WASH ร้านสะดวกซักสุดเจ๋ง! เคาะ IPO 7.50 บ. เทรด mai พ.ย. นี้ ชูจุดเด่นนำ Pain Point ต่อยอดพัฒนา ซื้อใจผู้ใช้บริการด้วยเมมเบอร์กว่า 1.5 ล้านบัญชี
ท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนแรงของธุรกิจร้านซักผ้าแบบบริการตนเองในไทย ที่ผู้ประกอบการต่างเร่งขยายสาขาและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด “WASH” หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักครบวงจรชั้นนำของไทย ภายใต้แบรนด์ “WashXpress” เลือกให้ความสำคัญกับบริการ ด้วยการนำ Pain Point มาต่อยอดพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างครอบคลุม เปรียบเสมือนเป็น 7/11 ของร้านสะดวกซัก จนสามารถผลักดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ
นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า บริษัทมีทีม Developer ภายในสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชันของลูกค้าและพนักงาน โดยปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 1.57 ล้านบัญชี ที่ใช้งานผ่านแอปฯ และกว่า 65% ของลูกค้าชำระเงินผ่านช่องทางนี้ สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคยุคดิจิทัล ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) โดยนำฟีดแบคมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเรตติ้งแอปฯ เฉลี่ยอยู่ในระดับสูงที่ 4.8-4.9 ดาว เทียบกับคู่แข่งที่ประมาณ 2 กว่า ๆ
พร้อมตอกย้ำจุดขายด้านความสะอาดและความมั่นใจ ผ่านบริการกรองน้ำก่อนซัก และบริการล้างถังด้วยน้ำร้อน 55 องศา เพื่อฆ่าเชื้อก่อนใช้ (ฟรี) รวมถึงออกแบบร้านให้มีความสะดวก สะอาด สบาย เน้นรูปแบบ stand alone ที่มีที่จอดรถเพียงพอและรองรับลูกค้าได้ดี
ในด้านผลการดำเนินงาน บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ (CAGR) ที่ 33-34% ต่อปี และกำไรสุทธิเพิ่มเฉลี่ย 18% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยการอัปเกรดสาขาและเพิ่มบริการเสริมช่วยผลักดัน Same Store Sales Growth (SSSG) จาก 7.9% ในปีก่อน ขึ้นเป็น 13.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568
ปัจจุบัน WashXpress มีสาขารวม 548 สาขา (สาขาของบริษัท 469 สาขา) ครอบคลุม 21 จังหวัด ทั่วประเทศ และตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่อีก 80 สาขา ภายในปี 2568 ด้วยงบลงทุนต่อสาขาอยู่ที่ 3-5 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าตลาดยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว และยังมีโอกาสขยายตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดใหญ่ในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งจะใช้กลยุทธ์การขยายแบบ Cluster เริ่มจากอำเภอเมืองของจังหวัดที่มีชุมชนหนาแน่น
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าพัฒนาบริการเสริมเพื่อสร้างรายได้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริการ “ซัก อบ พับ” ที่เติบโตดีจนมีสัดส่วนรายได้ราว 10% ของรายได้รวม และขยายแล้วกว่า 40% ของสาขาทั้งหมด รวมถึงทดลองโมเดลใหม่ เช่น บริการรีดผ้า แพ็กเกจสมาชิก (Subscription) และบริการ Delivery พร้อมต่อยอดสู่ตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) เช่น สปาและโรงแรม
โดยอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการอัปเกรดสาขา โดยทดลองติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า ซึ่งในเฟสทดลองยังไม่มีการเพิ่มค่าบริการ ทั้งยังช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างเห็นได้ชัด
ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปัจจุบัน WASH มี Utilization Rate ราว 10.32% ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตอีกมาก ขณะที่โครงสร้างต้นทุนกว่า 40% เป็น Fixed Cost การเพิ่มรายได้จะส่งผลโดยตรงต่อกำไร บริษัทระบุว่าการลงทุนในระบบและบุคลากรช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเพียงพอรองรับการขยายสาขาเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ Selling & Admin Cost คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ลดลงเมื่อเทียบกับรายได้
“ส่วนตัวมองว่าการแข่งขันในธุรกิจนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่คือคุณภาพและมาตรฐานที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจในความสะอาดของผ้า เครื่องไม่เสียบ่อย และการบริการหลังการขายที่รวดเร็ว”
ด้านฐานะการเงิน บริษัทมี D/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 2.1 เท่า หากรวมสิทธิการเช่า และ 0.8 เท่า หากตัดสิทธิการเช่าออก โดยคาดว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเร่งการเติบโตทั้งในด้านการขยายสาขาและการยกระดับบริการในอนาคต ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิ
สำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์และการระดมทุน มองว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการเร่งการเติบโต (Accelerate Growth) ของธุรกิจในหลายมิติ โดยหลังจากเข้าจดทะเบียนแล้ว บริษัทคาดว่า ต้นทุนทางการเงินจะลดลง ทำให้สามารถขยายสาขาและลงทุนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้จากการเติบโตของธุรกิจ ผ่านทั้งเงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์ และโอกาสในการเข้าถึง ตลาดทุนอื่น ๆ
“การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เพียงช่วยให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ WASH สามารถเร่งเครื่องการเติบโตได้เร็วขึ้น ทั้งการขยายสาขาใหม่และการยกระดับมาตรฐานบริการให้ดียิ่งขึ้น เชื่อว่าทุกสาขาที่เปิดเพิ่มจะไม่ใช่แค่การขยายพื้นที่ธุรกิจ แต่คือการยกระดับประสบการณ์การซักผ้าที่แตกต่างให้กับลูกค้าทั่วประเทศ” นายธนา กล่าวทิ้งท้าย
นางสาวสุธางค์ คนศิลป กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 2 บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ขณะนี้แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ของ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลใช้บังคับแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 105,882,352 หุ้น ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้
ล่าสุดได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่ 7.50 บาทต่อหุ้น และจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 24 และ 27 - 28 ตุลาคม 2568 นี้ คาดว่าจะสามารถนำหุ้น WASH เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
โดย WASH ได้ลงนามแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ พร้อมแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญอีก 4 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (2) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (3) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ (4) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)