3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า รายงาน Beige Book 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ชี้การใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงตั้งแต่ ต.ค. ที่ผ่านมาโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-ต่ำ (กลุ่มรายได้สูงยังใช้จ่ายได้ดี สะท้อนการฟื้นตัวแบบ K-Shape) ผลกระทบจากภาวะชัตดาวน์ แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นจากภาษีและค่าจ้างบางภาคส่วนส่งผลให้ทิศทาง Beige Book โดยสรุปในรอบนี้สะท้อนข้อมูลที่ผสม ทั้งฝั่งชะลอตัวและแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้การประชุม FOMC 9-10 ธ.ค. มีแนวโน้มเกิดความเห็นแตกต่างระหว่างการตรึงดอกเบี้ยกับการเริ่มลดดอกเบี้ยอีกระลอก แต่ล่าสุด FED Watch Tool ให้น้ำหนักถึง 84.7% ที่จะเห็นโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ลงสู่ระดับ 3.75% เปิดโอกาส กนง. ประชุม 17 ธ.ค. มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยตาม
-สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานกำไรบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนเดือน ต.ค. ลดลง 5.5%YoY จาก ก.ย. ที่ปรับขึ้นแรง 21.6% ขณะที่ ม.ค.-ต.ค. กำไรบริษัทในอุตสาหกรรมจีนปรับขึ้น 1.9%YoY ต่ำกว่า 9 เดือนแรกของปีที่ปรับขึ้น 3.2% ผลพวงจากความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ดังนั้นแนวโน้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่มีโอกาสเกิดขึ้น คือ 1. ลดดอกเบี้ย / RRR เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง 2. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี 3. ลดภาษี-ค่าธรรมเนียม สำหรับธุรกิจที่ ได้รับผลกระทบ 4. สนับสนุนการส่งออก+กระตุ้นการบริโภคในประเทศ (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า)5. ขยายตลาดใหม่ เพื่อลดพึ่งพาสหรัฐฯ
-รัฐบาลเร่งเครื่อง FastPass ปลดล็อกลงทุนกว่า 9.4 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569จากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI แล้วกว่า 2,050 โครงการ แต่ติดขั้นตอนอนุมัติ หากปลดล็อกได้ทันที คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบในปี 2569 ราว 300,000 ล้านบาท สมมติ Multiplier Effect ของการลงทุนอยู่ที่ 1.3–1.5 เท่า (ตามวิจัย BOI และธปท.) เงินลงทุน 300,000 ล้านบาท จะสร้างผลต่อ GDP ราว390,000–450,000 ล้านบาท หรือ ราว 1.8–2.1% ของจีดีพี บวกต่อหุ้น AMATA, WHA / STEC, CK, SCC/ GULF, GPSC, BGRIM/ ADVANC, TRUE / JWD, WICE
-บ่ายคาด SET INDEX วิ่งช่วง 1,252-1,270 จุด
บล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าปรับตัวลงตามกลุ่ม TIP แม้ปัจจัยภายนอกจะเป็นบวกจากความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหนา และหนุนให้กลุ่ม AI และเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น แต่ตัวเลขกำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนลดลง 5.5% YoY ในเดือน ต.ค. เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตต้องรับมือกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมทั้งการที่รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมกำลังาผลิตส่วนเกิน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในยังไม่เด่นชัดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีโอกาสยุบสภาในเดือนหน้า รวมกับสถานการณ์น้ำท่วมในไทยที่มีแนวโน้มคลี่คลาย ซึ่งตลาดจับตามาตรการช่วยเหลือ และเยียวยา และผลกระทบต่อจีดีพีในไตรมาส 4
ส่วนแนวโน้มช่วงบ่ายหากไม่สามารถยืนระดับ 1,260 จุดได้มั่นคง จะเป็นการต่อยอดขาลง
กลยุทธ์การลงทุน เน้นยืนแนวรับ 1,260-1,258 จุด ไม่ควรต่ำกว่าเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง แต่ถ้าหลุดต่ำกว่าควรชะลอการลงทุน เพราะเป็นการต่อยอดขาลง รอเล่นรอบใหม่ที่จุดต่ำก่อนหน้าที่ 1,248 จุด
บล.โกลเบล็ก คาดดัชนีภาคบ่ายเคลื่อนไหว Sideway ออกข้าง โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มไอซีที ขณะที่แรงซื้อในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ช่วยพยุงตลาดมองกรอบดัชนีภาคบ่ายที่ 1,255-1,269 จุด
ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้า ดัชนีเคลื่อนไหว Sideway ออกข้าง เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่เข้ากระทบ โดยแรงขายกดดันหลักมาจากหุ้นกลุ่มไอซีที และธนาคาร ขณะที่มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล และพลังงาน เป็นปัจจัยช่วยพยุงดัชนี ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,261.23 จุด บวก 0.05 จุด หรือ 0.00% มูลค่าการซื้อขาย 13,522.63 ล้านบาท