9 ตุลาการจากรัฐธรรมนูญจาก “สภาแต่งตั้ง” ยุบพรรคการเมือง 3 พรรค สอยนายกฯ 2 คน
29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุขาดคุณสมบัติฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน มี 2 คน คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และปัญญา อุดชาชน ที่เคยตัดสินและ “มีมติ” ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลมาแล้ว ทั้ง 2 คนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญ 2550 และได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แม้ตามนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และปัญญา อุดชาชน จะดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วเมื่อพฤศจิกายน 2567 แต่ก็ยัง “ปฏิบัติหน้าที่ต่อ” ตัดสินคดีแพทองธาร ชินวัตร เนื่องจากยังไม่ได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ เพราะเมื่อ 18 มีนาคม 2568 วุฒิสภา “ไม่เห็นชอบ” ผู้ได้รับการเสนอชื่อไป 2 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และชาตรี อรรจนานันท์ แม้เมื่อ 22 กรกฎาคม 2568 จะเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อไป 1 ราย คือ สราวุธ ทรงศิวิไล ที่จะมาแทนที่ปัญญา แต่ก็ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ไม่ทันที่จะพิจารณาคดีนี้
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือ 7 คน ที่มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านความเห็นชอบโดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษ 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ชวนดูผลงาน ยุบพรรค-สอยนายกฯ จากมือ 9 ตุลาการ ที่มาจาก “สภาแต่งตั้ง”
ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ปมเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ เป็นแคนดิเดตนายกฯ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากพรรคไทยรักษาชาติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในบัญชีว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรค แต่ต่อมามีพระราชโองการ ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ ชี้ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ต่อมา ที่ประชุม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยื่นคำร้องขอยุบพรรคไทยรักษาชาติต่อศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 (พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ) มาตรา 92 (2) ซึ่งเป็นเหตุในการยุบพรรคได้ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าว
คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3/2562 เป็นเอกฉันท์ให้ ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และมีมติ 6 ต่อ 3 ในการออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแก่คณะกรรมการบริหารพรรค 10 ปี และมีมติเอกฉันท์ในประเด็นที่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งห้ามไปจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นเป็นเวลา 10 ปี และห้ามใช้ชื่อพรรคเดิมซ้ำ และชื่อย่อเกี่ยวกับพรรคการเมืองนี้ เป็นเวลา 10 ปี
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาคดีนี้ ประกอบด้วย
นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
จรัญ ภักดีธนากุล
ชัช ชลวร
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
บุญส่ง กุลบุปผา
ปัญญา อุดชาชน
วรวิทย์ กังศศิเทียม
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ยุบพรรคอนาคตใหม่ ปมกู้ยืมเงินธนาธร 191.2 ล้านบาท
เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดียวกันกับชุดที่วินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ มีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ด้วยมติ 7 ต่อ 2 เสียง มูลเหตุของคดีสืบเนื่องมาจาก กกต. ผู้ร้องในคดีนี้ ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า สัญญากู้เงินทั้ง 2 ฉบับระหว่างธนาธรกับพรรคอนาคตใหม่จำนวน 191.2 ล้านบาทนั้นผิดกฎหมาย เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่นิติบุคคล ต้องมีรายได้จากที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ตา พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 62 และรายได้ต้องนำไปใช้ตามที่กำหนด (มาตรา 87) เท่านั้น ซึ่งไม่มีส่วนระบุถึงเงินกู้หรือชำระเงินหนี้เงินกู้ ทั้งไม่พบว่ามีหลักประกันว่าพรรคอนาคตใหม่จะชำระเงินกู้คืนธนาธรได้ จึงเห็นว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางจากเงินกู้เป็นเงินบริจาคเข้าพรรค ซึ่งเป็นการขัดต่อ มาตรา 66 ประกอบมาตรา 124, 125 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ นอกจากนี้การรับเงินกู้ยืมดังกล่าวถือว่าเป็นการรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 ด้วยอีกชั้นหนึ่ง และเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคตาม มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบ มาตรา 93
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 รายที่เห็นว่าไม่มีเหตุให้ยุบพรรค คือ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และชัช ชลวร ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 7 คนที่เหลือ รวมถึงนครินทร์และปัญญา มีความเห็นว่ามีเหตุให้ยุบพรรค
ยุบพรรคก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม. 112 ล้มล้าง-อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ
7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “เอกฉันท์” สั่งยุบพรรคก้าวไกล เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง โดยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ได้จดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง
โดยมูลเหตุของคดีสืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคก้าวไกล ตั้งแต่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาททั้งระบบ รวมความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 การหาเสียง ตลอดจนพฤติการณ์และการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 นั้น เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ต่อมา กกต. ได้ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคก้าวไกล เป็นการกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพ.ร.ป. พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคดีนี้ ได้แก่
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
ปัญญา อุดชาชน
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
วิรุฬห์ แสงเทียน
จิรนิติ หะวานนท์
นภดล เทพพิทักษ์
บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
อุดม รัฐอมฤต
สุเมธ รอยกุลเจริญ
คดียุบพรรคก้าวไกล จึงเป็นอีก 1 คดีที่นครินทร์และปัญญามีมติให้ยุบพรรคการเมือง
ฟันเศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปมตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรี
14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากปมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งที่พิชิตเคยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลรัฐธรรมนูญแจงว่า เศรษฐา ทวีสินย่อมรู้หรือควรรู้ได้ว่าพิชิต ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นรัฐมนตรี แต่ยังดึงดันเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรี รวมถึงการไปพบทักษิณ ชินวัตรก่อนเสนอชื่อ ทำให้เศรษฐา มีพฤติกรรมขาดความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผลของคดีนี้ เมื่อเศรษฐาขาดคุณสมบัติ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และยังส่งผลสืบเรื่องให้รัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคดีนี้ได้แก่
ปัญญา อุดชาชน
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
วิรุฬห์ แสงเทียน
จิรนิติ หะวานนท์
บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
นภดล เทพพิทักษ์
อุดม รัฐอมฤต
สุเมธ รอยกุลเจริญ
โดยตุลาการเสียงข้างมาก 5 คน ที่เห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐาสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) ได้แก่ 1) ปัญญา อุดชาชน 2) อุดม สิทธิวิรัชธรรม 3) วิรุฬห์ แสงเทียน 4) จิรนิติ หะวานนท์ และ 5) บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 4 คน ที่เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐาไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) ได้แก่ 1) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 2) นภดล เทพพิทักษ์ 3) อุดม รัฐอมฤต และ 4) นายสุเมธ รอยกุลเจริญ
ฟันแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปมคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน
29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียงให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปมคลิเสียงสนทนากับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ศาลระบุว่าแม้จะแพทองธารจะมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่พฤติกรรมในคลิปเสียงทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คำนึงถึงผลประโยชน์คะแนนนิยมส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ ส่งผลให้แพทอธารขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคดีนี้ได้แก่
ปัญญา อุดชาชน
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
วิรุฬห์ แสงเทียน
จิรนิติ หะวานนท์
บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
นภดล เทพพิทักษ์
อุดม รัฐอมฤต
สุเมธ รอยกุลเจริญ
ตุลาการเสียงข้างมาก 6 เสียง ที่เห็นว่าแพทองธารขาดคุณสมบัติ เป็นเหตุให้ผลตำแหน่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 4 คน เห็นว่าแพทองธารขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 160 (4) และ (5) ได้แก่ 1) ปัญญา อุดชาชน 2) วิรุฬห์ แสงเทียน 3) จิรนิติ หะวานนท์ 4) บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และกลุ่มที่สอง 2 คน ที่เห็นว่า เห็นว่า แพทองธารขาดคุณสมบัติเฉพาะกรณีตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (5) คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม และอุดม รัฐอมฤต
ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียง ที่ เห็นว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธารไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) ได้แก่ 1) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 2) นภดล เทพพิทักษ์ และ 3) สุเมธ รอยกุลเจริญ