โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2499 ศักราชแห่งจิ๊กโก๋เก๋าเก๋าหลังวัง ‘เอลวิส เพรสลีย์’ กำลังครองเมือง

a day magazine

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 20.18 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine

อาชีพที่สองของนักเลงหัวไม้ ‘เกชา เปลี่ยนวิถี’ คืออาชีพคุมคิวรถเมล์

จากคำให้การของชาวบ้านแจงว่า ‘แดง ไบเลย์’ ไม่ดื่มเหล้า เขาชอบดื่มมิลก์เชก

‘ออนล๊อกหยุ่น’ เป็นมื้อเช้าเจ้าประจำของ ‘จ๊อด เฮาดี้’ หนุ่มใจหินพกพาอาวุธแทบทุกชนิดติดตัว

ปี 2499 พวกเขาเป็นจิ๊กโก๋หลังวังแห่งพระนคร

เรียนเชิญโก๋รุ่นเก่าและกี๋ขวัญใจโก๋เก่ารำลึกความหลัง

ไอ้บ้า ไอ้บี้ ไอ้โบ้ ไอ้เบ๊

ที่มาของคำว่า ‘จิ๊กโก๋’ บิดเพี้ยนมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ‘Gigolo’ หมายความถึงหนุ่มเจ้าสำอางที่เกาะผู้หญิงกิน แต่ในภาษาไทยหมายความถึงวัยรุ่นชายเจ้าสำอาง ประณีตในอาภรณ์ด้วยกางเกงยีนส์เอวสูงคาดเข็มขัดสีฉูดฉาด สวมรองเท้าหนังกลับหุ้มข้อ เซตผมด้วยน้ำมันเหลวจนมันแผล็บ และชอบเดินเตร็ดเตร่กันในย่านวังบูรพาภิรมย์

เสียงเพลงจากสวรรค์ยุค 60 จะอยู่ตามร้านแผ่นเสียงย่านเวิ้งนครเกษม หรือร้านกาแฟที่มีตู้เพลง สถานที่พบปะอื่นที่ติดชาร์ตวัยรุ่นกันมาติดๆ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากร้านไอศกรีมไข่แข็งย่านสะพานเหล็ก บางกอกโซดาฟาวน์เทนข้างศาลาเฉลิมไทย และโรงภาพยนตร์เปิดถึงเที่ยงคืนที่เรียกกันว่าหนังรอบมิดไนต์

ผู้หลักผู้ใหญ่ในซอยบ้านจะรวมตัวกันเงี่ยหูฟังละครวิทยุ ลุ้นกันจนปัสสาวะเหนียวว่าพระเอกจะพูดอะไร แล้วนางเอกจะตอบรับคำสารภาพรักหรือเปล่า แต่หากบ้านไหนมีโทรทัศน์ก็จะถูกเรียกเป็นไฮโซพระนคร เพราะมันมีราคาสูงลิ่วจนยากจะครอบครอง ถัดจากซอกซอยจะเป็นถนนใหญ่ที่รถสามล้อบิดแข่งกันจนฝุ่นตลบผสมกับความหวานในเพลงสุนทราภรณ์ที่เปิดคลอตามร้านน้ำชา ความเรียบง่ายแบบสยามเก่ากำลังเคลื่อนไปสู่ความทันสมัยแบบตะวันตก

เมื่อป้ายโฆษณาเริ่มใหญ่ขึ้น ใครคนหนึ่งก็ปรากฏตัว‘มิตร ชัยบัญชา’ ชายรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้ง หน้าคมอย่างไทยแท้ แววตาใจดี เขาเริ่มเข้าวงการในปลายปี 2490 ครั้งที่ภาพยนตร์ไทยกำลังเริ่มตั้งไข่ ม้วนฟิล์ม 16 มม.ถูกเร่ฉายตามหมู่บ้าน หน้าของมิตรเด่นหราอยู่ทั่วทุกจอที่ถูกตรึงไว้กับเสา ชื่อเสียงของเขาแพร่ออกไปด้วยคำบอกต่อและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ใช่ปรากฏการณ์แบบชั่วข้ามคืน ภาพยนตร์เรื่องไหนที่มีหน้าเขาอยู่บนโปสเตอร์ก็แทบจะไม่ต้องโฆษณาอะไรกันเพิ่ม

หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่จะต่อคิวหน้าร้านตัดผม ยื่นคำกับกรรไกรว่าขอทรงพระเอก มิตรกลายเป็นภาพแทนของความทันสมัยแบบไทยๆ สุภาพอย่างชายแห่งสยามยุคเก่า และมีความเป็นสากลที่ผู้ชมยุคใหม่ร้องหา

ประชากรกลุ่มหนึ่งกำลังคลั่งไคล้นักแสดงชายไทย

ประชากรอีกกลุ่มหนึ่งกำลังคลั่งไคล้นักร้องชายต่างแดน

โอ! ดวงใจฉันรักเธอ

‘เอลวิส เพรสลีย์’ เขาเกิดใหม่เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป เริ่มต้นด้วยการเซ็นสัญญาใหญ่กับ RCA Records หลังย้ายออกจากค่ายเก่า เพลง ‘Heartbreak Hotel’ เป็นเพลงแรกที่ถูกปล่อยออกมา และทะยานขึ้นอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด กลายเป็นยุคเอลวิสฟีเวอร์อย่างเต็มรูปแบบ

เอลวิสได้ไปออกรายการทีวี ‘The Milton Berle Show’ เขาเริ่มร้องเพลง ‘Hound dog’ ทั้งใส่ชุดสูทดูเรียบง่าย ทรงผมปาดเรียบทิ้งเกลียวม้วน จอนถูกไถให้ตรงตัดกับใบหู ทว่าหลักการเต้นของเขาไม่ได้เรียบร้อยเหมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพราะเขาส่ายสะโพกเด้งหน้าเด้งหลังไปมาเหมือนเด็กหนุ่มกวนประสาท ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กสาว และสายตาตกตะลึงของผู้ใหญ่สูงอายุ!

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ก็ร่อนว่อนเมือง คอลัมนิสต์ใหญ่อย่าง ‘Jack Gould’ จาก ‘The New York Times’ พาดหัวข่าว

“เอลวิสไม่มีความสามารถด้านการร้องเพลง และท่าเต้นของเขาคือโชว์ยั่วชั้นต่ำ”

บรรดานักจิตวิทยาออกมาตีโพยตีพายว่าท่าเต้นของเขานั้นเป็นภัยและขัดกับหลักศีลธรรม ผู้ประกาศข่าวหลายคนถึงกับถ่มน้ำลายใส่กล้องว่าน่าขยะแขยง จนรายการทีวีเริ่มยกเลิกคำเชิญที่ให้ไว้กับเอลวิส เพราะกลัวว่าเด็กๆ จะเห็นเขาแล้วลุกขึ้นมาส่ายก้นกลางโต๊ะอาหารทำให้ผู้ปกครองช็อก

แต่คนจะเกิดอะไรก็คุมกำเนิดไม่ได้หรอก

ในปีเดียวกันนั้น เอลวิสได้แสดงในรายการ ‘The Ed Sullivan Show’ ที่ใครก็ขนานนามให้ว่าเป็นรายการสำหรับคนระดับตำนาน ซึ่งมีประชากรที่นั่งดูถ่ายทอดสดเอลวิสมากกว่าหกสิบล้านคน ถือเป็นเกือบหนึ่งในสามของประเทศ ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่บ้านล้างจานหรือทหารอเมริกันที่อยู่ในค่ายฝึก อย่างน้อยก็ต้องได้เห็นหน้าตาของเอลวิสสักหนึ่งครั้งต่อปีแน่

เอลวิสออกอัลบัมแรก ‘Elvis Presley’ ที่ประวัติศาสตร์สหรัฐต้องจารึกว่าเป็นเพลงแนวใหม่อย่าง Rock and Roll ที่ทำยอดขายพุ่งสูงเกินกว่าจะผลิตแผ่นทัน

ชื่อของเขาดังไกลจนถึงประเทศไทยและเอลวิสกำลังทำให้บางกอกลุกเป็นไฟ

หนุ่มนักเลงหัวไม้หลายคนติดอกติดใจจนพยายามเซตผมให้เด้งดึ๋ง เหน็บหวีไว้ในกระเป๋ากางเกง หัวมันเยิ้มกันทั้งบ้านเมืองเหมือนปลาทูเข่ง ส่ายสะโพกโยกย้ายไปพร้อมกับขาม้าบานๆ และวันที่ 5 มิถุนายน 2499 เอลวิสก็ได้สร้างตำนานที่ทำให้โลกได้รู้ว่าการโยกตัวส่ายสะโพกหนึ่งครั้งนั้นสามารถทำให้สถาบันความสุภาพสั่นคลอน

กางเกงลิงลอยฟ้า

แปลกๆ ชอบกลเท่าที่รู้ ถ้าไม่ใช้ไม่มั่นใจ ต้องใส่ข้างใน

ใครต่อใครก็ต้องใช้ จะหย่อนยานรัดตึง ถึงอย่างไรก็ต้องมีมันแนบกาย

ใส่ไว้ข้างในเป็นส่วนสุดท้าย กางเกงลิงลอยฟ้า

ในยุคที่ประเทศทั่วโลกกำลังผลิตัวเองออกเพื่ออ้ารับกันและกัน เพลงฝรั่งก็ไม่ได้เดินทางข้ามทวีปมาอย่างเชื่องช้าอีกต่อไป มันเข้ามาว่องไวยิ่งกว่าเสียงประกาศของผู้ใหญ่บ้านเสียอีก กลิ่นอเมริกันบอยเริ่มซึมตามตลาดเสื้อผ้า รูปของเอลวิสถูกอัดรวมอยู่ในปกแมกาซีน พิมพ์ซ้ำต่อเนื่องจนสีซีด

อย่างที่เกริ่นไปเมื่อข้างต้นว่าวังหลังเป็นแหล่งของพวกวัยวุ่นที่คิดขบถและอยากถีบตัวเองออกจากกรอบ มันเป็นที่ที่เด็กหนุ่มเอาเสื้อผ้าหลวมโพรกมาตัดแต่งทรง ดึงให้ตึงเปรี๊ยะเรียบไปกับหน้าท้อง ใช้หวีซี่ถี่ฉาบด้วยน้ำมัน ครีมโกนหนวด ปิโตรเลียมเจล หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เส้นผมทั้งหมดอยู่ในทรงปัดหลัง อะไรก็ได้ที่ทำให้คล้ายเอลวิส

แต่สิ่งที่เอลวิสแหวกขนบไม่ใช่แค่ทรงผมเรียบ ขัดกับท่าทางยียวน และรองเท้าหัวแหลม มันคือความกล้าแบบที่ผู้ใหญ่ยุคนั้นไม่รู้จะหาไม้เรียวที่ไหนมาฟาดให้กลับอยู่ในขนบ เอลวิสเป็นต้นตำรับคนอยากเท่โดยไม่ต้องร้องขอผู้ปกครอง และเด็กวังหลังก็พร้อมจะรับมรดกนั้นจากเขา ทั้งท่าถ่ายรูปที่เอนตัวนิดๆ ทิ้งสะโพกไปด้านหลังหน่อยๆ ก็ยังกลายเป็นความอหังการที่วัยรุ่นชายไทยยุคนั้นไม่เคยพบเห็นมาก่อน หากจะยืนอยู่ในย่านวังหลังแล้วก็ไม่อาจยืนตัวตรงได้ จะต้องหาฝาผนังพิงคอยเหล่ตามองสาวที่เดินผ่าน ราวว่าจิ๊กโก๋วังหลังไม่ได้ต้องการลอกเลียนเอลวิสเพราะอยากเป็นนักร้องระดับโลก แต่เพราะอยากเป็นตัวเองในแบบที่อยากจะเป็นเสียมากกว่า

เอลวิสเป็นเหมือนชายผู้ประกาศอิสรภาพแทนเด็กหนุ่มทั่วโลก

เมื่อพูดถึงเขาคนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงท่าโยกสะโพก เสื้อหนัง แสงสปอตไลต์ที่ส่องลงมาให้แก่ราชาร็อกแอนด์โรล แต่ลึกลงไปกว่านั้นอาจมองเห็นกันว่าเอลวิสมีปรัชญาในตัวเอง อันจะขอเรียกว่า ‘ปรัชญาเอลวิส’ ก็แล้วกัน

เอลวิสพูดเสมอว่าดนตรี คือภาษาสื่อความรู้สึกที่แท้จริง มันข้ามกำแพงทุกชนชั้น ไม่เกี่ยงสีผิว ไม่เกี่ยงที่มาการกำเนิด ดนตรีเป็นคำปลอบโยนที่มากกว่าคำว่าสู้ๆ เป็นคำสารภาพรักสำหรับคนที่กลัวเกินกว่าจะเอ่ยออกไป เป็นคำคิดถึงที่มากกว่าความคิดถึง เหมือนบทเพลง ‘Can’t Help Falling in love’ ของเขา

อีกอย่างคือความเป็นตัวเองที่ดื้อดึงแต่ไม่ทำร้ายใครอื่นของเอลวิส เขาไม่เคยพยายามจะเป็นอย่างที่สังคมคาดหวัง ไม่ลดความแปลกที่มีเพื่อให้ใครสบายใจ เช่นกันกับบทเพลงของเขาที่ผสมร็อก กอสเปล และบลูส์เข้าด้วยกัน มันดูจะเข้ากันไม่ได้ตามมาตรฐานในยุคนั้น แต่เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่าการทดลองในครั้งนี้สร้างความลงตัวฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นได้จริง

เขาเริ่มจากการร้องเพลงร็อกที่ดูดิบและใช้เสียงตะโกนรุนแรง แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวที่จะวิ่งกลับไปหาดนตรีกอสเปลที่เขารักในวัยเยาว์ ไม่หวาดกลัวที่จะร้องเพลงหวานหู ไม่หวาดกลัวที่จะเป็นนักแสดงแม้ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ตาม ทั้งน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของชีวิตเอลวิส เขาบริจาคเงินสม่ำเสมอ จัดแสดงเพื่อการกุศล เขามอบสิ่งที่ตัวเองมีคืนกลับให้ผู้คนที่ถือแสงล้อมรอบตัวเขา

Man, I was tame compared to what they do now. Are you kidding? I didn’t do anything but just jiggle.”

พวก! ฉันดูเรียบร้อยไปเลยว่าไหมเมื่อต้องเทียบกับนักร้องสมัยใหม่ ล้อกันเล่นเหรอ ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย ก็แค่ขยับแบบจิ๊กโก๋ๆ นิดหน่อยเอง

รินมารินมามารินมา

รินมารินมาไอเลิฟยู

พ่อแม่ของเอลวิสพบรักกันผ่านศาสนาคริสต์ นิกายเพนเทคอสต์ ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าจนล้นพ้น แต่นักวิจัยดนตรีกล่าวว่าดนตรีร็อกไม่เคยเป็นแค่ความบันเทิง มันคือความเชื่อแบบหมอผี เป็นจิตวิญญาณแบบชาแมน เพราะศิลปินหลายคนทั้ง ‘ลิตเติล ริชาร์ด’ ‘บี.บี.คิง’ ‘เจอร์รี ลี ลูอิส’ ต่างก็เติบโตมากับศาสนาเคร่งครัดแขนงเดียวกัน แม้พวกเขาจะถูกสาปแช่งและโกรธเกลียด ด้วยคริสเตียนในกลุ่มด่าทอว่านำเรื่องเซ็กซ์กับพระเยซูมาปะปนกันก็ตาม

ใครจะล่วงรู้ว่าเอลวิสแบกหนังสือภาวนาขึ้นเครื่องบิน อ่านคัมภีร์แบบทิเบตหลังเวที นั่งสมาธิในอาศรมบนภูเขานิวแฮมป์เชียร์ เหมือนมีไฟฟ้าขั้วบวกขั้วลบในตัวเขาที่ดันต่อกันติดจนเกิดประกาย

แต่เอลวิสถูกคริสตจักรผลักออก ถูกวิจารณ์โดยบาทหลวงที่พร่ำสอนเขาในวัยเยาว์ว่าเอลวิสกำลังติดอยู่ในบ่วงซาตาน นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เอลวิสค่อยๆ ปฏิเสธแนวคิดการลงทัณฑ์และลงนรก ทั้งเลือกหันไปเชื่อแนวคิดใหม่แห่งยุคที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในตัวทุกคน

ทว่าจุดเปลี่ยนทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ของเอลวิสเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มอาชีพศิลปินมาแล้วกว่าสิบปี เพราะเขาได้พบกับช่างทำผมคนหนึ่ง บทสนทนาในคราวนั้นไปไกลกว่าสไตล์ทรงผม มันกลายเป็นหัวข้อปรัชญาและจิตวิญญาณที่จริงจัง ทำให้เอลวิสเริ่มศึกษาเรื่องลึกลับด้านตะวันออกและตะวันตก ตั้งแต่เลขศาสตร์ไปจนถึงการภาวนาสมาธิ เขามักเก็บตัวอยู่ในห้อง ถือปากกาในมือแทนไมโครโฟนเพื่อขีดเส้นใต้บรรทัดในหนังสือ The Prophet ของคาลิล ยิบรานและหนังสือ The Infinite Way กึ่งญาณวิทยา หนังสืออภิปรัชญาที่ทำให้เขาตั้งความหมายของการมีชีวิตอยู่ หรือผลงานระดับตำนานของเฮเลนา บลาวัตสกีและแมนลี พี.ฮอลล์ก็ตาม ทั้งหมดช่างดูห่างไกลจากภาพชายหนุ่มส่ายสะโพกเหลือเกิน

“Don’t criticize what you don’t understand, son. You never walked in that man’s shoes.”

เราไม่ควรตัดสินใครในเรื่องที่ไม่อาจรู้ลึก เรายังไม่เคยใช้ชีวิตแบบเขาแม้สักวันเสียด้วยซ้ำ

เอลวิสเชื่อว่าคนเรามีพลังเยียวยา มีพลังที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือน และสร้างความศักดิ์สิทธิ์ภายในใจตัวเอง นอกเหนือจากทรงผมปาดเป๋ภายนอกของเขา ก็คงเป็นความลุ่มลึกภายในที่น่ายึดถืออีกหนึ่งสไตล์ มันดูเท่ไม่น้อยไปกว่ากางเกงขาม้าเลยว่าไหม

“Without a song, the day would never end. Without a song, a man ain’t got a friend. Without a song, the road would never bend. So I keep singing a song.”

Goodnight, Thank you.

หากไร้เสียงเพลงก็ไม่อาจรู้ว่าวันๆ หนึ่งจะจบลงอย่างไร หากไร้เสียงเพลงก็คงไร้มิตรสหาย หากไร้เสียงเพลง ถนนก็คงไร้ทางโค้ง ผมถึงยังร้องเพลงต่อไป

ราตรีสวัสดิ์, ขอบคุณครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...