โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำตาท่วมสองฝั่งโขง “วันพระธาตุพนมล้ม” เมื่อ 11 สิงหาคม 2518

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ส.ค. 2568 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 00.00 น.
ภาพวาดพระธาตุพนมองค์เดิม ในบันทึกของฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2411

11 สิงหาคม 2518 น้ำตาท่วม 2 ฝั่งโขง “วันพระธาตุพนมล้ม” ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ “ราชอาณาจักรลาว” มีแนวโน้มจะเปลี่ยนการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ตามกัมพูชาและเวียดนามใต้

ภาพพระธาตุพนม อ. ธาตุพนม จ. นครพนม พังถล่ม ปรากฏบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2518 แม้จะล่าช้าจากเหตุการณ์จริงไปถึง 3 วัน แต่นับว่าข้อมูลละเอียดครบถ้วนและสมบูรณ์ ในฐานะ “หลักฐานร่วมเหตุการณ์” ได้เป็นอย่างดี

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.6 ศูนย์กลางไทย-พม่า รู้สึกได้ในภาคเหนือและภาคกลาง แม้ภาคอีสานจะไม่มีรายงานผลกระทบ แต่ก็เริ่มมีการแสดงความห่วงใยองค์พระธาตุพนม ที่มีรายงานว่า “ได้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นหลายจุด”

พระธาตุพนมผ่านการบูรณะปฎิสังขรณ์หลายครั้ง การบูรณะครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2483-2484 ในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้การอำนวยการของ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ได้นำทีมช่างทำการบูรณะการตกแต่งด้วยลวดลายแบบเครื่องคอนกรีตสกุลช่างภาคกลาง

คราวนั้นมีการสร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร รวมเป็น 57 เมตร เพื่อสถาปนาความยิ่งใหญ่ให้มองเห็นได้แม้ในฝั่งลาว ในช่วงเกิดกรณีพิพาทไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส

หลังพระธาตุพนมล้ม นาวาเอก สมภพ ภิรมย์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ว่าเคยได้รับรายงานถึงความทรุดโทรมของพระธาตุมาบ้าง ตั้งแต่เมษายน พ.ศ. 2517

ทั้งนี้ นาวาเอก สมภพ ยังได้กล่าวเสริมว่า เบอร์นาร์ด ฟิลลิป กรอสลิเย (Bernard Philippe Groslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส เคยเดินทางมาสำรวจโบราณสถานหลายแห่งในภาคอีสาน รวมไปถึงองค์พระธาตุพนม พบว่าองค์พระธาตุมีรอยร้าวอยู่หลายตำแหน่ง จึงได้รายงานไปทางศิลปากรตั้งแต่ระยะเวลานั้น

ขณะเดียวกัน ตามรายงานของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ระบุว่า พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นักโบราณคดีชาวไทย เป็นผู้เสนอให้ทางกรมศิลปากรตรวจสอบโครงสร้างของพระธาตุพนมว่ามีความทรุดโทรมมากน้อยเพียงใด โดยขอให้กรมศิลปากรขอความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการตรวจสอบโครงสร้างขององค์พระธาตุ

แม้กรมศิลปากรจะทำหนังสือลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2518 สอบถามไปยังอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เพื่อขอรายละเอียดในการตรวจสอบพระธาตุพนม แต่การติดตามเรื่องกลับเงียบหายไป ทำให้ไม่ทราบว่ากรมศิลปากรไม่ได้ตามเรื่องต่อ หรือสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมิได้ตอบกลับ จนกระทั่งพระธาตุพนมล้มพังลงในที่สุด

สอดรับกับรายงานว่า เคยมีการประชุมปรึกษาหารือกันภายในวัดพระธาตุพนมตั้งแต่ช่วงต้นปี 2518 เกี่ยวกับองค์พระธาตุว่าอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงใกล้พังทลาย เพราะเห็นส่วนฐานมีสภาพเก่าแก่และผุพังเป็นอย่างมาก วันใดวันหนึ่งอาจล้มลงมาได้

แต่ติดปัญหาว่าทางวัดประสงค์จะซ่อมแซมเองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ การซ่อมแซมหรือบูรณะใดๆ ต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายภาคส่วนทั้งนักวิชาการในสังกัดกรมศิลปากร วัด และสถาบันภายนอก

วันพระธาตุพนมล้ม

ล่วงเลยมาจนถึง เวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ด้วยลมพายุที่พัดแรงติดต่อกันหลายวันและฝนตกต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้องค์พระธาตุพนมพังทลายลง โดยวัดได้คาดการณ์ล่วงหน้ามาแล้ว 3 วัน เพราะที่ฐานมีรอยแตกร้าวมาก ผนวกกับฝนตกหนัก จึงได้รีบย้ายพระประธานภายในวิหารหน้าพระธาตุพนมไปไว้ที่อื่น อีกทั้งหลังจากการองค์พระธาตุพังทลาย ทางวัดได้นำยอดฉัตรที่ทำด้วยทองคำหนักถึง 24 กิโลกรัมไปฝากไว้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่

รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับเดียวกัน ยังได้รวบรวมข้อคิดเห็นที่น่าสนใจจากนักวิชาการด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น เป็นต้นว่าความเห็นของ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ที่ระบุว่า

“ยังไม่มีใครสามารถกำหนดอายุพระธาตุพนมได้แน่นอน เพราะตามรูปทรงที่ปรากฏเห็นอยู่เดิมนั้นเป็นลักษณะใหม่ เข้าใจว่าองค์เดิมแท้ๆ นั้นซ่อนอยู่ข้างใน แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อกันว่าพระธาตุพนมมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 หมายถึงว่าสร้างเมื่อพันปีมาแล้ว ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากภาพสลักบนแผ่นหินซึ่งอยู่ที่ฐานเดิมและซ่อนอยู่ในองค์พระธาตุ”

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ยังทรงเสริมอีกว่า “พระธาตุพนมเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั้งสองฟากแม่น้ำโขง และพระธาตุพนมนี้แหละ เป็นต้นแบบของพระธาตุทั้งหลายในราชอาณาจักรลาวทั้งหมด”

ด้าน มานิต วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ได้แสดงความหวังและความเห็นต่อการพังทลายของพระธาตุพนมไว้ว่า “ช่วยบอกกรมศิลป์ด้วยว่าให้รีบล้อมคอกกั้น อย่าให้ใครเอาอิฐ เอาหินออกไป”

ส่วนหนึ่งที่มานิตแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์วันพระธาตุพนมล้มเช่นนั้น อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นห่วงว่าหลักฐานทางโบราณคดีจะถูกรบกวน ดังความที่ระบุไว้อีกว่า

“…ถ้าหากรูปสลักเหล่านั้นถูกทำลายไปด้วยก็น่าเสียดาย เพราะนั่นเป็นหลักฐานทางด้านการกำหนดอายุ และอีกประการหนึ่ง ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการกำหนดอายุก็มีอยู่มาก เพราะฉะนั้นจากการที่พระธาตุพนมล้มลงครั้งนี้ นักโบราณคดีก็อาจจะถือโอกาสตรวจสอบโครงสร้างของฐานพระธาตุเสียเลย อันอาจทำให้การกำหนดอายุพระธาตุพนมใกล้เคียงกับความเป็นจริง”

แม้การศึกษาทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะในปัจจุบันจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยของนักวิชาการรุ่นก่อนได้แล้วว่า แท้ที่จริงพระธาตุพนมเมื่อแรกสร้างควรมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14 ตามรูปแบบปราสาทเรือนชั้นซ้อนในศิลปะเขมรก่อนเมืองพระนครและจาม ซึ่งได้รับการบูรณะต่อเนื่องมาจนถึงสมัยล้านช้าง และครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งหลวงวิจิตรวาทการเป็นแม่กองหลักในการซ่อมแซมและต่อยอดพระธาตุให้สูงขึ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเหตุผลทางการเมืองระหว่างไทยกับลาว

หากแต่วันพระธาตุพนมล้มในครั้งนั้น ในทางหนึ่งนับได้ว่าเป็นการพรากเอาความสมบูรณ์ของหลักฐานชั้นต้นทางโบราณคดีแห่งวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงไปโดยปริยาย และอีกทางหนึ่ง ยังเป็นการพรากเอาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวอีสาน-ลาวไปโดยสิ้นเชิง สร้างความเสียใจแก่ผู้คนเป็นจำนวนมากจนน้ำตาร่วง

ที่มา :

พระธาตุพนม “พัง” เพราะศิลปะแบบชาตินิยมไทย (?)

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2518 และ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2518

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ 11 สิงหาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำตาท่วมสองฝั่งโขง “วันพระธาตุพนมล้ม” เมื่อ 11 สิงหาคม 2518

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...