โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปงบ Q2/68 กลุ่ม ปตท. เจาะเกมเดือด! 8 หุ้นครึ่งปีหลังไปต่อ หรือ แผ่ว ?

PostToday

อัพเดต 14 ส.ค. 2568 เวลา 00.16 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2568 เวลา 07.00 น.

ท่ามกลางสัญญาณอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีที่ยังเปราะบาง "กลุ่ม ปตท." ประกาศงบไตรมาส 2/2568 ภาพรวมผลประกอบการสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซ-ปิโตรเคมีที่ทรุดตัว และแผนซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ในบริษัทลูก แต่ยังมีจุดแข็งจากพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายช่วยประคองกำไรโดยรวม

สิ่งที่น่าจับตาว่า..กลุ่มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2568 จะพลิกฟื้นได้แค่ไหน ?

PTT กำไร Q2/68 ร่วง

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ระบุว่า "บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT" รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 เท่ากับ 2.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ถูกกดดันหลักจากกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ปรับตัวลดลง 10.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.66 หมื่นล้านบาท แต่ได้ในส่วนของรายการการพิเศษที่สุทธิแล้วเป็นรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาทมาช่วยไว้

ซึ่งหลักเป็นผลมาจากกำไรจากการต่อรองราคาของ CAP (ถือหุ้นโดย TOP 15%) กำไรจากซื้อคืนหุ้นกู้ของ TOP และกำไรจาก liquidation Vencorex ของ PTTGC รวมกว่า 5.2 พันล้านบาท ขณะที่ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันรวท 7.2 พันล้านบาท ถูกชดเชยได้จากกำไรจาก FX & Derivatives รวม 7.9 พันล้านบาท

หากมาพิจารณาในส่วนของกำไรปกติที่ปรับตัวลดลง 10.3% จากไตรมาสก่อนหน้านั้น เป็นผลมาจากเกือยทุกธุรกิจของ PTT ทั้งในส่วนของธุรกิจ PTT เอง ที่ถูกกดดันจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ EBITDA ลดลง 17.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.36 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะ ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ (GSP) ที่ในงวดนี้ถึงขั้นเผชิญกับผลขาดทุน ตามราคาเฉลี่ยที่ลดลงเพราะอิงกับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

และ ธุรกิจ Trading มีรับรู้ผลขาดทุนจากการ Mark-to-market ของสินค้าระหว่างขนส่ง และส่วนต่างของราคาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ลดลง นอกจากนี้ ถูกกดดันจากบริษัทลูกทั้งธุรกิจ E&P ของ PTTEP ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ของ OR รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีของ PTTGC ที่ล้วนมีผลการดำเนินงานลดลง QoQ

โดยรวมแล้วกำไรสุทธิ และกำไรปกติในช่วงครึ่งแรกปี68 เท่ากับ 4.48 และ 3.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 30.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 41% จากไตรมาสก่อนหน้าตามลำดับ โดยกำไรปกติคิดเป็น 46.2% ของประมาณการกำไรปกติที่ฝ่ายวิจัยประเมิน เบื้องต้น ยังคงประมาณการไว้เช่นเดิม

คาด Outlook กำไรปกติในไตรมาส 3/68 มีแนวโน้มประคองตัวถึงดีขึ้นเล็กน้อยจากงวดไตรมาส 2/68 โดยคาดจะได้รับแรงหนุนจากธุนกิจก๊าซธรรมชาติของ PTT เอง ที่คาดจะค่อยๆเห็นการฟื้นตัว โดยยังหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจะมาช่วยทั้งราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีให้เห็นการฟื้นตัวจากงวดไตรมาส 2/68 ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ margin ของทั้งกลุ่ม PTT ได้

คงแนะนำ Outperform จากความมีเสถียรภาพของผลการดำเนินงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของ PTT ที่มีการ Diversified Portfolio ได้เป็นอย่างดี มีธุรกิจที่กำไรดีขึ้นมาช่วยชดเชยธุรกิจที่กำไรอ่อนตัวลงได้ ทำให้ความผันผวนของกำไรจะต่ำ ภายใต้สถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมที่ยังไม่แข็งแรง อีกทั้งยังให้ปันผลสูงเฉลี่ย 6.5%p.a.

PTTEP กำไร Q3/68 ทรงตัว

"บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP" ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการทั้งปี 2568 ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2568 ที่ 65 เหรียญฯต่อบาร์เรลและตั้งแต่ปี 2569 ที่ 70 เหรียญฯต่อบาร์เรล สะท้อนสถานการณ์ Demand และ Supply น้ำมันดิบที่แท้จริง

โดยในส่วนของ Demand คาดได้รับผลลบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของโลกที่ถูกกดดันจากสงครามการค้า ขณะที่ Supply จะรับแรงกดดันจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาด ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันน่าจะมี Upside ที่จำกัดมากขึ้น

ซึ่งภายใต้ประมาณการปัจจุบัน แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ราว 5.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 25.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ถูกกดกันจากสมมติฐานราคาขายเฉลี่ยปิโตรเลียมที่ปรับตัวลดลง YoY ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2568 ที่ 65 เหรียญฯต่อบาร์เรล ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบที่เกิดขึ้นจริงในปี 2567 ที่ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่จะลดลงเหลือ 5.8 เหรียญฯต่อล้านบีทียู จาก 5.9 เหรียญฯต่อล้านบีทียูในปี 2567 เพราะปกติแล้วราคาก๊าซฯจะมี lag-time จากราคาน้ำมันราว 3-6 เดือน เพราะโครงการของ PTTEP มีการปรับราคาขายแตกต่างกันไป ทั้งทุก 1 ปี ทุก 6 เดือน หรือทุก 3 เดือน จึงสะท้อนราคาน้ำมันดิบที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา

โดยกำหนดให้สัดส่วนการผลิตก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ อยู่ในสัดส่วนที่ 73% ต่อ 27% ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามในประมาณการกำไรปี 2568 จะมีปัจจัยบวกช่วยประคองภาพกำไรโดยรวมของ PTTEP จากสมมติฐานปริมาณขายตามแผนของ PTTEP ในปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5-5.1 แสนบาร์เรลต่อวัน จาก 4.9 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 โดยคาดปริมาณขายจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นรายไตรมาสของปี 2568 ขึ้นทำระดับสูงสุดได้ในงวดไตรมาส 4/68

PTTGC หวังฟื้น Q3/68 แต่ Q4/68 แย่

ฝ่ายวิจัยได้ทำการทบทวนปรับลดประมาณการ "บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC" ผลการดำเนินงานปี 2568 ให้สอดรับกับสถานการณ์อุตสาหกรรมที่แย่กว่าที่คาดไว้เดิม จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกที่ล่าช้า โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคปิโตรเคมีหลักของภูมิภาค

และเป็นการปรับให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี68ที่เกิดขึ้นจริง โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดการณ์ผลการดำเนินงานปกติปี 2568 จะเผชิญกับผลขาดทุนที่ 1.25 หมื่นล้านบาท เป็นขาดทุนปกติที่เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท

ส่วนผลการดำเนินงานสุทธิ ฝ่ายวิจัยยังไม่รวมในส่วนของรายการพิเศษที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ Asset monetization ราว 3 หมื่นล้านบาท และกำไรจากการขาย HDI derivative ที่คาดเริ่มบันทึกในช่วงครึ่งหลังปี68 ในประมาณการผลการดำเนินงานสุทธิถือเป็นอัพไซด์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในส่วนของ bottom line

สำหรับ Outlook ผลการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 3/68 คาดจะเห็นการฟื้นตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ยังคงเผชิญกับผลขาดทุนสูงอยู่ก่อนที่จะย่ำแย่ลงอีกครั้งในงวดไตรมาส 4/68 เนื่องจากกจะมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนครั้งใหญ่ของโรงกลั่น และโรงงานอะโรเมติกส์ 2 เป็นระยะเวลา 50 วัน

ผลการดำเนินงานสุทธินั้นคาดจะมีรายการพิเศษมาช่วยไว้ในส่วนของแผนการทำ Asset monetization ราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการบันทึกในช่วงครึ่งหลังปี 68 รวมถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นจากการขาย HDI derivative ที่ตั้งอยู่ในไทยของ Vencorex มาช่วยไว้บ้าง

ด้านปัจจัยพื้นฐานช่วงสั้นยังคงแนะนำ Underperform เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยโดดเด่นที่จะเข้ามาขับเคลื่อนราคาหุ้นได้ยามนี้ แต่ยังคงสามารถ trading สั้นๆได้ตามกระแส Theme china play ที่เข้ามาเป็นระลอกๆเพราะราคาในภาพใหญ่มี downside จำกัดมากขึ้น

TOP ชัตดาวน์โรงกลั่น-อะโรเมติกส์-น้ำมันหล่อลื่น Q3/68

"บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP" เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการผลการดำเนินงานปกติทั้งปี 2568 ภายใต้สมมติฐานหลัก GRM เฉลี่ยของ TOP ทั้งปีที่ 5.5 เหรียญฯต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับปี 2567 และ spread กลุ่มอะโรเมติกส์ และน้ำมันหล่อลื่นใกล้เคียงกับปี 2567 แต่ในส่วนของ Utilization rate ปี 2568 กำหนดให้ปรับตัวลดลงเหลือราว 103% จากปี 2567 อยู่ที่ 110% เนื่องจากในปี 2568 มีแผนหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของหน่วยกลั่นหลัก CDU3 กำลังการผลิต 1.8 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นระยะเวลา 30 วัน ในงวดไตรมาส 3/68 (โดย Utilization rate ของงวดไตรมาส 3/68 คาดจะลดลงเหลือราว 98%)

รวมถึงการหยุดหน่วยผลิตที่เกี่ยวข้องทั้งอะโรเมติกส์ (TPX) และน้ำมันหล่อลื่น (TLB) ราว 45 วัน ในงวดไตรมาส 3/68 ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568 คาดจะปรับตัวลดลง 16.4% จากปีก่อน มาอยู่ราว 8.1 พันล้านบาท แต่ทั้งนี้ในส่วนของผลการดำเนินงานสุทธิ ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังไม่รวมรายการพิเศษต่างๆในประมาณการอาทิ กำไร/ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน, อัตราแลกเปลี่ยน และ Hedging รวมถึง Negative Goodwill ของ CAP ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี68 เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงในส่วนของรายการพิเศษที่อาจจะเปลี่ยนในช่วงครึ่งหลังปี68 เช่นกัน

ทั้งนี้คาดแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 3/68 มีโอกาสอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ถูกกดดันกลักจากแผนหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของหน่วยกลั่นหลัก CDU3 กำลังการผลิต 1.8 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นระยะเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ค.68 (โดย Utilization rate ของงวดไตรมาส 3/68 คาดจะลดลงเหลือราว 97-98%) รวมถึงการหยุดหน่วยผลิตที่เกี่ยวข้องทั้งโรงงานอะโรเมติกส์ (TPX) และโรงงานน้ำมันหล่อลื่น (TLB) ราว 45 วัน ตั้งแต่ 1 ก.ค.-14 ส.ค.68 ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อต้นทุนโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากแผน maintenance อีกด้วย

ขณะที่หากมาพิจารณาค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ 3QTD68 จะพบว่าเฉลี่ยอยู่ราว 5.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล ลดลงจากค่าเฉลี่ยในงวดไตรมาส 2/68 ที่ 5.6 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยคาดน่าจะยังประคองตัวได้จากอานิสงค์ช่วง Driving season ในสหรัฐฯ ช่วงต้นไตรมาส

รวมถึงฤดูเฮอริเคนในช่วงปลายไตรมาส 3 ส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์ TPX คาดจะเริ่มเห็น spread ฟื้นตัวได้ตามความต้องการที่จะกลับมาสะสมสต๊อกไว้ใช้ในช่วง high season ฤดูหนาว จะมีความต้องการใช้ผ้าเพิ่มขึ้นรวมถึงไม่มีกำลังการผลิตใหม่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคาดธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น TLB ยังมีแรงกดดันอยู่จากภาวะเศรษฐกิจโลก

สำหรับในส่วนของรายการพิเศษอื่นๆในงวดไตรมาส 3/68 หากค่าเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบงวดไตรมาส 3/68 อยู่เหนือ 66-67 เหรียญฯต่อบาร์เรล จะบันทึกกลับเป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบ 3QTD68 อยู่ที่ 69.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล

IRPC ไตรมาส 3/68 ทรงตัวต่ำ

"บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC" รายงานผลการดำเนินงานสุทธิงวดไตรมาส 2/68 เผชิญกับผลขาดทุน 2.1 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้แต่ย่ำแย่กว่างวดก่อนหน้าที่เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิ 1.2 พันล้านบาท ถูกกดดันหลักจากรายการพิเศษที่ในงวดไตรมาส 2/68 สุทธิเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท จาก 515 ล้านบาท ในงวดก่อนหน้าเนื่องจากในงวดนี้เผชิญกับขาดทุนสต๊อกน้ำมันรวม NRV และ Hedging สูงถึง 2 พันล้านบาท ถึงแม้จะได้รับผลบวกจากผลการดำเนินงานปกติในงวดไตรมาส 2/68 ที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า แต่ยังคงเผชิญกับผลขาดทุนอยู่ที่ 510 ล้านบาท เทียบกับงวดก่อนหน้าที่เผชิญผลขาดทุนปกติ 1.7 พันล้านบาท

ส่วนของผลการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 2/68 ที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า โดยเป็นขาดทุนปกติที่ลดลงมาอยู่ที่ 510 ล้านบาท นั้น เป็นไปตาม Market GIM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.4 จาก 6.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล รับผลบวกจาก spread ปิโตรเลียมทีปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นมาอยู่ที่ 5.4 จาก 3.9 เหรียญฯต่อบาร์เรล และ spread ปิโตรเคมีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.1 จาก 1.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล ขณะที่ spread กลุ่มสาธารณูปโภคทรงตัวใกล้เคียงกับงวดก่อนหน้าที่0.99เหรียญฯต่อบาร์เรล

โดยรวมแล้วส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี68 เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิ และขาดทุนปกติที่ 3.3 พันล้านบาท และ 2.2 พันล้านบาทตามลำดับ ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินผลการดำเนินงานทั้งปีเผชิญกับผลขาดทุนปกติที่ 1.6 พันล้านบาท นั่นหมายถึงในช่วงครึ่งหลังปี68 ผลการดำเนินงานปกติจะต้องพลิกกลับมาเป็นกำไรให้ได้ราว 649 ล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นคาดจะยังพอมีลุ้นได้ จึงขอรอดูสถานการณ์ในงวดไตรมาส 3/68 อีกครั้งก่อนที่จะทำการทบทวนปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานงานปี 68-69 ให้สอดรับกับสถานการณ์อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น

OR เข้าโลว์ซีซั่นน้ำมันกดกำไรอ่อน

"บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR" ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 9.9 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน(yoy)หนุนหลักจากอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่คาดจะเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในปี 2567 ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ราว 0.85 บาทต่อลิตร จากผลกระทบของขาดทุนสต็อกน้ำมันที่เกิดขึ้น ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดให้กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปี 2568 อยู่ที่ 0.95 บาทต่อลิตร

ประกอบกับคาดปริมาณขายน้ำมันจะทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติ ตามการใช้นโยบายส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจในมาตรวัตรน้ำมันในสถานีบริการ ปตท. ที่ไม่ตรงค่ามาตรฐานในปี 2567 นอกจากนี้คาดยังมีแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจ lifestyle ที่คาดปริมาณขายจะเติบโตต่อเนื่อง YoY ตามการขยายสาขาร้านค้าต่างๆ รวมถึงคาดจะไม่มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษจากด้อยค่าเงินลงทุนดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2567

ช่วงสั้นงวดไตรมาส 3/68 คาดกำไรสุทธิปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) กดดันจากปริมาณขายน้ำมันโดยรวมที่คาดจะปรับตัวลดลงตามการเข้าสู่ช่วง low season ของฤดูการขับขี่ในช่วงฤดูฝน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร คาดยังทรงตัวในระดับใกล้เคียงเดิม QoQ ส่วนธุรกิจ lifestyle คาดยอดขายทั้งในธุรกิจค้าปลีก และเครื่องดื่ม จะอ่อนตัวQoQ หลังจากผ่านพ้นช่วงhigh season ในช่วงฤดูร้อนมาแล้ว

GPSC เข้าสู่ธุรกิจใหม่ Data Center

จากการประชุมนักวิเคราะห์ "บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC" ให้น้ำหนักไปที่แผนกลยุทธ์การลงทุนซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่ม PTT ที่มุ่งเน้นเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Uplift) โดยตั้งเป้าปี 2568-2570 มี EBITDA เพิ่มขึ้น 500-900 ล้านบาท จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน

รวมถึงเน้นเพิ่มสัดส่วนสัญญาขายไฟฟ้าเป็นรูปแบบ Gas link ให้ได้ 70% ของ portfolio SPP ในปี 2570 (จากปัจจุบันที่61% และ Ft link 39%) เพื่อลดความผันผวนของกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเชื้อเพลิง

สำหรับโครงการในแผนที่เตรียม COD ยังเป็นโครงการของ AEPL เป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้ GPSC มีกำลังการผลิตเติบโตขึ้นจาก 7.3 พัน MWe ไปสู่ 1.4 หมื่น MWe

นอกจากนี้ยังได้ประกาศเตรียมเข้าสู่ธุรกิจ Data center ซึ่งจะมีทั้งรูปแบบการลงทุน data center ในประเทศไทย และการร่วมลงทุนถือหุ้นกับ partner ในประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา และคาดจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเมื่อมีความชัดเจน

แนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งหลังปี68 คาดปรับตัวลงจากช่วงครึ่งแรกปี68 ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติไตรมาส 3/68 จะอ่อนตัวลง QoQ จากทั้งปริมาณขายไฟฟ้า และค่า Ft ที่ลดลง อย่างไรก็ตามคาดกำไรสุทธิยังเติบโต QoQ จากกำไรพิเศษจากการขายหุ้น 3% ใน AEPL ราว 850 ล้านบาท

ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 68-69 ขึ้น 10.6% และ 11.3% จากเดิม มาอยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท และ 6.9 พันล้านบาทตามลำดับ เพื่อสะท้อนการปรับปรุงต้นทุนตามแผน EBITDA Uplift ของทางบริษัท และปรับปรุงสมมติฐานค่า Ft เฉลี่ยทั้งปี68 ขึ้นมาอยู่ที่ 24 สตางค์/หน่วย (เดิม 20) เพื่อให้สอดคล้องกับการประกาศของ กกพ. ส่งผลให้กำไรปกติปี 68-69 เพิ่มขึ้น 9%yoy และ 9.1%yoy

ภายใต้ประมาณการใหม่ FV ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 47 บาท/หุ้น (เดิม 45) เน้นหาจังหวะ trading ตามรอบงบไตรมาส 3/68 ที่สดใส และ theme ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...