โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดไก่ไทย ปี'69 คาดโตชะลอ เปิด 3 ความเสี่ยงต้องเผชิญ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 01.24 น.

KResearch คาดการณ์ปี 2569 ผลิตภัณฑ์ไก่ไทยโตชะลอ จากการแข่งขัน และต้นทุนการผลิตที่รุนแรงด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดส่งออก เผชิญต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงกว่าคู่แข่ง กดดันการส่งออกของไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2569 ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ของไทยคาดอยู่ที่ 3.47 ล้านตัน ขยายตัว 0.9% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะโตราว 1.3% ซึ่งสอดคล้องไปกับปริมาณการบริโภคที่คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว จากความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกที่โตช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยปี 2569 คาดจะอยู่ที่ 4,665 ล้านเหรียญสหรัฐ โต 3.0% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะโตราว 5.0% ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักรและจีน รวมถึงยังต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

ตลาดในประเทศ ขยายตัว 0.9%-ราคาหน้าฟาร์มยังทรงตัว

ปี 2569 ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ไทยจะอยู่ที่ 3.47 ล้านตัน ขยายตัว 0.9% ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 คาดว่าเติบโตราว 1.3% ซึ่งสอดคล้องกับการบริโภคที่คาดอยู่ในระดับทรงตัว จากความต้องการภายในประเทศ และตลาดส่งออกที่โตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่ราคาไก่ที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์มคาดยังทรงตัวเทียบกับปี 2568 แม้วัตถุดิบอาหารสัตว์จะมีทิศทางลดลง แต่ต้นทุนส่วนอื่น ๆ มีแนวโน้มขยับขึ้น เช่น ต้นทุนการจัดการฟาร์มและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ท่ามกลางราคาขายปลีกขยับขึ้นได้จำกัด เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษารายได้และอัตรากำไรยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจ

ขณะเดียวกันการแข่งขันของธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่รุนแรงต่อเนื่อง เพื่อชิงส่วนแบ่งโดยเฉพาะรายใหญ่ โดยปัจจุบันมีผู้เล่นในธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ จำนวน 1,278 ราย (เฉพาะนิติบุคคล) โดยราว 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนอีก 20% เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ และรายกลาง

อย่างไรก็ดี ผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงของเกษตรกรรายย่อย มีสัดส่วน 10% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนอีก 90% มาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ลงทุนแบบครบวงจร ทั้งเป็นฟาร์มของบริษัท รวมถึงการทำ Contract Farming กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบกลุ่มนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง ด้านคุณภาพเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด

ตลาดส่งออก โต 3%

ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทย คาดการณ์มูลค่าการส่งออกโต 3.0% ในปี 2569 ชะลอตัวตามเศรษฐกิจคู่ค้า และคาดว่ามูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยอยู่ที่ 4,665 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3.0% ชะลอตัวจากปี 2568 ที่คาดว่าจะโต 5.0% ทั้งกลุ่มไก่แปรรูปและไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง

ไก่แปรรูป ส่งออกราว 70% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตได้ราว 3.2% ชะลอตัวจากปี 2568 โดยเป็นผลจากความต้องการในคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรที่ปรับลดลง

ญี่ปุ่น แม้ว่าไทยจะได้อานิสงส์บางส่วน ที่ญี่ปุ่นยังคงระงับนำเข้าไก่จากบราซิลที่มีการระบาดของไข้หวัดนก รวมถึงเผชิญการระบาดในประเทศ แต่ความเสี่ยงจากการแข่งขันราคารุนแรงกับจีน โดยราคาเฉลี่ยจีนไปญี่ปุ่น ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ถูกกว่าไทยราว 14% ส่งผลให้การเติบโตของไทยยังไม่มากนัก

สหราชอาณาจักร แม้มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการผลิตในประเทศก็เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 คาดว่าการผลิตเนื้อไก่ในสหราชอาณาจักรจะยังขยายตัวได้ราว 2-3% ทำให้คำสั่งซื้อจากไทยอาจโตไม่มากเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ไก่แช่เย็นแช่แข็ง ส่งออก 30% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตได้ราว 2.4% ชะลอตัวจากปี 2568

จีน เป็นตลาดที่ขยายตัวได้จากความต้องการเนื้อไก่ ในประเทศที่สูง แต่ไทยยังมีความเสี่ยง จากการผลิตของจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง กับคู่แข่งสำคัญที่กลับมาทำตลาดในจีน เช่น บราซิลส่งออกไก่ไปจีนอีกครั้ง หลังจากที่ถูกจีนระงับการนำเข้า ขณะที่สหรัฐสามารถส่งไก่ไปจีนได้ จากการที่จีนระงับใช้ภาษีตอบโต้ 1 ปี รวมถึงรัสเซียที่จีนหันมานำเข้าต่อเนื่อง สะท้อนสัดส่วนการนำเข้าเนื้อไก่ จากรัสเซีย เพิ่มเป็น 19% ในช่วง 9 เดือนแรก ในปี 2568 เมื่อเทียบกับ 13% ช่วงเดียวกันในปีก่อน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะเป็นตลาดในการส่งออกของไทยเพียง 2-3% คาดว่าการส่งออกจะส่งออกต่อเนื่อง ตามความต้องการไก่ฮาลาลที่เพิ่มขึ้นสะท้อนจากมูลค่าส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันของปีก่อน

นอกจากปัจจัยเฉพาะตัวของคู่ค้าหลักที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไทยอาจชะลอการเติบโตลง ปัจจัยเรื่องของค่าเงินบาทที่แกว่งตัวในทิศทางแข็งค่า โดยปัจจุบัน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องราว 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พ.ย. 2568) ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยในรูปสกุลเงินดอลลาร์ มีทิศทางปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ในตลาดส่งออกแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะคู่ค้าที่ได้เปรียบด้านราคา

แม้ว่าไทยมีจุดแข็งในเรื่องคุณภาพ และมาตรฐาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีแปรรูป และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามออร์เดอร์ลูกค้า แต่มีความเสี่ยงคู่แข่งรายสำคัญอย่างสหรัฐ บราซิล และจีน ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต่ำ รวมถึงการผลิตที่มี Economy of Scale

ขณะที่ไทยจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นหลัก (กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ ส่งผลให้ไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาผลิตภัณฑ์ไก่จึงสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกดดันการส่งออกของไทยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาด ทำให้ธุรกิจอาจต้องปรับราคาลดลงมาเพื่อรักษายอดขาย หรือยอมลดอัตรากำไรบางส่วน
นอกจากนี้ การขยายฐานการผลิตในต่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ยังส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยในระยะต่อไปอาจชะลอลง สะท้อนจากอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง จากช่วงปี 2559-2562 ที่เติบโตเฉลี่ย 9.0% ลงมาอยู่ที่ 6.5% ในช่วงปี 2563-2567

3 ความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ไก่ของไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ไก่ไทยที่ต้องเผชิญ 3 ประเด็น คือ

ต้นทุนการผลิตยังผันผวน โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนการผลิตรวม ซึ่งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศที่อาจกระทบกับผลผลิต ขณะที่ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ อาทิ พันธุ์ไก่เนื้อ ต้นทุนการจัดการฟาร์มและสาธารณูปโภค ก็มีแนวโน้มขยับขึ้น จึงอาจส่งผลต่ออัตรากำไรเฉลี่ย (Gross Profit Margin) ของธุรกิจให้ปรับลดลงจากปัจจุบันที่อยู่ราว 20-30%

อย่างไรก็ดี ปี 2569 ที่ไทยจะเปิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของผู้ประกอบการลงได้บ้าง เนื่องจากราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐ ถูกกว่าแหล่งนำเข้าเดิมซึ่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา/สปป.ลาว) ราว 47-118 ดอลลาร์ต่อตัน และถูกกว่านำเข้าข้าวสาลีราว 66 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ทั้งนี้คงขึ้นอยู่ปริมาณการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในแต่ละสูตรด้วย

อุปสรรคทางการค้าจากทั้งมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษี อาทิ ผลของสงครามการค้ารอบใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าหลักให้เติบโตต่ำ และส่งผลต่อเนื่องมายังยอดคำสั่งซื้อที่อาจปรับลดลง

รวมถึงการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรฐานสุขอนามัยอาหาร (Food Safety Standards) มาตรฐานด้านสารตกค้างและการใช้ยา มาตรฐานฟาร์มและสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ตลอดจนการปฏิบัติตามเกณฑ์ ESG ที่อาจส่งผลต่อกระบวนการผลิต อาทิ การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการลงทุนในระบบการจัดการและคุณภาพการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในฝั่งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เข้มงวดกับมาตรฐานเหล่านี้

การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักอย่างญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรในสัดส่วนที่สูง (มากกว่า 60% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจึงควรมองหาโอกาสขยายการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพใหม่ ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดไก่ไทย ปี’69 คาดโตชะลอ เปิด 3 ความเสี่ยงต้องเผชิญ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...