โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ศูนย์ข้อมูลมองอสังหาฯ 2569 โปรเจ็กต์ ‘มิกซ์ยูส-ซีเนียร์ลิฟวิ่ง’ ได้ไปต่อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 01.08 น.
สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ถอดรหัสอสังหาฯปี 2569 แม้ภาพรวมตลาดทรงตัว แต่ “ตลาดผู้สูงวัย-มิกซ์ยูส” 2 โหมดหลักยังบูมต่อเนื่อง ไฮไลต์ที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยพบดีมานด์เติบโตมากกว่าซัพพลาย ส่วนโครงการมิกซ์ยูสแข่งลงทุนทะลัก 139 โครงการ “คอนโดฯ-ออฟฟิศ-รีเทล” ในมิกซ์ยูส มีอัตราเช่าและขายดีกว่าตั้งแบบสแตนด์อะโลน

นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ถอดรหัสภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปี 2569 ในมุมมองของ REIC มีเทรนด์ใหญ่ในเรื่องสังคมประชากรผู้สูงวัย ณ เดือนกันยายน 2568 ไทยมีผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปี 13.99 ล้านคน สัดส่วน 21% ของคนไทยทั้งประเทศ ทำให้เราเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ แนวโน้มในปี 2574 เพิ่มสัดส่วนเป็น 28% มีผลทำให้ไทยเป็น Super Aged Society หรือสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด จึงเป็นดีมานด์ภาคบังคับ และเป็นโอกาสทางธุรกิจอสังหาฯ

สูงวัย-ดีมานด์โตกว่าซัพพลาย

สถิติข้อมูลสำรวจ แบ่งที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย หรือ Senior Residence เป็น 2 กลุ่ม 1.Nursing Home การดูแลผู้สูงวัยที่มีภาวะพึ่งพิง ต้องพึ่งบริการทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนมาจากแพทย์และพยาบาล 2.Senior Complex ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม

โดยเนิร์สซิ่งโฮมภาพรวมมีการลงทุนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ปี 2567 ซัพพลายเปิดให้บริการ 23,362 เตียง ปี 2568 ลดลง -25.7% เหลือ 17,349 เตียง (ข้อมูล ณ กันยายน 2568) มีซัพพลายให้เช่าไม่เกินเดือนละ 1 หมื่นบาท สูงสุดที่ 92% 6,291 เตียง, ค่าเช่า 1-2 หมื่นบาท 4,506 เตียง และค่าเช่า 2-3 หมื่นบาท 2,037 เตียง เท่ากับกำลังการเช่าไม่เกิน 3 หมื่นบาท/เดือน มีดีมานด์สูงสุด

ภาพสรุปตลาดเนิร์สซิ่งโฮมกำลังเข้าสู่ขาขึ้นในปี 2568 อัตราการเช่าจาก 71% ในปี 2566 เพิ่มเป็น 81% ในปี 2568 โดยค่าเช่า 1-2 หมื่นบาท มีดีมานด์สูงสุดเพราะแมตช์กับกำลังซื้อคนไทยส่วนใหญ่

ส่วนที่อยู่อาศัยผู้สูงวัย หรือซีเนียร์ลิฟวิ่ง (มีการโอนกรรมสิทธิ์) พบว่า ซัพพลายบูมในปี 2566 จำนวน 4,175 หน่วย ขายได้ 3,426 หน่วย, ปี 2567 เพิ่ม 29.9% 5,422 หน่วย ขายได้ 3,992 หน่วย และปี 2568 เพิ่มถึง 51.9% จำนวน 8,235 หน่วย ขายได้ 6,753 หน่วย แสดงให้เห็นถึงดีมานด์เติบโตเป็นเงาตามตัว ไม่มีภาวะซัพพลายล้นตลาด

ในด้านระดับราคาพบว่า ตลาดแมสไม่เกิน 3 ล้านบาท ใหญ่สุด โตเร็วมาก รองรับกำลังซื้อระดับกลาง, กลุ่มกลาง-บน ราคา 3-7.5 ล้านบาท ขายดีและมีกำไรสูงกว่าตลาดแมส ผู้พัฒนาต้องเพิ่มดีไซน์-ฟาซิลิตี้-มาตรฐานเวลเนส, กลุ่มไฮเอนด์ 7.5-20 ล้านบาท เข้าสู่โซนตลาดนิชมาร์เก็ต มีความเสี่ยงเพราะอัตราการขายลดลงแรง แต่การพัฒนาต้องเพิ่มบริการทางการแพทย์+เวลเนส+บริการระดับโรงแรม 5-6 ดาว โดยต้องพึ่งลูกค้าต่างชาติมากขึ้น

ไฮไลต์อยู่ที่ “ตลาดเช่า” เติบโตเร็วกว่าการซื้อขายแบบโอนกรรมสิทธิ์ จากดีมานด์ขยายตัวเร็วกว่าซัพพลาย โดยตลาดเช่าเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-15% ในช่วงปี 2566-2567 โมเดลธุรกิจที่ขายดีคือ เป็นที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ+กิจกรรม+บริการพยาบาล 24 ชั่วโมง ที่เรียกว่า Community+Care

ในมิกซ์ยูสขายดีกว่าตั้งเดี่ยว

นางสาวสิทธิเพ็ญกล่าวว่า ปีหน้าโครงการมิกซ์ยูสมีความโดดเด่น โดยเฉพาะออฟฟิศบิลดิ้งหรือสำนักงานให้เช่าที่อยู่ในมิกซ์ยูส มีอัตราการเช่าและค่าเช่าดีกว่าตั้งเดี่ยว ๆ หรือสแตนด์อะโลน จากการสำรวจโครงการสูงเกิน 23 ชั้น พื้นที่อาคารเกิน 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป พบว่า ภาพรวมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มี 139 โครงการ พื้นที่ก่อสร้างรวม 20.6 ล้าน ตร.ม. พื้นที่ขายและให้เช่า 9.8 ล้าน ตร.ม. มีอัตราขายหรือให้เช่า 81% ซึ่งถือว่าสูง จำนวน 7.01 ล้าน ตร.ม.

รูปแบบมิกซ์ยูสมีส่วนผสมโครงการอสังหาฯ 5 ประเภท ได้แก่ ออฟฟิศบิลดิ้ง, พื้นที่ค้าปลีก, คอนโดฯ โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ รวม 322 โครงการย่อย จุดโฟกัสอยู่ที่ดีมานด์ยังแข็งแรงมากใน 3 ประเภทหลัก จากการมีอัตรารอขายหรือเหลือเช่า 19% ในกลุ่มของออฟฟิศ ค้าปลีก และคอนโดฯ

เปรียบเทียบกับออฟฟิศบิลดิ้งแบบสแตนด์อะโลน มีจำนวน 94 โครงการ มีพื้นที่ขายและเช่ารวม 3.59 ล้าน ตร.ม. มีอัตราเช่าแล้ว 2.59 ล้าน ตร.ม. สัดส่วน 72% ต่ำกว่าออฟฟิศในโครงการมิกซ์ยูสที่มีอัตราการเช่า 81% แนวโน้มปี 2569 อาคารสร้างเสร็จใหม่หรืออาคารที่มีการรีโนเวตมีมาตรฐานอาคารเขียวระดับ LEED, ESG, Green และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลเกรด A สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้มากกว่า อาคารเก่าอายุ 20-30 ปีที่ไม่ได้อัพเกรดอาคาร อีกทั้งส่วนใหญ่ตั้งในทำเลเกรด B-C

ถัดมา พื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ในโครงการมิกซ์ยูสมี 115 โครงการ พื้นที่ขายและเช่า 2.17 ล้าน ตร.ม. มีสัญญาเช่าแล้ว 1.78 ล้าน ตร.ม. เป็นพื้นที่รอเช่าเพียง 18% และมีอัตราการเช่า 82% ถือว่าตลาดแข็งแรงมาก โดยเฉพาะทำเลไพรมและชุมชนหนาแน่น

ด้านคอนโดฯในโครงการมิกซ์ยูส มี 59 โครงการ 41,217 หน่วย เหลือขาย 5,066 หน่วย อัตราขายได้ 88% สูงมาก แสดงว่ากำลังซื้ออยู่เหนือภาวะเศรษฐกิจ ยิ่งทำเลอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ายิ่งเพิ่มแรงดึงดูดกำลังซื้อ โดยแนวโน้มคอนโดฯในมิกซ์ยูสประเมินว่าสามารถปรับราคาเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากมีดีมานด์การซื้อจากลูกค้าต่างชาติ และคนทำงานรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าโครงการที่เสี่ยงมากกว่าเกิดจากทำเลไม่ติดรถไฟฟ้า

โรงแรมในมิกซ์ยูสมี 53 โครงการ จำนวนขายหรือเช่า 16,761 ห้อง เหลือขาย 5,890 ห้อง หรือมีอัตราขายหรือเช่าต่ำสุดเทียบกับประเภทอื่น ๆ ที่ 65% โดยเทรนด์ปีหน้ามีโอกาสฟื้นตัวเร็วจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะฝากความหวังไว้กับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน

สุดท้าย เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในมิกซ์ยูส มีเพียง 1 โครงการ 163 หน่วย เหลือขาย 29 หน่วย คิดเป็นอัตราขายได้ 83% ป้อนลูกค้าชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย และเน้นทำเล CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศูนย์ข้อมูลมองอสังหาฯ 2569 โปรเจ็กต์ ‘มิกซ์ยูส-ซีเนียร์ลิฟวิ่ง’ ได้ไปต่อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...