ธรรมนัส พ้อ หายไป 1 ปี ให้มวยแทนมาช่วยดู กระทรวงเกษตร แต่ไม่ได้ตามหวัง
ธรรมนัส คุม เกษตรฯ สานต่อ 6 นโยบายเดิม พ้อหายไป 1 ปี ให้มวยแทนมารับผิดชอบแต่ไม่ได้ตามหวัง
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่รองนายกฯ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ในฐานะที่เป็น ส.ส.พะเยา ได้คะแนนเสียงมากกว่า 50,000 คะแนน สำคัญที่สุดจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้งตนเองหายไป 1 ปีเต็ม แม้จะคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ข้างหลัง แต่การใช้มวยแทนเข้ามารับผิดชอบก็ไม่สัมฤทธิผลตามที่คาดหวังเอาไว้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ อย่าคิดว่าจะแก้ปัญหาอื่นได้ จึงต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมโทรมและปัญหาความมั่นคงตามมา
“ผมผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาเป็นครั้งที่ 3 มีผู้บังคับบัญชาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ นายเศรษฐา นายอนุทิน แต่บทบาทของแต่ละนายกฯไม่เหมือนกัน พล.อ.ประยุทธ์มีความเด็ดขาด สั่งการชัดเจน นายเศรษฐามีปัญหาที่ปทุมธานี ตั้งโต๊ะวงกลมเจรจาระดับผู้บริหาร เจรจาจบทำงานต่อ ผมชอบ นายอนุทินผสมผสานระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และนายเศรษฐา มีความมั่นใจว่าผู้นำแบบนี้จะนำบ้านเมืองพ้นวิกฤต 3 อย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
ขณะที่สภาพความไม่สงบของภัยธรรมชาติที่เกิดจากปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ตนเองหลับตาก็เห็นหมดแล้วว่าน้ำแต่ละที่ไหลเข้ามาอย่างไร หลายคนบอก “ธรรมนัสตายแน่ พูดแล้วทำไม่ได้” แต่ตนเองเอาอยู่ตั้งแต่ปี 62 จนถึงปัจจุบัน เพราะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขอข้าราชการอย่าออกกฎหมายที่ยุ่งยาก บางฉบับบ้าๆ บอๆ ทำให้ประชาชนเสียหาย เช่น พ.ร.บ.การประมงฯ
ร.อ.ธรรมนัสเปิดเผยว่า หลักการทำงานสำคัญในกระทรวงเกษตรฯยุคตน คือ การยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1.การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์
2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สำหรับภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลังจากนี้ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิต พร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และเรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว
4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจรของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม
5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG/Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิตพลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้างอาชีพทดแทน ให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ
6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตามสต๊อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย
ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากภารกิจข้างต้น กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนด นโยบายเร่งด่วน “3 สร้าง” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่ 1.สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2.สร้างตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว และ 3.สร้างโอกาส ยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskill) ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
“การจะเป็นมหาอำนาจที่แท้จริง คือเราต้องขยายอาณาจักรภาคการเกษตร ทำให้การผลิตเข้มแข็ง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราโชคดีที่ได้รับพระราชดำรัสชี้แนะมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเรื่อง ‘การตลาด’ หรือ ‘พาณิชย์’ หากเราทำให้ภาคเกษตรและภาคพาณิชย์เดินคู่กัน ตลาดต้องนำ นวัตกรรมต้องเสริม รายได้ของพี่น้องเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธรรมนัส พ้อ หายไป 1 ปี ให้มวยแทนมาช่วยดู กระทรวงเกษตร แต่ไม่ได้ตามหวัง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th