โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'เขมร' ถล่ม 'ไทย' บนเวที IPU กล่าวหาทหารไทยละเมิดมนุษยธรรม

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.25 น.

'เขมร' ถล่ม 'ไทย' บนเวที IPU กล่าวหาทหารไทยละเมิดมนุษยธรรม คุมตัว 18 เชลย หลังพูดจบโดนประธานสมัชชาตำหนิ หลังชาติอื่นไม่พอใจพูดเกินเวลา

ผู้แทนรัฐสภากัมพูชา นาย อุช โบฤทธิ์ รองประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นเบอร์ 2 รองจาก “ฮุน เซน” ขึ้นกล่าวบนเวที General Debate ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ครั้งที่ 151 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

นายอุช โบฤทธิ์ ไม่ปรากฏตัวเลยในห้องประชุมต่าง ๆ ของ IPU ตลอด 2 วันที่ผ่านมา รวมถึงเวที General Debate ซึ่งเป็นเวทีใหญ่วันแรก เมื่อวานนี้ (20 ต.ค.) ที่เปิดให้ประธานรัฐสภาจากประเทศต่าง ๆ ได้อภิปรายต่อที่ประชุมคนละ 6-7 นาที

ซึ่ง ”ประธานวันนอร์“ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาของไทย ขึ้นพูดในลำดับที่ 17 ในลิสต์ A โดยไม่ปรากฏว่า นายอุช โบฤทธิ์ มาร่วมรับฟังด้วยแต่อย่างใด มีเพียงสมาชิกรัฐสภาของกัมพูชามานั่งสังเกตการณ์

ทั้งนี้ นายอุช โบฤทธิ์ มีคิวพูดในลิสต์ B เพราะเป็นรองประธานวุฒิสภา ไม่ใช่ประธาน จึงถูกจัดคิวพูดในวันที่ 2 ของเวที General Debate

การขึ้นกล่าวปราศรัยของ นายอุช โบฤทธิ์ เป็นไปตามความคาดหมายของทีมไทยแลนด์ นั่นคือ ฉวยโอกาสโจมตีไทย จากปัญหาพิพาทตามแนวชายแดนด้วยข้อมูลบิดเบือนเข้าข้างตัวเอง

โดย นายอุช โบฤทธิ์ เริ่มกล่าวด้วยการแสดงไมตรีจิต โดยขอบคุณผู้แทนจากไทยที่มีส่วนร่วมในสมัชชาสหภาพรัฐสภา และยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในเวทีนานาชาติ พร้อมย้ำว่า กัมพูชายึดมั่นสันติภาพ ความปรองดอง และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศทุกข้ออย่างซื่อสัตย์

แต่แล้ว นายอุช โบฤทธิ์ ก็วนมาพูดถึงปัญหาพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยอ้างว่า หากประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการประชุม IPU หนนี้ จะพบว่ามาตรฐานมนุษยธรรมถูกละเมิดอย่างรุนแรงจากปัญหาตามแนวชายแดนของกัมพูชา ซึ่งมีปัญหามาเนิ่นนาน

“กัมพูชาไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใครทั้งสิ้น จึงขอร้องประเทศไทย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเรา ให้รับทราบเรื่องนี้ด้วย” นายอุช โบฤทธิ์ กล่าว

รองประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวต่อว่า สงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา เรื่องพรมแดนล้วนมีขอบเขตตามที่กำหนดโดยกฎหมาย ถูกควบคุมโดยเครื่องมือระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน ตั้งแต่สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ.1904 ซึ่งมีแผนที่ประกอบเป็นหลักฐาน นอกจากนั้นยังมีสนธิสัญญาอีกหลายฉบับ ตลอดจนหลักกฎหมาย รวมถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1962 ด้วย

นายอุช โบฤทธิ์ ระบุว่า หลักฐานยังถูกเขียนขึ้นโดยบันทึกข้อตกลงปี 2000 (MOU 2543) มีการตั้งกรรมาธิการร่วม รับผิดชอบทางด้านเทคนิคในการดำเนินการเรื่องเขตแดน “น่าเสียดายที่ความขัดแย้งนี้ควรได้รับการพิจารณาตามเครื่องมือทางกฎหมาย รวมถึงอำนาจตุลาการที่ได้รับการยอมรับ”

ผู้แทนรัฐสภากัมพูชายังถือโอกาสนี้แสดงความขอบคุณประเทศจีน มาเลเซีย และ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สำหรับความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และมีการสร้างผลงานสำคัญขึ้นมา นั่นก็คือข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม

แต่แม้กระบวนการตามข้อตกลงจะมีความก้าวหน้า ทว่าบริเวณพรมแดนยังคงเปราะบาง ชาวบ้านกัมพูชายังคงถูกโยกย้าย ถูกปิดล้อม และถูกดดันให้ออกจากพื้นที่ ทหารกัมพูชา 18 คนยังถูกควบคุมตัว ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน

นอกจากนั้นยังมีปฏิบัติการจิตวิทยา ปล่อยเสียงแหลมดังในเวลากลางคืน ทำให้ประชาชนชาวกัมพูชาใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว แม้การกระทำเช่นนี้จะไม่ใช่การโจมตีอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายข้อ โดยเฉพาะสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยไทยกระทำการฝ่ายเดียวเพื่อกำหนดข้อบังคับต่าง ๆ อ้างว่าเป็นการกระทำภายในประเทศของตน

นายอุช โบฤทธิ์ กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า กัมพูชายอมรับไม่ได้ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดต่อมรดกโลก เพราะปราสาทพระวิหาร และปราสาทต่าง ๆ เป็นของกัมพูชา การส่งกำลังทหารเข้าไปก็เพื่อพิทักษ์ปราสาทของเรา เป็นพื้นที่ของกัมพูชา รวมถึงการวางอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ก็อยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา

อย่างไรก็ดี นายอุช โบฤทธิ์ พยายามกล่าวย้ำหลายครั้งว่า กัมพูชาเคารพต่อข้อตกลงหยุดยิง กฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาทุกฉบับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า รองประธานวุฒิสภาของกัมพูชา พูดเกินเวลาไปมาก พูดจนเวลาหมด ทั้ง ๆ ที่บริเวณโพเดียมจะมีการติดไฟเตือนสีแดงเอาไว้ เมื่อเวลาหมดก็จะมีแสงเตือนขึ้นคล้าย ๆ ไซเรน ปรากฏว่าการพูดของ นายอุช โบฤทธิ์ เกินเวลาไปนานมาก แสงไฟสีแดงเตือนถี่ ๆ หลายรอบ แต่เจ้าตัวก็ไม่สนใจ

นอกจากนั้น ประธานการประชุมของสมัชชาสหภาพรัฐสภา ซึ่งเป็นสุภาพสตรี ก็ได้พูดขัดจังหวะ และแจ้งเตือนผ่านไมโครโฟนหลายครั้งว่า “เวลาหมดแล้ว” แต่ นายอุช โบฤทธิ์ ก็ไม่สนใจ พยายามพูดจนจบตามเนื้อหาที่เตรียมมา จนถูกสมาชิกชาติอื่น ๆ ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจ

หลังจาก นายอุช โบฤทธิ์ กล่าวจบ ปรากฏว่า ประธานที่ควบคุมเวทีสมัชชาสหภาพรัฐสภา ได้กล่าวตำหนิว่า เป็นการพูดที่ไม่เคารพเวลา ส่งผลกระทบต่อสมาชิกชาติอื่น ๆ เพราะทุกคนก็อยากพูดเช่นเดียวกัน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...