โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ นำโครงสร้างพื้นฐานจีนส่งออกนวัตกรรม อยู่ให้เป็นในยุค AI ต้องทำยังไงอาเซียนถึงไม่เสียเปรียบ?

Thairath Money

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 10.41 น.
ภาพไฮไลต์

บรรยากาศในตลาด AI กำลังร้อนระอุขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการแข่งขันของสองประเทศยักษ์ใหญ่ “สหรัฐอเมริกา vs. จีน” ที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เพราะประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้มีแค่เรื่องการค้า แต่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก จนเห็นได้ชัดแล้วว่าเทคโนโลยีของทั้งสองมหาอำนาจนั้นเริ่มแยกขั้วกันอย่างชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ No.1 ของโลกก็ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่านำหน้าทั้งโลกในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ทั้งฝั่งภาคเอกชนและรัฐบาลได้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับ AI ซึ่งระหว่างปี 2013-2024 ภาคเอกชนลงทุนไปแล้วมากถึง 471,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) และแค่เฉพาะปี 2024 ปีเดียวก็สูงถึง 109,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และในปี 2025 จะเห็นว่าบิ๊กเทคฝั่งอเมริกายิ่งเร่งลงทุนหนักในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Data Center พัฒนาชิป Cloud Storage และอื่น ๆ ล่าสุดตามรายงานผลประกอบการของแต่ละบริษัทเทคฯ เจ้าใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Meta, Google, Amazon ล้วนทำเอาหลายคนหวั่นฟองสบู่จะแตก เพราะแต่ละแห่งตั้งงบลงทุนเพิ่มด้าน AI โดยเฉพาะไว้สูงลิ่ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์เอง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้จีนแซงหน้า ทรัมป์เองก็ได้เดินหน้าเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มประเทศสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างเช่น ในตะวันออกกลางที่จะร่วมกันลงทุนในโปรเจกต์ Stargate หรือ Data Center ขนาดมหึมาเพื่อคอยรองรับการพัฒนา AI ในอนาคต

ในฝั่งของจีน ถ้าพูดถึงเรื่องการลงเงินให้กับ AI ก็ตามมาเป็นอันดับที่ 2 สมฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ในระหว่างปี 2013-2024 ภาคเอกชนของจีนได้ลงทุนใน AI รวมแล้วกว่า 119,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวเกือบ 4 ล้านล้านบาท) โดยในปี 2024 เพียงปีเดียวมีการลงทุน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และ Baidu เป็นผู้นำในด้านนี้

รัฐบาลของจีนเองก็ไม่เคยน้อยหน้า สนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาอย่างเต็มที่ ในปี 2025 นี้จีนยังเปิดตัวกองทุนอุตสาหกรรม AI ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการระยะเริ่มต้น และผลักดันการลงทุนทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI

แต่ความแตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ คือ จีนกำลังเป็นผู้นำในด้านงานวิจัย และยังมีจำนวนการจดสิทธิบัตรด้าน AI มากที่สุดในโลก จากรายงานของ UN ระบุว่า จีนมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรในนวัตกรรม AI มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่าในช่วง 2014-2023

Rebecca Fannin ผู้ก่อตั้ง Silicon Dragon Ventures และนักเขียนเจ้าของหนังสือ The New Tech Titans of China ให้ความเห็นว่า “ถ้าพูดถึง AI ซิลิคอนวัลเลย์ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลก ส่วนจีนตามมาเป็นที่สองและกำลังไล่กวดมาติด ๆ”

“แต่จุดที่จีนนำหน้าคือเรื่อง ‘การประยุกต์ใช้ AI’ (Applications) อย่างเช่น การใช้ในหุ่นยนต์ในโรงงาน หรือระบบขับเคลื่อน จีนเก่งมากเรื่องการนำมาใช้งานจริง และยังได้เปรียบตรงที่มีนักวิจัยเก่ง ๆ เยอะ” Rebecca Fannin กล่าวต่อ

แต่เมื่อความสนใจมากมายกำลังมุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่อื่น ๆ คำถามสำคัญคือ “แล้วกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนอยู่ตรงไหนในสนาม AI?” เป็นผู้ร่วมสร้างกับยักษ์ใหญ่ไหม หรือเป็นเพียงผู้รอใช้งาน

ในมุมของผู้บริโภค ปัจจุบันอย่างประเทศไทยเองติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการใช้งาน ผลการสำรวจของ Telenor Asia Digital Lives Decoded 2025 ชี้ว่า ปัจจุบัน 91% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยมีการใช้ AI ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่อยู่ที่ 77% นอกจากนี้ AI ยังเริ่มทำหน้าที่คล้าย “ผู้ช่วยส่วนตัว” โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันมาใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ และวางแผนด้านต่าง ๆ ให้เหมาะกับแต่ละคน

นอกจากนี้ ตามรายงานของ Stanford ระบุว่า ในหลายประเทศ อย่างเช่น จีน (83%) อินโดนีเซีย (80%) และไทย (77%) ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ AI มีประโยชน์มากกว่าโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า คนไทยยอมรับและมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการใช้งาน AI

อย่างไรก็ตาม หากมองในฝั่งของ “ผู้สร้าง” ปัญหาอย่างหนึ่งที่อาเซียนกำลังเจอคือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ หรือหากต้องการสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ AI ขึ้นมา จำเป็นจะต้องมีระบบนิเวศที่พร้อม

Helen Wong กรรมการผู้จัดการ ACV Capital ได้ให้มุมมองจากฝั่งของสตาร์ทอัพว่า “มันจำเป็นต้องมีระบบนิเวศ คือต้องมีทั้งผู้ก่อตั้ง มีนักลงทุน (Venture Capitalists) และอาจรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน อย่างพวกผู้ให้บริการ Cloud ต่าง ๆ ซึ่งฉันคิดว่าถ้าวัดกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนิเวศที่ว่านี้น่าจะมีความพร้อมที่สุดคือสิงคโปร์”

“ปัจจุบันนี้ เรายังอยู่ในฐานะ ‘ผู้ใช้งาน’ อย่างที่เห็นในหลายประเทศใช้งานเทคโนโลยีจากจีน อย่างเช่น Robo-taxis ในสิงคโปร์ หรือกลุ่มหุ่นยนต์ดูแลสุขภาพ และในกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้เครื่องมือ GenAI ส่วนโอกาสที่จะเป็น ‘ผู้สร้าง’ หรือ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ ก็มีเช่นกัน แต่จะไปในแนว Customization ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในแอปพลิเคชัน AI เพื่อให้มันเหมาะกับผู้ใช้ในแต่ละประเทศอาเซียนที่วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตค่อนข้างจะแตกต่างกัน” Helen Wong กล่าว

ในขณะเดียวกัน ด้วยประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์นั้น มหาอำนาจอย่างจีนที่ได้สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาต่อเนื่องก็ได้ส่งออกเทคโนโลยีของตัวเองสู่ตลาดต่างประเทศหนักหน่วงมากขึ้น และหนึ่งในตลาดก็หนีไม่พ้นอาเซียน

“มันมีทั้งแรงผลักและแรงดึง แรงผลัก คือพวกเขาถูกบีบด้วยภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องกำแพงภาษี และคาดว่ามันจะคงอยู่ไปอีกนาน ดังนั้น บริษัทจีนจำนวนมากจึงจำเป็นต้องย้ายออกมา ทั้งเพื่อพัฒนาตลาดใหม่และเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ส่งออกไปประเทศที่สาม” Johnny Chan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Hong Kong Cyberport กล่าว

Johnny Chan ยังมีมุมมองอีกด้วยว่า การเข้ามาของผลิตภัณฑ์ AI จากจีน จะแบ่งเป็น 2 ระลอก และประเทศในอาเซียนจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ โดยระลอกแรก กลุ่มที่ได้ประโยชน์จะเป็นประเทศที่มีฐานการผลิต อย่างเช่นประเทศไทย เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตที่พร้อม อย่างเช่น ผลิต EV หรือผลิตชิป ที่ผ่านมาไทยเองก็เป็นฐานที่ดีให้กับธุรกิจยานยนต์จากญี่ปุ่นและเกาหลีมาก่อน ประเทศกลุ่มนี้ก็เลยพร้อมที่จะรองรับนวัตกรรม

ระลอกที่สอง จะเป็นเรื่องของหุ่นยนต์ (Robotics) แต่ยังไม่ใช่ภาพหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์ หรือ Humanoids แต่เป็นหุ่นยนต์ที่อยู่ในโรงงาน ซึ่งปัจจุบันนี้โรงงานผลิตรถยนต์อย่างเช่น Xiaomi แทบจะไม่เห็นคนเลย มีคนคุมเครื่องจักรอยู่แค่ไม่กี่คน ในพื้นที่โรงงาน 10,000 ตารางฟุต อาจจะมีคนทำงานอยู่แค่ 10 คนเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่กลุ่มประเทศในอาเซียนกำลังมุ่งเน้นอย่างหนักคือเรื่องของการกำกับดูแล (Governance) และวางแนวทางด้านจริยธรรม อย่างการออกเอกสารสำคัญอย่าง ASEAN Guide on AI Governance and Ethics เพื่อให้แต่ละประเทศมีการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศกลุ่มอาเซียนจะเข้าไปแข่งขันในสนามของมหาอำนาจทั้งหลายนั้น อาจจะต้องมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน Simon Chan ประธานของ Hong Kong Cyberport กล่าวว่า “ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะยังต้องมีการปรับปรุงหรือต้องเพิ่มทรัพยากรบางอย่างลงไป เพื่อให้จังหวะความเร็วในการพัฒนานั้นไปได้ไวกว่านี้”

“ความจริงแล้ว บางครั้งการที่คุณยังไม่มี แล้วคุณเป็นผู้ตาม (Follower) บางทีมันก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะคนอื่นเขาได้ลองถูกลองผิดทำทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วคุณก็เลือกหยิบเอาเทคโนโลยีตัวล่าสุดมาใช้ได้เลย ซึ่งมันอาจจะไม่แย่เลย เผลอ ๆ อาจจะดีด้วยซ้ำ เพราะคุณได้ของใหม่ล่าสุดมา แล้วนำมาปรับปรุงต่อยอดให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก” Simon Chan กล่าว

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สหรัฐฯ นำโครงสร้างพื้นฐานจีนส่งออกนวัตกรรม อยู่ให้เป็นในยุค AI ต้องทำยังไงอาเซียนถึงไม่เสียเปรียบ?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...