดลง และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

คาง วู นักวิชาการรับเชิญจาก Boston College กล่าวว่า “เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์คือปัจจัยชี้ขาดต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” พร้อมระบุว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติถอยห่าง และดึงภูมิภาคเข้าสู่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับจีน

มาตรการภาษีของสหรัฐราว 20% ที่บังคับใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน โดยเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากเป็นอันดับสาม รองจากจีนและเม็กซิโก ทำให้การจ้างงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อการค้ากับสหรัฐ และจากความเป็นไปได้ที่การส่งออกจะชะลอตัว OECD คาดว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโต 6.2% ในปี 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลฮานอย

เล ดัง โด๋ญ นักเศรษฐศาสตร์เวียดนามและอดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเศรษฐกิจกลาง (CIEM) ระบุว่าเวียดนามจำเป็นต้องกระจายตลาดส่งออกไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...