โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธรรมนัส พ้อ หายไป 1 ปี ให้มวยแทนมาช่วยดู กระทรวงเกษตร แต่ไม่ได้ตามหวัง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 07.59 น.

ธรรมนัส คุม เกษตรฯ สานต่อ 6 นโยบายเดิม พ้อหายไป 1 ปี ให้มวยแทนมารับผิดชอบแต่ไม่ได้ตามหวัง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่รองนายกฯ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ในฐานะที่เป็น ส.ส.พะเยา ได้คะแนนเสียงมากกว่า 50,000 คะแนน สำคัญที่สุดจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้งตนเองหายไป 1 ปีเต็ม แม้จะคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ข้างหลัง แต่การใช้มวยแทนเข้ามารับผิดชอบก็ไม่สัมฤทธิผลตามที่คาดหวังเอาไว้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ อย่าคิดว่าจะแก้ปัญหาอื่นได้ จึงต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมโทรมและปัญหาความมั่นคงตามมา

“ผมผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาเป็นครั้งที่ 3 มีผู้บังคับบัญชาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ นายเศรษฐา นายอนุทิน แต่บทบาทของแต่ละนายกฯไม่เหมือนกัน พล.อ.ประยุทธ์มีความเด็ดขาด สั่งการชัดเจน นายเศรษฐามีปัญหาที่ปทุมธานี ตั้งโต๊ะวงกลมเจรจาระดับผู้บริหาร เจรจาจบทำงานต่อ ผมชอบ นายอนุทินผสมผสานระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และนายเศรษฐา มีความมั่นใจว่าผู้นำแบบนี้จะนำบ้านเมืองพ้นวิกฤต 3 อย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

ขณะที่สภาพความไม่สงบของภัยธรรมชาติที่เกิดจากปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ตนเองหลับตาก็เห็นหมดแล้วว่าน้ำแต่ละที่ไหลเข้ามาอย่างไร หลายคนบอก “ธรรมนัสตายแน่ พูดแล้วทำไม่ได้” แต่ตนเองเอาอยู่ตั้งแต่ปี 62 จนถึงปัจจุบัน เพราะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขอข้าราชการอย่าออกกฎหมายที่ยุ่งยาก บางฉบับบ้าๆ บอๆ ทำให้ประชาชนเสียหาย เช่น พ.ร.บ.การประมงฯ

ร.อ.ธรรมนัสเปิดเผยว่า หลักการทำงานสำคัญในกระทรวงเกษตรฯยุคตน คือ การยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)

การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1.การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์

2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สำหรับภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลังจากนี้ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้

1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิต พร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และเรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว

4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจรของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม

5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG/Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิตพลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้างอาชีพทดแทน ให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ

6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตามสต๊อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากภารกิจข้างต้น กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนด นโยบายเร่งด่วน “3 สร้าง” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่ 1.สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2.สร้างตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว และ 3.สร้างโอกาส ยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskill) ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

“การจะเป็นมหาอำนาจที่แท้จริง คือเราต้องขยายอาณาจักรภาคการเกษตร ทำให้การผลิตเข้มแข็ง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราโชคดีที่ได้รับพระราชดำรัสชี้แนะมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเรื่อง ‘การตลาด’ หรือ ‘พาณิชย์’ หากเราทำให้ภาคเกษตรและภาคพาณิชย์เดินคู่กัน ตลาดต้องนำ นวัตกรรมต้องเสริม รายได้ของพี่น้องเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธรรมนัส พ้อ หายไป 1 ปี ให้มวยแทนมาช่วยดู กระทรวงเกษตร แต่ไม่ได้ตามหวัง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...