โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเมรุมาศสถาปัตยกรรมแสนเลิศค่า

Inzpy

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.00 น. • inzpy.com

รู้หรือไม่การก่อสร้างพระเมรุมาศ มาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ที่เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นอวตารภาคหนึ่งของเทพเจ้าหรือเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างของมนุษย์ เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วพระองค์จะกลับคืนสู่สวรรค์พิภพ ซึ่งอยู่บนเขาพระสุเมรุ ใจกลางของจักรวาล จากแนวคิดนี้จึงมีการจำลองเขาพระสุเมรุมาเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ เรียกกันว่า พระเมรุมาศ หรือ พระเมรุ เพื่อส่งดวงพระวิญญาณกลับสู่ทิพยพิมาน

ธรรมเนียมการปลงศพ มีมาแต่สมัยสุวรรณภูมิ อันเป็นการระลึกถึงผู้วายชนม์ที่ได้ถอดดวงจิตออกเดินทางไปสู่ภพภูมิใหม่ แสดงให้เห็นถึงพลังสำคัญที่ครอบทับจิตใจมนุษย์ก็คือ "ความรักและความผูกพัน" ของผู้ยังดำรงอยู่ที่มีต่อชีวิตอันเป็นที่รักได้จากไป ผ่านการจัดพิธีกรรมทรงพลังในการส่งบุคคลอันเป็นที่รักให้เดินทางไปสู่ภพภูมิใหม่ จากธรรมเนียมการปลงศพ สู่งานพระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับ "งานพระเมรุ" ในช่วงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์

พระเมรุ เป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจที่รวมความเป็นเอกของสถาปัตยกรรมไทย และศิลปะเกี่ยวเนื่องในทุกๆด้าน เนื่องจากเป็นอาคารประกอบพระราชพิธีของกษัตริย์และ พระบรมวงศ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระราชอำนาจแห่งเทวราชาและคติความเชื่อด้านต่างๆ จึงถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจที่ต้องก่อสร้างและรื้อถอนได้เร็ว แต่ทว่า สามารถแสดงออกถึงแนวความคิดและการใช้สอยได้อย่างครบถ้วน

การสร้างพระเมรุได้อ้างอิงถึงรูปแบบของพระเมรุในสมัยอยุธยาอันเป็นต้นเค้า ของพระเมรุในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนกระทั่งถึงงานพระเมรุใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระเมรุฐานานุศักดิ์สูงสุดหลังสุดท้าย ที่ได้ถูกก่อสร้างขึ้นตามกระบวนทัศน์แบบเก่า ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวอยู่บนเส้นทางของการ เปลี่ยนแปลง การปรับตัวทั้งทางกายภาพ และกระบวนทัศน์ให้สอดรับกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม สภาพเศรษฐกิจ การเมืองการปกครองและ องค์ความรู้ใหม่ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จนกระทั่งสิ้นสุดรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงได้แสดงออกอย่างเต็ม ภาคภูมิผ่านพระเมรุมาศของพระองค์ที่ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยพระองค์เอง

ความเป็นมาของพระเมรุมาศ

พระเมรุมาศสถาปัตยกรรมเลิศค่า

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระบรม
วงศานุวงศ์ชั้นสูงซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับอิทธิพลมาจากกระบวนการภารตะวิวัฒน์
(Indianization) มาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังการขุดค้นทางโบราณคดีสมัย
ก่อนประวัติศาสตร์จะเห็นว่ามีพิธีกรรมสำหรับผู้ตายที่แตกต่างไป กล่าวคือจะใช้การฝังศพ
จนกระทั่งดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำการติดต่อรับเอาเอาอารยธรรมจากอินเดีย
ทั้งที่อาจรับมาโดยตรง หรือรับผ่านพื้นที่ข้างเคียง จึงมีการจัดการพิธีศพด้วยวิธีการเผา
ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้สูงศักดิ์ก็ตาม

สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่อุบัติขึ้นในลัทธิเทวราชา ในพิธี
กรรมต่างๆ จึงมีกระบวนการสร้างสิทธิธรรมเพื่อแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ของกษัตริย์ภาพ
(Kingship) ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไปสำหรับพิธีกรรมที่เนื่องในการเปลี่ยนผ่านจากความ
เป็นมนษยุ ์กลับไปเป็นเทพที่อยู่บนสวรรค์อีกครั้ง ดังคำศัพท์คำว่า“สวรรคต” ซึ่งแปลความ
ตามรากศัพท์จึงหมายความว่า “ไปสวรรค์” ตามคำสามัญ หรือ “เสด็จสู่สวรรคาลัย” ตามคำ
ราชาศัพท์นั่นเอง

เมรุมาศทรงปราสาทยอดปรางค์ ภายในเป็นเมรุทองตั้งโกศศพทศกัณฐ์

การก่อสร้างพระเมรุสำหรับการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในพื้นที่
ประเทศไทยนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์
สมัยอยุธยา ว่ามีการก่อสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และในการนั้นก็มีการก่อสร้างอาคารสำหรับ
ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว ที่เรียกว่า “พระเมรุ” ขึ้นเพื่อเป็นสถาปัตยกรรมองค์ประธานใน
พระราชพิธีและเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างสูงมากอีกพิธีกรรมหนึ่งของชั่วชีวิตหนึ่งของ
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องจากเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงแนวคิดเรื่อง
เทวราชาที่เป็นรูปแบบการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา และแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านจาก
การเสียกรุงศรีอยุธยาไปในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ มาสู่กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยงปฏิบัติ
ตามจารีตประเพณีเก่าต่อมาเนื่องจากยังดำรงอยู่ในโลกทัศน์แบบเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดีอยู่

สำหรับตัวอย่าง พระเมรุในสมัยอยุธยาปรากฎหลักฐานทางศิลปกรรมเป็นชิ้นงาน
ลงรักปิดทองรูปพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าบนผนังด้านในของหอไตร
ซึ่งทางวังสวนผักกาดได้ผาติกรรมมาจากวัดบ้านกลิ้งจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งภาพพระเมรุ
ดังกล่าวมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นปราสาทมีเคร่องยอดแบบที่ นักวิชาการในปัจจุบัน
เรียกว่าทรงเมรุซึ่งคงมีที่มาจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารประกอบของวัด
ไชยวัฒนารามที่เอกสารประวัติศาสตร์เรียกว่า “เมรุทิศ เมรุราย” รวมไปถึงรูปผัง

แผนผังพระเมรุ

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารโบราณร่วมสมัยกับเหตุการณ์ในสมัยอยุธยาซึ่งจัดพิมพ์
ในหนังสือพรรณาภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอหลวง๑ ซึ่งได้รวบรวมเอกสารโบราณ
สมัยอยุธยาจำนวนหลายเรื่องมาจัดพิมพ์ไว้ ซึ่งในบทที่ว่าด้วย “โบราณราชประเพณี” ได้
กล่าวถึงแบบแผนการสร้างพระเมรุในสมัยอยุธยาไว้โดยละเอียด และทำให้ทราบถึงการ
แบ่งฐานานุศักดิ์ของพระเมรุดังกล่าวไว้ด้วย ในส่วนที่ “ว่าด้วยแบบอย่างการ พระเมรุเอก
โท ตรี”
จากข้อมูลเอกสารดังกล่าว ทำให้ทราบว่า ชั้นพระเมรุเอกเป็นอาคารฐานานุศักดิ์
สูงที่สุดและใช้ในงานถวายเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ส่วนงานพระเมรุโท และ
ตรีเป็นอาคารฐานานุศักดิ์รองลงมาโดยลำดับและใช้ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระราชินีพระบรมโอรสธิราช พระธิดา และและพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ลดหลั่นลงมา
ตามฐานันดรศักดิ์

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม

พระเมรุมาศสถาปัตยกรรมแสนเลิศค่า

การออกแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ พระเมรุ ต้องอาศัยการสร้างสรรค์ออกแบบจากผู้รอบรู้เจนจบงานศิลปกรรมของชาติ ช่างที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ทั้งงานออกแบบรูปลักษณ์ ก่อสร้างอาคาร การคิดลวดลายขึ้นประดิษฐ์ตกแต่งทุกส่วนให้เข้ากับอาคาร โดยมีหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงว่าพระเมรุมาศของพระองค์ใด ที่แสดงลักษณะของพระองค์นั้น เช่น ความเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี นักรบ เป็นต้น อีกทั้งการใช้ลวดลายที่สอดคล้องกับสีที่เกี่ยวกับพระองค์เป็นสำคัญ สายช่างสมัยรัตนโกสินทร์ มีอยู่ 3 สายคือสายพระยาราชสงคราม,สายพระยาจินดารังสรรค์ และ สายสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งกล่าวกันว่า จะมีศิษย์ผู้สืบงานศิลป์รวมทั้งอาจารย์ผู้เป็นต้นแบบ ในแต่ละสายนั้นเพียงสายละ 3 ช่วงคน

ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นอย่างสถาปัตยกรรมไทย มีลักษณะเป็น "กุฎาคาร หรือ เรือนยอด" คือเรือนซึ่งหลังคาต่อเป็นยอดแหลม ยึดรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย อาจมีรูปทรงปรางค์ ยอดปรางค์ อาจมีพรหมพักตร์หรือไม่มีก็ได้ หรือเป็นรูปปราสาท โดยสมมติอาคารหลังนี้เป็นพระวิมาน บางครั้งก็มีมุขยื่นออกมา เป็นมุขเดี่ยวบ้าง เป็นจัตุรมุข

ผังอาคารและอาคารประกอบ

พระเมรุมาศสถาปัตยกรรมแสนเลิศค่า

แผนผังของพระเมรุมาศ มีแนวคิดจากผังของเขาพระสุเมรุ ในสมัยโบราณจะปรับพื้นที่พูนดินสร้างเขาให้มีลักษณะ ประดุจเขาพระสุเมรุก่อน แล้วจึงก่อสร้าง อาคารประกอบพระราชพิธี ส่วนประกอบอื่นอย่าง ศาลาและอาคารที่ใช้สอยต่าง ๆ มีความหมายถึงสร้างวังทั้งวังขึ้นบนเขา มีรั้วราชวัติล้อมรอบ ประดับฉัตร ธงทิว รายล้อมด้วยรูปสัตว์ต่าง ๆ เป็นการล้อเลียนธรรมชาติตามคติในเขาพระสุเมรุ และทิวเขาสัตบริภัณฑ์

อาคารหลักคือ พระเมรุมาศ 1 องค์ และอาคารประกอบอย่าง ประดุจโบสถ์ วิหาร มีระเบียงล้อมรอบ ซึ่งเรียกว่าทับเกษตร อันมีความหมายว่า “เขตอันเป็นที่พัก” ตรงส่วนมุมคดของทับเกษตรทั้ง 4 มุมเรียกว่า “ส้างหรือสำสร้าง” เป็นที่ที่สวดอภิธรรมของพระสงฆ์ นอกจากนี้อาคารบริวาร มีราชวัติ ฉัตร ธง รายล้อม หลังส้างหรือสำส้างมีรูปสัตว์รายรอบ ถัดจากนั้นมี เสาดอกไม้ พุ่ม ดอกไม้ไฟ ส่วนพระที่นั่งชั่วคราวที่เรียกว่า พระที่นั่งทรงธรรม จะอยู่ด้านตรงข้ามพระเมรุมาศ สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศลก่อนถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ในบริเวณส่วนกลางของพระเมรุมาศหรือพระเมรุ จะประดิษฐานพระจิตกาธานซึ่งประดิษฐานพระโกศ พระศพ จะประดับด้วยพระโกศไม้จันทน์ และดอกไม้สดเป็นลวดลายก้าน ดอก ใบ ที่มีฝีมืออันประณีต สำหรับพระมหากษัตริย์-ราชวงศ์-ข้าราชการ ถวายพระเพลิง

ส่วนยอดพระเมรุมาศ สามารถแสดงฐานันดรของพระศพได้จากยอด คือหากเป็นพระเมรุมาศสำหรับพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ยอดจะเป็น "พระมหาเศวตฉัตร" หรือหากเป็นพระบรมราชวงศ์ ชั้นฉัตรก็ลดหลั่นลงมา หรืออาจไม่มีฉัตรแต่เป็นยอดนภศูลก็ได้

งานพระเมรุในอดีตไม่ได้แสดงเพียงแต่นาฏกรรมหลังความตาย แต่ยังสะท้อนไปถึงพระราชพิธีที่เป็นหัวใจสำคัญในการตอกย้ำภาพความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐและราชสำนัก การดึงทรัพยากรมาใช้ในสเกลใหญ่ระดับนี้เปรียบเสมือนการวัดความจงรักภักดีของหัวเมืองและประเทศราช รวมถึงเหล่าขุนนางและไพร่เมื่อมีการผลัดแผ่นดิน

อัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ ทาง LINE ฟรี
Add friend ที่ ID : @inzpy (มี@นำ)

เพิ่มเพื่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...