โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพลง

POP: 21 ปีแห่งการจากไปของราชินี City Pop ‘Miki Matsubara’ กับเสียงร้องอมตะที่ยังคง ‘Stay With Me’

BrandThink

เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 09.35 น.

สำหรับแฟนเพลง City Pop หรือใครก็ตามที่หลงใหลในเสน่ห์ของดนตรียุค 80s ชื่อของ ‘มิกิ มัตสึบาระ’ (Miki Matsubara) ต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงในฐานะราชินีแห่งแนวเพลงนี้อย่างไม่มีข้อกังขา

แม้วันนี้จะครบรอบ 21 ปีที่มิกิ มัตสึบาระ จากไป แต่บทเพลงของเธอกลับเดินทางข้ามกาลเวลามาครองใจผู้ฟังยุคใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พิสูจน์ให้เห็นว่าดนตรีที่ดีไม่มีวันตาย และในวันที่บรรยากาศเป็นใจเราก็ยังคงเปิด ‘Stay With Me’ ฟังกันอยู่

มิกิแทบจะเป็นสัญลักษณ์อันสมบูรณ์ของ City Pop เส้นทางศิลปินของเธอเต็มไปด้วยสีสัน ตั้งแต่การผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับป๊อปอย่างลงตัว การผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง การเขียนเพลงประกอบอนิเมะระดับตำนาน ไปจนถึงเรื่องเล่าในช่วงท้ายของชีวิตว่าเธอได้ ‘เผาผลงาน’ ตัวเอง ทั้งหมดนี้ทำให้เส้นทางของเธอเป็นมากกว่าแค่ ‘ศิลปินเพลงฮิตเพลงเดียว’ และกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่สำคัญสุดในประวัติศาสตร์วงการดนตรีญี่ปุ่น

แรงบันดาลใจแรกในการเข้าสู่เส้นทางดนตรีของมิกิมาจาก ‘แม่’ ที่เป็นนักร้องแจ๊ส ผู้มีอิทธิพลสำคัญในช่วงวัยเด็กของมิกิ เธอเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ และฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยการทดลองผสมผสานดนตรีแจ๊สที่คุ้นเคยเข้ากับดนตรีร็อกในช่วงมัธยม ความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุดนี้เองผลักดันให้เธอสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างอยู่เสมอ

แม้จะมีแววทางวิชาการ แต่ใจของมิกิกลับมุ่งมั่นในเส้นทางดนตรีอย่างไม่ลังเล ตอนอายุ 17 ปี เธอตัดสินใจออกจากบ้านเกิดที่โอซาก้า มุ่งหน้าสู่โตเกียวเพื่อไล่ตามความฝันการเป็นศิลปิน ไม่นานหลังจากนั้นพรสวรรค์ของเธอก็ถูกค้นพบโดย ยูซึรุ เซระ (Yuzuru Sera) นักเปียโนชื่อดัง ที่พบเธอในเวทีการแสดงสดในโตเกียว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแจ้งเกิดทางดนตรีของเธอ

จนในที่สุด ปี 1979 โลกก็ได้รู้จักเธอผ่านซิงเกิลเดบิวต์ระดับตำนาน ‘Mayonaka no Door’ (Stay With Me) แต่งโดย เท็ตสึจิ ฮายาชิ (Tetsuji Hayashi) และ โทคุโกะ มิอุระ (Tokuko Miura) เธอขึ้นแท่นเป็นศิลปินด้วยวัยเพียง 19 ปี

‘Mayonaka no Door’ เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นของ ‘Stay With Me’ แปลว่าประตูเที่ยงคืน เพลงนี้ถ่ายทอดความคิดถึงและความเศร้าสร้อยอย่างอ่อนโยน แม้ดนตรีจะฟังเหมือนเพลงรักสดใสแต่เนื้อหากลับแฝงด้วยความเศร้าลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์ที่เพิ่งเลิกรากันไป เมื่อฝ่ายหนึ่งยังคงคิดถึงช่วงเวลาที่มีกันและกัน แต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าตัดพ้อและเคาะประตูบ้านของอีกฝ่ายช่วงกลางดึกตอนเที่ยงคืน

แม้ว่าเพลงนี้จะติดชาร์ต Oricon ของญี่ปุ่นเพียงแค่อันดับ 28 แต่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่กว่าใน 40 ปีให้หลัง

สิ่งที่ทำให้เพลง Stay With Me โดดเด่นและโด่งดังข้ามกาลเวลา นั่นคือความเป็นแก่นแท้ของ‘City Pop’ ที่ผสมผสานทั้งแจ๊ส ฟังก์ และซอฟต์ร็อกจากฝั่งอเมริกาเข้าด้วยกัน สะท้อนบรรยากาศของญี่ปุ่นในช่วงปลายยุค 70s ถึงต้นยุค 80s ได้อย่างดี เสียงร้องของมิกิประกอบกับซาวด์ของดนตรีนี้ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นงานคลาสสิกที่ยิ่งฟังก็ยิ่งอบอวลไปด้วยความคิดถึงช่วงเวลาและกลิ่นอายของยุคนั้น

แม้ว่า Stay With Me จะดูเหมือนเป็นมาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในผลงานทั้งหมดของเธอ แต่นั่นไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่นิยามความยิ่งใหญ่ของมิกิ หลังจากที่ Stay With Me ประสบความสำเร็จในฐานะซิงเกิลเปิดตัว เธอก็ยังปล่อยเพลงฮิตออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังขยายไปยังวงการอนิเมะอีกด้วย

ในช่วงปี 1980 เธอเริ่มร้องเพลงธีมให้กับอนิเมะหลายต่อหลายเรื่อง เช่น Gu-Gu Ganmo และ Dirty Pair: Project Eden โดยใช้ชื่อในวงการว่า ‘Suzie Matsubara’

โดยเฉพาะเพลง ‘The Winner’ จาก ‘Mobile Suit Gundam 0083: Stardust Memory’ ที่เป็นหนึ่งในผลงานเด่นที่สุดในสายอนิเมะ ทำให้ในเวลานั้นมิกิเป็นที่รักทั้งในหมู่แฟนเพลง City Pop และแฟนอนิเมะไปพร้อมๆ กัน

มิกิไม่ได้มีบทบาทแค่ในฐานะศิลปินเดี่ยวเท่านั้น ด้วยความสามารถทางดนตรีอันเอกอุของเธอ เธอได้ก่อตั้งวงชื่อ ‘Dr. Woo’ และยังได้ร่วมงานกับศิลปินต่างชาติอย่างวงแจ๊สฟิวชันจากค่าย Motown ชื่อ ‘Dr. Strut’ ที่ช่วยขยายฐานผู้ฟังของเธอไปยังสหรัฐอเมริกาด้วย

ในปี 1982 เธอยังออกอัลบั้มคัฟเวอร์ชื่อ ‘Blue Eyes’ ภายในอัลบั้มมีทั้งเพลงคลาสสิกอย่าง ‘Love for Sale’ และเพลงซอฟต์ร็อกอมตะอย่าง ‘You’ve Got a Friend’ ของ Carole King อัลบั้มนี้ไม่ใช่แค่เพียงชุดเพลงคัฟเวอร์ธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกถึงอิสระทางดนตรีของมิกิที่มองว่า ‘แนวเพลง’ เป็นเพียงแค่สนามเด็กเล่น เป็นพื้นที่สำหรับการปลดปล่อยและทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับเพลงของเธอ

เมื่อเข้าสู่ยุค 90s มิกิเริ่มห่างหายจากการการปรากฏตัวในสื่อ ถอยตัวเองจากเบื้องหน้ามาทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มตัว โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือเพลง ‘Ame no Chi Special’ ของ Mariko Kouda ที่ติดชาร์ต Oricon ในปี 1997 แม้เธอจะไม่ได้ทำเพลงเป็นของตัวเอง แต่มิกิก็ยังคงมีอิทธิพลต่อวงการเพลงญี่ปุ่นในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม โชคชะตากลับเล่นตลก ในปี 2001 มิกิถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะสุดท้าย ทำให้เธอต้องยุติบทบาทในวงการดนตรีทั้งหมด เธอเลือกใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสงบกับครอบครัวที่โอซาก้า มีเรื่องเล่าว่าในช่วงเวลานั้น เธอได้เผาโน้ตเพลงและผลงานของตัวเองทั้งหมด ราวกับเป็นการบอกลาโลกแห่งดนตรีที่เธอรักอย่างถาวร

แม้เวลาจะล่วงเลยหลังจากที่เธอจากไปหลายปี แต่งานดนตรีของมิกิ มัตสึบาระ ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน เพลง ‘Stay With Me’ กลับมาโด่งดังในระดับไวรัลทั่วโลกอีกครั้งในช่วงปี 2020 จากการถูกนำไปใช้ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok และการกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำความเป็นอมตะของเพลงนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปลุกกระแสความนิยมแนวเพลง City Pop ให้กลุ่มคนฟังรุ่นใหม่อีกด้วย

จากเด็กสาวผู้มีความฝัน สู่การเป็นนักร้องไอคอนระดับโลก เรื่องราวของมิกิ มัตสึบาระ คือภาพสะท้อนของความมุ่งมั่น พรสวรรค์ และเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเทียบ แม้ชีวิตของเธอจะสั้นเกินไป แต่เสียงเพลงของเธอยังคงดังข้ามกาลเวลามาจนถึงวันนี้ สดใสและยังเป็นอมตะ ไม่ต่างจากวันแรกที่โลกตกหลุมรักเพลงของเธอในปี 1979

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...