“มาเลเซีย” ผงาดศูนย์กลางอุดมศึกษาอาเซียน เม็ดเงินต่างชาติหลั่งไหลปักหมุดสร้างวิทยาเขต
จากประเทศทางเลือกของนักเรียนต่างชาติ สู่ฐานลงทุนระยะยาวของมหาวิทยาลัยชั้นนำโลก “มาเลเซีย” กำลังเร่งเครื่องสู่การเป็นศูนย์กลางอุดมศึกษาแห่งอาเซียน
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า การตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนกว่า 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของมหาวิทยาลัยโมนาชจากออสเตรเลีย เพื่อสร้างเมกะแคมปัสแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กำลังกลายเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ามาเลเซียไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำรองของนักศึกษาต่างชาติอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนหลักของกลุ่มการศึกษาระดับโลก
โครงการดังกล่าวประกาศในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยโมนาชจะสร้างวิทยาเขตใหม่ในย่าน Tun Razak Exchange (TRX) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของมาเลเซีย และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2032 วิทยาเขตแห่งนี้จะเน้นการเรียนการสอนและวิจัยด้านสุขภาพ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และวิทยาศาสตร์ข้อมูล ปัจจุบัน Monash University Malaysia มีนักศึกษามากกว่า 11,000 คน จาก 85 ประเทศ และคาดว่าจำนวนนักศึกษาจะเพิ่มขึ้นเกิน 22,000 คน ภายในปี 2040
การลงทุนของโมนาชเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการขยายวิทยาเขตจากต่างประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในมาเลเซีย ข้อมูลจาก Education Malaysia Global Services (EMGS) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลการออกวีซ่านักศึกษาต่างชาติ ระบุว่า ปัจจุบันมาเลเซียมีวิทยาเขตต่างประเทศรวม 11 แห่ง จากสถาบันในไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น แม้จะยังน้อยกว่าสิงคโปร์ซึ่งมี 16 แห่ง แต่ช่องว่างกำลังแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ
โนวี ทาจุดดิน ซีอีโอของ EMGS กล่าวว่า“เราไม่ได้ดึงดูดแค่นักศึกษาอีกต่อไป แต่กำลังดึงดูด เงินลงทุนเชิงสถาบันระยะยาว” พร้อมระบุว่า จำนวนผู้สมัครเรียนในมาเลเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน จาก 51,677 คน ในปี 2022 เป็น 81,992 คน ในปี 2567 และแตะ 87,206 คน ณ เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ปัจจุบันมาเลเซียมีนักศึกษาต่างชาติราว 155,000 คน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 130,000 คนเมื่อสองปีก่อน
แหล่งที่มาของนักศึกษาเริ่มกระจายตัวมากขึ้น แม้จีนยังเป็นตลาดหลัก แต่ความต้องการจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยสาขาที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ ธุรกิจ คอมพิวติ้ง วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ สะท้อนความต้องการแรงงานในภูมิภาค และนโยบายของมาเลเซียที่ผลักดันด้าน STEAM และ AI
ปัจจุบัน มาเลเซียเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Nottingham และ Southampton จากสหราชอาณาจักร, Xiamen จากจีน, Swinburne และ Curtin จากออสเตรเลีย รวมถึง Tsukuba จากญี่ปุ่น ขณะที่มหาวิทยาลัย Fudan ของจีน มีแผนร่วมมือกับรัฐซาราวักจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ในเมืองมิริ
ในมาเลเซียตะวันออก การขยายวิทยาเขตต่างประเทศได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลรัฐซาราวัก โดยมองมหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นกลไกพัฒนาทุนมนุษย์ในภูมิภาค ขณะที่การลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในกรณีของ Xiamen University Malaysia ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 1.3 พันล้านริงกิต สะท้อนบทบาทของมาเลเซียในฐานะแพลตฟอร์มยุทธศาสตร์ด้าน การทูตทางการศึกษาและ Soft Power ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แรงหนุนสำคัญอีกด้านมาจากการที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรเข้มงวดด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมือง ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้การศึกษาในโลกตะวันตกมีต้นทุนแพงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยหันมาเลือกมาเลเซีย ซึ่งมีระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการพำนักหลังเรียนจบ
อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างรวดเร็วเริ่มสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการจัดการวีซ่า ที่อยู่อาศัย และความพร้อมของวิทยาเขต ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างเห็นตรงกันว่า การดูแลคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และประสบการณ์ของนักศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญต่อความยั่งยืนของมาเลเซียในฐานะ ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ
“การศึกษาในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักศึกษา แต่คือเรื่องของ บุคลากร นวัตกรรม งานวิจัย และยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมระยะยาว” ผู้บริหารโมนาชกล่าว พร้อมย้ำว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียน จะเป็นพื้นที่ที่กำหนดทิศทางอิทธิพลของโลกในอนาคต
อ้างอิง : asia.nikkei.com