โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ดูหนัง ดูละคร ย้อนดูตัวเอง" ถอดบทเรียน เรื่องวิมานหนาม ทำไม? เราต้องวางแผน “มรดก”และทำ"พินัยกรรม"

Thairath Money

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 04.26 น.
ภาพไฮไลต์

กลายเป็นหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “วิมานหนาม” โดยค่าย GDH ขึ้นแท่นอันดับ 1 หนังทำเงินสูงสุดสู่สัปดาห์ที่ 3 ท่ามกลางเสียงชื่นชมและรีวิว ขอบคุณทั้งทีมงาน นักแสดง และผู้เขียนบท ที่พาคนดูเข้าไปสัมผัสกับเรื่องราวของคนกลุ่ม LGBTQ ในอีกมุมที่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงมากนัก

งานละเอียด โปรดักชั่นดี โลเคชั่นถึง และอารมณ์ที่ฟาดฟันกันอย่างสมจริงตลอดทั้งเรื่อง ยังแจ้งเกิดนักแสดงหลักอย่าง “เจฟ - ซาเตอร์, อิงฟ้า - วราหะ และเก่ง - หฤษฎ์” ให้ถูกพูดถึงติดหน้าสื่อโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

"วิมานหนาม" สงครามแย่งชิงมรดก กับสิทธิทางกฎหมายที่บางที (ก็)ไม่ชอบธรรม

วิมานหนามยังถูกเชิดชู นี่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการหนังไทย กับการนำเสนอเรื่องราวของคู่รักเพศทางเลือก (LGBTQ) มาผสมผสานกับเรื่องราวของครอบครัวและค่านิยมทางสังคมได้อย่างลงตัว

ผ่านตัวละครหลัก เสก, ทองคำ ที่ลำบาก ขายทุกสิ่งทุกอย่าง ร่วมกันทำสวนทุเรียนมานาน 5 ปี ก่อนสามารถไถ่ถอนโฉนดที่ดินที่ติด “จำนอง” ตั้งแต่รุ่นพ่อออกมาใส่กรอบติดฝาบ้าน ทรัพย์สินร่วมที่เปรียบเป็นทะเบียนสมรสของคนทั้งสอง แม้กฎหมายจะยังไม่ยอมรับ ก่อนถึงจุดพลิกผันของเรื่อง

เมื่อเสกเกิดอุบัติเหตุพลัดตกต้นทุเรียนเสียชีวิตในวันต่อมา นำมาสู่การปรากฏตัวของ “แม่แสง” แม่ของเสก และ “โหม๋” หญิงสาวไร้สัญชาติ ที่แรกเริ่มถูกสื่อว่าเป็นเพียงเด็กที่แม่แสงเก็บมาเลี้ยง 2 ตัวละครที่มาพร้อมกับประโยคเด็ดวรรคทอง

“ของ ๆ ลูก มันก็เป็นของ ๆ แม่ ขนาดลูกยังก็ยังเป็นทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ไปตลอดชีวิตเลย”

หรือ

“เกิดมาฉันไม่เคยมีบุญวาสนาเหมือนคนอื่นเค้าเลยนะแม่ ช่วยยกบ้านให้หนูเถอะ”

แน่นอน การจากไปของเสก เจ้าของที่ดินที่ไม่มีแม้แต่คำสั่งเสีย ได้กลายเป็นบ่อเกิดของสงครามแย่งชิงมรดก ระหว่างทองคำ (คนรักเสก) ที่เชื่อว่าทั้งเงินทองและแรงที่ตนเองลงไป ถึงกระทั่งยอมขายทรัพย์สินส่วนตัวมาไถ่ถอนให้กับชายที่รัก อย่างไรเสีย ที่ดินสวนทุเรียนก็ควรต้องตกเป็นของตัวเอง

ขณะ “แม่แสง” อาศัยสิทธิทางกฎหมาย เรียกร้องการครอบครองอย่างชอบธรรม โดยมี “โหม๋” ที่ยังมีอีกความสัมพันธ์กับเสก ก็พยายามจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้แม่แสงยอมเซ็นยินยอมยกที่ดินดังกล่าวให้กับตนเองเช่นกัน

เล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้ อีกนัยก็พอจะสรุปได้ว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ที่ “ทองคำ” ไม่สามารถใช้สิทธิต่าง ๆ ที่ควรจะมีได้ จากการที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่ได้ถูกบังคับใช้ คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งวุ่นวายต่าง ๆ เกิดขึ้นทำให้สิทธิทางทรัพย์สินและมรดก รวมไปถึงสิทธิในการดูแลระหว่างคู่ชีวิต ตกหล่นระหว่างทาง

“ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง” วันนี้คุณจัดการมรดกและทรัพย์สินแล้วหรือยัง?

แต่ในขณะเดียวกัน หากมองข้ามประเด็นเรื่องคู่รักเพศเดียวกันไปแล้ว “ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง” ประโยคสุดคลาสสิกของคนไทย ในเรื่องวิมานหนาม ก็ยังชวนให้เราฉุกคิด ถึงความจำเป็นในการจัดการมรดก หรือ ตอบคำถามที่มักได้ยินบ่อย ๆ ที่ว่า ไม่ได้มีสินทรัพย์มากมายเท่าไหร่ ทำไมต้องวางแผนมรดก ก็เพราะบางที ที่ดินผืนเดียว ก็เป็นสาเหตุให้คนฆ่ากันตายมาแล้วนักต่อนัก

ในบทความนี้ Thairath Money จะชวนมาทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อม กรณีหากวันนี้เราเป็นอะไรไป ทายาทจะได้รับมรดกอย่างที่เราอยากยกให้หรือไม่?

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า หลายคนมักส่ายหน้าหนี เมื่อพูดถึง “การวางแผนมรดก” และไม่เคยคิดที่จะวางแผนมรดกเลยสักครั้ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคนรวย คิดว่าตัวเองมีทรัพย์สินไม่มากนักจะทำไปทำไมให้เสียเวลา หรือไม่ก็คิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง

ซึ่งความคิดเหล่านี้ถือเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่แค่คนรวยที่มีทรัพย์สมบัติเงินทองมาก ๆ เท่านั้นที่ต้องทำ แต่ “การจัดการมรดก” เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อยก็ไม่ควรมองข้าม

3 ขั้นตอน วางแผนมรดกฉบับมือใหม่

1. จัดการตรวจสอบทรัพย์สิน จดบันทึกไว้ว่าตนเองมีทรัพย์สินและหนี้สินอะไร? เป็นจำนวนเท่าไหร่? อยู่ที่ไหน? เพื่อให้เป็นระบบระเบียบและสะดวกตอนทำพินัยกรรมมากยิ่งขึ้น หากสามารถระบุชื่อรายการอย่างละเอียด ก็จะช่วยให้กลับมาติดตามได้ง่ายขึ้นอีก เช่น เงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร A เงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร B เงินกองทุน XYZ ฯลฯ

2. “พินัยกรรม” ถือเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่า ทรัพย์สินจะถูกส่งต่อหรือถ่ายโอนไปยังบุคคลที่เราต้องการมอบให้อย่างแน่นอนและครบถ้วน ซึ่งตามกฎหมายเราสามารถระบุให้ใครหรือองค์กรใดเป็นผู้รับมรดกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติสนิท หรือสายเลือดเดียวกันเสมอไป

  • ข้อมูลหลัก ๆ ที่ต้องระบุในพินัยกรรมประกอบไปด้วย
  • ข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ นามสกุล อายุ ฯลฯ)
  • รายการทรัพย์สินต่าง ๆ (ที่ดิน บ้าน ใบหุ้น เงินฝาก ฯลฯ)
  • กรมธรรม์ประกัน (ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ฯลฯ)
  • รายชื่อผู้รับมรดก
  • ผู้จัดการมรดก
  • จำนวนทรัพย์สินที่ต้องการจัดสรรให้แต่ละคน
  • ลายมือชื่อ และวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม

ทั้งนี้ เราควรปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในพินัยกรรมให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็ทุก ๆ 3 – 5 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าพินัยกรรมของเราจะถูกนำไปปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของเรา

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้เด็ดขาด คือ เราควรบอกให้คู่สมรสหรือบุคคลใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ทราบว่าพินัยกรรมฉบับล่าสุดของเราจัดทำขึ้นเมื่อใด และเก็บไว้ที่ไหน

ลำดับขั้นการรับมรดก กรณี ไม่มีพินัยกรรม ระบุไว้

กรณีที่เราจากไปโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมทิ้งไว้ หรือมีพินัยกรรมแต่หาไม่พบ ทรัพย์สินของเราจะถูกจัดสรรให้แก่คู่สมรสและทายาทโดยธรรม ตามลำดับและสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

  • ผู้สืบสันดาน
  • บิดา มารดา
  • พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
  • พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
  • ปู่ ย่า ตา ยาย
  • ลุง ป้า น้า อา

3. วางแผนภาษีมรดก

การสนใจวางแผนมรดกให้ลูกหลานตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งที่ดี เราควรศึกษาวิธีการจัดทำพินัยกรรมหรือปรึกษานักกฎหมายเพื่อให้พินัยกรรมของเรามีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งที่จริงแล้วการส่งมอบความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเรื่องของการส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ทายาทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “การแบ่งปันให้ผู้อื่น” ทั้งในยามปกติ เช่น การบริจาคให้มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศล ผู้ที่มีน้อยหรือด้อยโอกาสกว่า

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีมรดกตาม พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก คือ ผู้รับมรดกที่ได้มรดกสุทธิหลังหักภาระติดพันต่าง ๆ แล้ว เช่น ภาระจำนอง ฯลฯ จากเจ้ามรดกแต่ละรายในคราวเดียวหรือหลายคราว ให้เสียภาษีเฉพาะมูลค่ามรดกสุทธิส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราภาษี 10%

แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานก็ให้เสียภาษีในอัตราภาษี 5% ไม่คำนึงถึงจำนวนครั้ง หรือจำนวนหน่วยของทรัพย์มรดกที่ได้รับ โดยทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษีต้องเป็นสิ่งของที่มีทะเบียน ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากจัดการวางแผนมอบมรดกได้ดี อาจช่วยให้เราไม่ต้องเสียภาษีมรดกมากเกินไป.

ที่มา : ตลท.,GDH

อ่านข่าวหุ้น ข่าวทองคำ และ ข่าวการลงทุน และ การเงิน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "ดูหนัง ดูละคร ย้อนดูตัวเอง" ถอดบทเรียน เรื่องวิมานหนาม ทำไม? เราต้องวางแผน “มรดก”และทำ"พินัยกรรม"

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...