โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“บริษัททั่วโลก” เร่ง ปลดพนักงาน ลดต้นทุน-รับมือเศรษฐกิจชะลอ AI เปลี่ยนโฉมตลาดแรงงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2568 เวลา 06.58 น.

คลื่น ปลดพนักงาน ลามทั่วโลกจาก Amazon ถึง Nestlé หลังความเชื่อมั่นผู้บริโภคถดถอยและต้นทุนพุ่ง บริษัทเทคฯ เร่งใช้ AI แทนแรงงานออฟฟิศ

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 12.09 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัททั่วโลกเร่งปรับลดพนักงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ตั้งแต่ Amazon, Nestlé ไปจนถึง UPS ต่างจำกัดงบประมาณและชะลอการจ้างงานใหม่ ท่ามกลางภาวะความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง และการที่บริษัทเทคโนโลยีที่เน้น AI เริ่มนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์

ตามข้อมูลรวบรวมของรอยเตอร์ บริษัทในสหรัฐประกาศแผนปลดพนักงานรวมกว่า 25,000 ตำแหน่งในเดือนนี้ (ไม่รวม 48,000 ตำแหน่งของ UPS ที่เริ่มปลดตั้งแต่ต้นปี 2568) ส่วนในยุโรปมีจำนวนมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง โดย Nestlé รับผิดชอบส่วนใหญ่หลังจากลดพนักงานกว่า 16,000 ตำแหน่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐยังอยู่ในภาวะปิดทำการ (shutdown) ที่ยาวนานเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ทำให้ไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการด้านการจ้างงาน นักลงทุนจึงหันมาให้ความสนใจกับข่าวการปลดพนักงานรายบริษัท เพื่อจับทิศทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการปลดพนักงานช่วงสิ้นปีจะเป็นเรื่องปกติ

อดัม ซาร์ฮาน (Adam Sarhan) ซีอีโอของบริษัท 50 Park Investments ในนิวยอร์ก กล่าวว่า “นักลงทุนกำลังตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา? เพราะเราไม่มีข้อมูลภาพรวมที่ชัดเจน”

พร้อมเสริมว่า “การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของ Amazon สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น ไม่มีใครปลดคนหมู่มากถ้าเศรษฐกิจยังดีอยู่”

Amazon ระบุว่าจะปลดพนักงานฝ่ายสำนักงานมากถึง 14,000 ตำแหน่ง โดยเข้าร่วมกับบริษัทอย่าง Target และ Procter & Gamble ที่ต่างลดพนักงานสำนักงานเช่นกัน รอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า ตัวเลขของ Amazon อาจสูงถึง 30,000 ตำแหน่ง

สาเหตุของการปรับลดแตกต่างกันไป บางบริษัทอย่าง Target และ Nestlé มีซีอีโอใหม่ที่ต้องการปรับโครงสร้างองค์กร ขณะที่ Carter’s ผู้ผลิตเสื้อผ้าเด็ก กำลังลดพนักงานสำนักงาน 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่มขึ้น

สิ่งที่โดดเด่นคือ บริษัทใหญ่ เช่น Amazon และ Target มุ่งปลดพนักงาน สายออฟฟิศซึ่งมีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วย ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าพนักงานในโรงงานหรือร้านค้า นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการปลดคนของ Amazon เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานเชิงลึกที่สะท้อนแรงกดดันให้บริษัทต้องแสดงผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ผลสำรวจของ KPMG ในเดือนกันยายนระบุว่างบลงทุนด้าน AI ของผู้บริหารในสหรัฐเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสแรก อยู่ที่เฉลี่ย 130 ล้านดอลลาร์ในปีหน้า และกว่า 78% ของผู้บริหารยอมรับว่าเผชิญแรงกดดันจากคณะกรรมการบริษัทและนักลงทุน ให้พิสูจน์ว่า AI ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรได้จริง

นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America เขียนเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ว่า งานที่มีแนวโน้มถูกแทนที่มากที่สุดคือ งานระดับเริ่มต้นที่สามารถใช้ระบบอัตโนมัติแทนได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรมที่มีแรงงานออฟฟิศจำนวนมาก เช่น เทคโนโลยี การเงิน และบริการวิชาชีพ ยังคงมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นพร้อมกับการนำ AI มาใช้มากขึ้น

อลิสัน ศรีวัสตาวา นักเศรษฐศาสตร์จาก Indeed Hiring Lab ในนิวยอร์ก กล่าวว่า “ฉันยังไม่อยากบอกว่านี่เป็นผลจาก AI ทั้งหมด… มันมีศักยภาพจะเปลี่ยนตลาดแรงงานได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน”

ด้วยสถานการณ์รัฐบาลสหรัฐปิดทำการ (shutdown) ทำให้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมีจำกัด ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ยังไม่แสดงสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่การจ้างงานใหม่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ บริษัท ADP ประเมินว่าสหรัฐมีการเพิ่มการจ้างงานเพียง 14,250 ตำแหน่ง ในช่วง 4 สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 ตุลาคม

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าตลาดแรงงานกำลังอยู่ในภาวะ Low-hiring, Low-firing หรือจ้างน้อย ปลดน้อย โดยหลายบริษัทลดจำนวนพนักงานอย่างเงียบ ๆ ผ่านการไม่รับคนแทนตำแหน่งที่ว่าง มากกว่าการปลดออกโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากการปลดพนักงานขยายวงกว้างขึ้น ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจาก ภาษีนำเข้าและเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายของเฟด

ศรีวัสตาวา กล่าวปิดท้ายว่า “ฉันเรียกสถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นภาวะกลั้นหายใจรอดู เพราะทั้งบริษัทและแรงงานต่างอยู่ในสมดุลใหม่ที่ไม่แน่นอน ไม่มีการจ้างมาก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นปลดใหญ่ เพียงแค่ทุกคนกำลังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...