โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'มูลนิธิ' ตั้งอย่างไรให้ถูกต้อง รวม 10 เรื่องต้องรู้ สรุปจากคู่มือกฎหมาย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ต.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2568 เวลา 08.13 น.

ในยุคที่ผู้คนอยากทำความดีเพื่อสังคม ‘มูลนิธิ’ กลายเป็นรูปแบบองค์กรยอดนิยมที่ช่วยให้การทำประโยชน์ต่อส่วนรวมมีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ แต่การจัดตั้งมูลนิธิไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงใจอยาก เพราะกฎหมายไทยกำหนดเงื่อนไขชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนการจัดตั้งจนถึงการบริหาร

บทความนี้ สรุปทุกประเด็นสำคัญจาก “คำแนะนำการจัดตั้งและดำเนินงานมูลนิธิ” ของกรมการปกครอง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องก่อนเริ่มต้นก่อตั้งมูลนิธิของตนเอง

1. ทำไมต้องรู้กฎหมายก่อนตั้งมูลนิธิ

“มูลนิธิ” เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่แสวงหากำไร และมีสถานะเป็น นิติบุคคล ตามกฎหมายไทย

ดังนั้นการจัดตั้งมูลนิธิ จึงไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มทำความดี แต่เป็นการ “ก่อเกิดองค์กรที่มีสิทธิเสมือนบุคคลตามกฎหมาย” สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำสัญญา หรือฟ้องร้องได้

เพราะเหตุนี้ รัฐจึงกำหนดกฎเกณฑ์การจัดตั้งไว้อย่างละเอียดใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 เพื่อให้มูลนิธิทุกแห่งดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

2. ความหมายของมูลนิธิตามกฎหมาย

มาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุว่า

“มูลนิธิ หมายความถึง ทรัพย์สินที่บุคคลหนึ่งหรือหลายคนได้จัดสรรไว้เพื่อเป็นนิติบุคคล เพื่อกระทำการเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มุ่งแสวงหากำไร”

กล่าวโดยง่ายคือ มูลนิธิเริ่มต้นจาก ทรัพย์สิน ไม่ใช่ “บุคคล” เหมือนสมาคม ผู้ริเริ่มจะนำทรัพย์สินของตนมาจัดตั้งและขอจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ เพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะ “ให้เพื่อสังคม” เช่น ด้านการศึกษา การแพทย์ ศิลปวัฒนธรรม หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

3. เงื่อนไขเบื้องต้นก่อนจัดตั้งมูลนิธิ

กรมการปกครองกำหนดหลักเกณฑ์พื้นฐานไว้ดังนี้

  • วัตถุประสงค์ต้องเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์
    เช่น การศึกษา ศาสนา การแพทย์ สิ่งแวดล้อม หรือการสงเคราะห์
    ห้ามมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  • ต้องมีทรัพย์สินเริ่มต้นเพียงพอแก่การดำเนินงาน
    โดยปกติไม่น้อยกว่า 500,000 บาท (ทั้งเงินสดหรือทรัพย์สินอื่น เช่น ที่ดิน อาคาร)
    หากมีวัตถุประสงค์กว้างหรือขนาดใหญ่ นายทะเบียนอาจพิจารณาให้เพิ่มวงเงิน
  • ต้องมีคณะกรรมการมูลนิธิอย่างน้อย 3 คน
    ซึ่งเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่ล้มละลาย และไม่ต้องโทษคดีอาญาร้ายแรง
  • ต้องจัดทำข้อบังคับมูลนิธิ
    ระบุชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ วิธีบริหาร การใช้ทรัพย์สิน การประชุม และวิธีเลิกมูลนิธิ

4. ขั้นตอนการยื่นขอจัดตั้งมูลนิธิ

กระบวนการจดทะเบียนมูลนิธิอยู่ภายใต้การดูแลของ นายทะเบียนมูลนิธิ (กรมการปกครอง หรือสำนักงานเขต/อำเภอในพื้นที่)

ขั้นตอนหลักมีดังนี้

4.1. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน

  • หนังสือขออนุญาตจัดตั้งมูลนิธิ
  • ร่างข้อบังคับมูลนิธิ
  • รายชื่อกรรมการ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน
  • หลักฐานที่ตั้งสำนักงาน
  • หลักฐานทรัพย์สิน เช่น หนังสือรับรองเงินฝาก หรือโฉนดที่ดิน

4.2. ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน

  • หากอยู่ในกรุงเทพฯ ยื่นที่ สำนักงานเขต
  • หากอยู่ต่างจังหวัด ยื่นที่ ที่ว่าการอำเภอ

4.3. ตรวจสอบเอกสาร
นายทะเบียนจะพิจารณาความถูกต้องของเอกสารและวัตถุประสงค์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ในบางกรณีอาจเรียกผู้ขอจัดตั้งมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

4.4. ออกใบอนุญาตจัดตั้ง
เมื่อผ่านการตรวจสอบครบถ้วน นายทะเบียนจะออก ใบอนุญาตจัดตั้งมูลนิธิ
และประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
มูลนิธิจึงจะมีสถานะเป็น นิติบุคคลโดยสมบูรณ์

5. โครงสร้างการบริหารมูลนิธิ

หลังได้รับอนุญาตจัดตั้งแล้ว มูลนิธิต้องมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเป็นระบบ

คณะกรรมการมูลนิธิ มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ดำเนินกิจกรรม และบริหารทรัพย์สินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
กรรมการทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับมูลนิธิ และไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ข้อบังคับมูลนิธิ ต้องกำหนดไว้ชัดเจน เช่น

  • วิธีการประชุมกรรมการ
  • การจัดทำบัญชีและงบการเงิน
  • การใช้รายได้และทรัพย์สิน
  • การแต่งตั้งหรือพ้นจากตำแหน่งกรรมการ

6. หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการมูลนิธิ

กรรมการมูลนิธิมีหน้าที่คล้าย “ผู้จัดการทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์” จึงต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และรอบคอบ

หน้าที่สำคัญ เช่น

  • ดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
  • จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและรายงานประจำปี
  • ยื่นงบการเงินต่อ นายทะเบียนมูลนิธิ ภายใน 150 วันหลังสิ้นปีบัญชี
  • แจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือข้อบังคับภายใน 30 วัน
  • ห้ามใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวก

7. การกำกับดูแลโดยรัฐ

นายทะเบียนมูลนิธิมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิทุกแห่ง
หากพบว่ามูลนิธิใดฝ่าฝืนข้อบังคับ ใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่โปร่งใส
สามารถสั่งระงับกิจการ หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้

นอกจากนี้ หากมูลนิธิได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานด้านภาษี และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ กรมสรรพากร หากต้องการขอสิทธิยกเว้นภาษีบริจาค

8. การเลิกมูลนิธิ

มูลนิธิอาจเลิกได้ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

  • วัตถุประสงค์บรรลุผลแล้ว หรือไม่สามารถดำเนินการต่อได้
  • กรรมการลงมติให้เลิก
  • นายทะเบียนสั่งเพิกถอน หรือศาลมีคำสั่งให้เลิก

หลังจากเลิกมูลนิธิ ต้องมีการ “ชำระบัญชี” และมอบทรัพย์สินที่เหลือตามข้อบังคับ เช่น มอบให้มูลนิธิอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายกัน หรือมอบให้รัฐ

9. ข้อควรระวังและคำแนะนำก่อนจัดตั้ง

  • ศึกษากฎหมายและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนก่อนเริ่ม
  • จัดทำข้อบังคับให้รัดกุม ป้องกันปัญหาการบริหารภายหลัง
  • ตรวจสอบความพร้อมของทรัพย์สินและบุคคลกรรมการ
  • วางระบบบัญชีและรายงานให้โปร่งใสตั้งแต่แรก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อที่คล้ายหน่วยงานราชการ หรือชื่อบุคคลสำคัญ

10. มูลนิธิกับการสร้างคุณค่าให้สังคม

มูลนิธิเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนที่ต้องการตอบแทนสังคม หรือบุคคลทั่วไปที่อยากสานต่อเจตนารมณ์ของผู้มีพระคุณ แต่การทำให้มูลนิธิอยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการ “ตั้งอย่างถูกต้อง” และ “บริหารอย่างโปร่งใส”

ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้มีไว้ขัดขวาง แต่เพื่อคุ้มครองทั้งผู้บริจาค ผู้รับประโยชน์ และสังคมส่วนรวม
เมื่อความดีดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มูลนิธิย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนที่มั่นคงและยืนยาวที่สุด

อ้างอิง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ว่าด้วยมูลนิธิ, คู่มือ “คำแนะนำการจัดตั้งและดำเนินงานมูลนิธิ” กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘มูลนิธิ’ ตั้งอย่างไรให้ถูกต้อง รวม 10 เรื่องต้องรู้ สรุปจากคู่มือกฎหมาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...