โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” ลงนามคำสั่งบริหาร ห้ามธนาคาร “เลือกปฏิบัติ” ด้วยเหตุผลทางการเมือง–ศาสนา สั่งสอบย้อนหลังทั่วประเทศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ส.ค. 2568 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2568 เวลา 02.54 น.

"ทรัมป์" ลงนามคำสั่งบริหารใหม่ บังคับให้ธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบการปฏิเสธให้บริการทางการเงินด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนา พร้อมเปิดทางให้ส่งเรื่องฟ้องร้องทางแพ่ง

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 06.07 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารขนาดใหญ่และหน่วยงานกำกับดูแลในวันพฤหัสบดี (8 ส.ค.) ด้วยการลงนามในคำสั่งบริหารที่กำหนดให้ภาคการธนาคารต้องมั่นใจว่า จะไม่มีการปฏิเสธการให้บริการทางการเงินกับบุคคลใดเพียงเพราะความเชื่อทางการเมืองหรือศาสนา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักถูกเรียกว่า “debanking” (การตัดสิทธิ์เข้าถึงบริการธนาคาร)

คำสั่งดังกล่าวได้กำหนดให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องตรวจสอบธนาคารภายใต้การกำกับทั้งหมด โดยพิจารณาทั้งในปัจจุบันและย้อนหลังว่าเคยมีพฤติกรรมที่ปฏิเสธลูกค้าเนื่องจากเหตุผลทางความเชื่อหรือไม่ และหากพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายดังกล่าว จะต้องมีการลงโทษหรือใช้มาตรการทางวินัยตามความเหมาะสม

คำสั่งยังระบุว่า หน่วยงานต่าง ๆ อาจส่งเรื่องบางกรณีให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่ง และยังสั่งให้หน่วยงานกำกับดูแลลบล้างนโยบายหรือแนวปฏิบัติใด ๆ ภายในที่อาจทำให้ธนาคารหลีกเลี่ยงการให้บริการลูกค้าจากเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงินโดยตรง

แหล่งข่าวในธนาคาร 2 แห่ง ระบุว่าคำสั่งนี้เป็นไปตามความคาดหมายของภาคอุตสาหกรรม โดยให้เวลาหน่วยงานกำกับดูแล 180 วันในการตรวจสอบกิจกรรมเลือกปฏิบัติของสถาบันการเงิน และทบทวนแนวทางภายในของตนเอง

แหล่งข่าวหนึ่งกล่าวว่า ประเด็นสำคัญจากนี้คือ วิธีที่หน่วยงานกำกับแต่ละแห่งจะตีความคำสั่งนี้ และธนาคารจะต้องปฏิบัติตามอย่างไร

เดวิด ซูเวลล์ หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมาย Freshfields ให้ความเห็นว่า “โดยทั่วไป ธนาคารส่วนใหญ่มีนโยบายและกระบวนการชัดเจนว่าเมื่อใดจะปฏิเสธการเปิดบัญชีหรือปิดบัญชีของลูกค้า โดยปกติจะพิจารณาจากความเสี่ยงด้านการฟอกเงินหรือปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ คำสั่งในวันนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อแนวทางเหล่านั้น”

คำสั่งบริหารนี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในแคมเปญกดดันภาคการเงินของกลุ่มอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าตนถูกปฏิเสธบริการจากธนาคารเพียงเพราะความเชื่อทางการเมือง

ทรัมป์ยังอ้างในบทสัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันอังคารว่า เขาเองก็เคยถูกเลือกปฏิบัติโดยธนาคาร โดยกล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า JPMorgan Chase และ Bank of America ปฏิเสธไม่รับเงินฝากจากเขาหลังพ้นวาระแรก

JPMorgan ตอบกลับเมื่อวันอังคารว่า ธนาคารไม่ปิดบัญชีเพราะเหตุผลทางการเมือง ขณะที่ Bank of America ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับลูกค้า แต่ระบุว่ายินดีหากผู้กำกับดูแลจะออกแนวทางให้ชัดเจนขึ้น

คำสั่งบริหารยังกล่าวหาว่า สถาบันการเงินบางแห่งมีส่วนร่วมใน “โครงการสอดแนมที่รัฐบาลสั่งการ” ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม หลังเหตุการณ์ผู้สนับสนุนทรัมป์บุกโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564

“แนวปฏิบัติเช่นนี้ขัดแย้งอย่างยิ่งกับหลักการของสังคมเสรี และหลักการที่ว่าการให้บริการทางการเงินควรอิงอยู่กับความเสี่ยงที่ชัดเจน วัดได้ และมีเหตุผลอธิบายได้”

แม้ธนาคารขนาดใหญ่จะยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้ปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลด้านความเชื่อ แต่พวกเขากลับชี้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลจำนวนมากต่างหากที่มักส่งสัญญาณหรือออกแนวทางที่ทำให้ธนาคารต้องหลีกเลี่ยงลูกค้าหรืออุตสาหกรรมบางประเภท และต้องการให้กฎเกณฑ์เหล่านี้ชัดเจนขึ้น

สมาคมธนาคารหลัก ๆ ในสหรัฐออกแถลงการณ์ร่วม ขอบคุณรัฐบาลทรัมป์ที่พยายามควบคุม “กฎระเบียบที่เกินความจำเป็น” และระบุว่าคำสั่งใหม่อาจช่วยให้ธนาคารมีความชัดเจนมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ

“ผลประโยชน์ของธนาคารคือการรับเงินฝาก ให้สินเชื่อ และให้บริการแก่ลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ น่าเสียดายที่เราถูกขัดขวางจากการกำกับดูแลที่เกินควร การใช้ดุลยพินิจของผู้ตรวจสอบ และกฎระเบียบที่คลุมเครือ” แถลงการณ์ร่วมจาก Bank Policy Institute, American Bankers Association, Consumer Bankers Association และ Financial Services Forum ระบุ

รัฐบาลทรัมป์ยังได้ประกาศก่อนหน้านี้ในปีนี้ว่า หน่วยงานกำกับดูแลทั้ง 3 แห่งของรัฐบาลกลางจะไม่ใช้มาตรฐานความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (reputational risk) อีกต่อไป ซึ่งในอดีตผู้ตรวจสอบสามารถคัดค้านการให้บริการของธนาคารได้แม้ลูกค้าไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎหมาย แต่มีความเสี่ยงจะทำให้ธนาคารเสียชื่อเสียงหรือถูกฟ้องร้องในภายหลัง

ธนาคารหลายแห่งร้องเรียนว่ามาตรฐานนี้คลุมเครือเกินไป และเปิดช่องให้ผู้ตรวจสอบใช้อำนาจเกินขอบเขต

อุตสาหกรรมการเงินยังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการต่อต้านการฟอกเงิน (AML) เนื่องจากในหลายกรณี ธนาคารต้องปิดบัญชีของลูกค้าเพียงเพราะธุรกรรมน่าสงสัย โดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจน

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...