โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ค้าเร่งรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เหลืออัตราเดียว

The Better

อัพเดต 17 ส.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2567 เวลา 07.39 น. • THE BETTER
ผู้ค้าเร่งรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เหลืออัตราเดียว แก้ปัญหาทั้งอุตสาหกรรม ให้ผู้ค้าอยู่ได้ รัฐบาลเก็บภาษีได้ตามเป้า พร้อมแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย

ผู้ค้ายาสูบ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ภาษี 2 เทียร์ รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ก็ลดลงเรื่อยๆ โดยเก็บได้ลดลงถึง 16% ในช่วงเวลาปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2566 และสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 เก็บภาษีบุหรี่ได้ลดลงอีก 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สาเหตุก็เพราะ (1) โครงสร้างภาษีแบบ 2 เทียร์ ประกอบกับ (2) การขึ้นภาษีอย่างก้าวกระโดดจนเกินจุด Optimum ผลักให้ผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตมากขึ้น จนปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงเรื่อยๆ อีกทั้งยังจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ราคาแพงที่เสียภาษีเทียร์บน มาสูบบุหรี่ราคาถูกที่เสียภาษีเทียร์ล่างที่มีภาระภาษีต่อซองต่ำกว่าบุหรี่เทียร์บน ทำให้รายได้ภาษีลดลงอย่างหนัก

ผู้ค้ายาสูบ ระบุว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ต้องเป็นอัตราเดียว เพราะปัจจุบันปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงเรื่อยๆ ขณะที่บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายใต้โครงสร้างภาษี 2 เทียร์ จากข้อมูลทางการตลาดล่าสุดพบว่าผู้ประกอบการยังคงหันมาเน้นแข่งขันกันในเทียร์ล่าง (95% ของยอดขายทั้งหมด) มากขึ้นอีก และผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อบุหรี่ถูกกฎหมายเทียร์ล่างกันมากขึ้น โดยมีการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ ในเทียร์ล่างในช่วงรอบปี 2566 หลายรุ่นด้วยกัน สะท้อนว่ามีการ Downtrade ลงไปที่เทียร์ล่างเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้สถานการณ์รายได้ภาษี และผลประกอบการของ ยสท. จะลดลงเรื่อยๆ ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้เร็วที่สุดคือการปรับโครงสร้างภาษีให้เหลืออัตราเดียว เพราะขณะที่ปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงจากบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ทางเดียวที่ผู้ประกอบการจะอยู่รอดได้ในปัจจุบันคือการเพิ่มรายได้หรือกำไรต่อซอง ภาษีอัตราเดียวจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาระภาษีตัวบนที่ลดลง ในขณะที่รัฐจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราภาษีของบุหรี่ในเทียร์ล่างเล็กน้อย

สำหรับแนวทางการปรับภาษีเป็นอัตราเดียวที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพสามิตให้แนวทางไว้ล่าสุดว่าต้องพิจารณา 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่กันมากขึ้น เช่น บุหรี่ไฟฟ้า (2) ผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ (3) ผลกระทบต่อรายได้ภาษี (4) ความเป็นธรรมและเป็นสากล และ (5) ผลกระทบต่อสาธารณสุข ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้ง 5 ด้านแล้ว ตัวอย่างของอัตราเดียวที่เหมาะสม ได้แก่ 1.3 บาทต่อมวน (เพิ่ม 0.05 บาทต่อมวน) + 25% (อัตราเดิม) โดย

(1) ด้านการเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่ – อัตราเดียวดังกล่าวจะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ต้องขึ้นราคาในช่วง 0-2 บาทต่อซองเท่านั้น (แล้วแต่ยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละผู้ประกอบการ) ซึ่งคาดว่าจะไม่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่มากขึ้น ไม่กระทบกับปริมาณขายบุหรี่ในภาพรวม

(2) ด้านผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ – อัตราเดียวดังกล่าวจะไม่กระทบกับปริมาณยอดขายบุหรี่ในภาพรวม และยังจะช่วยให้ ยสท. มีกำไรมากขึ้นหากคงราคาบุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์ กรุงทอง สายฝน สามิต ไว้ที่ซองละ 105 บาท ทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น สามารถสนับสนุนทางการเงินให้ชาวไร่ยาสูบได้ต่อไป

(3) ด้านผลกระทบต่อรายได้ภาษี – อัตราเดียวดังกล่าวจะช่วยรักษารายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบ หรือช่วยให้เพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย เพราะไม่กระทบกับยอดขายบุหรี่ในภาพรวม และบุหรี่ส่วนใหญ่ (95%) จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นซองละ 1 บาท

(4) ด้านความเป็นธรรมและเป็นสากล – อัตราเดียวดังกล่าวมีความเป็นธรรมเพราะบุหรี่ทุกยี่ห้อมีอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน จึงต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน สอดคล้องกับแนวทางสากลและคำแนะนำของ WHO และ World Bank โดยปัจจุบันมีมากกว่า 147 ประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษีอัตราเดียว

(5) ด้านผลกระทบต่อสาธารณสุข – อัตราเดียวกับกล่าวจะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ (95%) เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยซองละ 1 บาท ไม่ทำให้ราคาบุหรี่ถูกลง ดีต่อต่อสาธารณสุข

ทั้งนี้ ถ้าปรับเป็นอัตราเดียวแล้ว ไม่กระทบทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นผลจากระดับภาษีที่สูงเกินไป ทำให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังซื้อไปมาก โดยบุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่การขึ้นภาษีอย่างก้าวกระโดดเมื่อ ก.ย. 2560 ตามมาด้วยการขึ้นภาษีอีกครั้งเมื่อ ต.ค. 2564 ที่ทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายที่ขายดีที่สุดต้องขึ้นราคา 18% และ 17% ตามลำดับ จนทำให้บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ก่อนปี 2560 เป็น 22.6% ในปี 2566 หากต้องการลดปัญหาบุหรี่เถื่อน วิธีที่ตรงจุดก็คือ “ลดภาษี” แต่ก็เป็นไปได้ยากที่กระทรวงสาธารณสุขจะยอมรับได้ เพราะจะทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาถูกลง

ดังนั้น ในเมื่อไม่สามารถลดภาษีได้ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือช่วยให้ ยสท. และ และผู้ประกอบการบุหรี่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาบุหรี่เถื่อน มีกำไรเพิ่มขึ้นได้บ้าง ด้วยโครงสร้างภาษีอัตราเดียวในระดับที่เหมาะสม เช่น 1.3 บาทต่อมวน + 25% ที่จะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ขึ้นราคาในช่วง 0-2 บาทต่อซองเท่านั้น ในภาพรวมแล้วจึงคาดว่าจะไม่ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง ก.ย. - ต.ค. 2566 ที่ ยสท. ขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างจาก 66 บาทเป็น 70 บาท และผู้นำเข้าขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างจาก 70 บาทเป็น 72 บาท พบว่าสัดส่วนบุหรี่เถื่อนอยู่ที่ 22% ซึ่งถือว่าทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565

ทั้งนี้ผุ้ค้ายาสูบ เชื่อว่า .ถ้าปรับภาษีเป็นอัตราเดียวแล้วจะช่วย ยสท. และชาวไร่ยาสูบ เพราะภาษีเทียร์เดียวที่ 1.3 บาท + 25% จะช่วยให้ ยสท. มีกำไรเพิ่มขึ้น สามารถที่จะเพิ่มราคารับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบได้ในปีต่อๆ ไป โดยไม่กระทบกับปริมาณยอดขายและผลประกอบการ โดยกำไรจะเพิ่มจาก

(1) หาก ยสท. ยังคงราคาบุหรี่เทียร์บนในปัจจุบัน (กรองทิพย์ กรุงทอง สายฝน สามิต ราคา 105 บาท) เมื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเป็นเทียร์เดียว ยสท. จะได้กำไรต่อซองจากบุหรี่เทียร์บนในปัจจุบันเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติราว 18 บาทต่อซอง และอาจมีกำไรเพิ่มขึ้น 5 ร้อยล้านบาท

(2) กำไรที่เพิ่มขึ้นจากบุหรี่เทียร์บนปัจจุบัน สามารถ subsidize บุหรี่เทียร์ล่างซึ่งเป็นตลาดหลักได้โดย ยสท. อาจปรับขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างปัจจุบันเพียง 0-2 บาท (แล้วแต่รุ่น) เพื่อให้แข่งขันกับผู้นำเข้าได้ดีขึ้นโดยไม่กระทบกับยอดขาย ทั้งนี้สัดส่วนภาระภาษี (total tax incidence) ของบุหรี่เทียร์ล่าง ยสท. จะคงอยู่ที่ราว 79% ของราคาขายปลีกเช่นในปัจจุบัน ทำให้ในภาพรวม ยสท. ย่อมจะมีกำไรเพิ่มขึ้น

(3) นอกจากนี้ ยสท. ยังสามารถออกสินค้ารุ่นใหม่ในช่วงราคาที่ 73 – 104 บาท ที่ปัจจุบันไม่มีขายในตลาดบุหรี่เนื่องจากโครงสร้างภาษี 2 อัตรา ซึ่งเป็นช่วงราคาที่กว้างสามารถตั้งราคาให้หลากหลายและแตกต่างจากบุหรี่นำเข้าได้ สินค้ารุ่นใหม่ในช่วงราคานี้จะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรได้ เพราะบุหรี่ในช่วงราคาดังกล่าวจะมีภาระภาษีต่อซองที่ไม่สูงเท่าปัจจุบัน โดยในอดีต ยสท. เคยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 53% ของบุหรี่ในช่วงราคาดังกล่าว โดยสินค้าหลักคือ ยี่ห้อกรองทิพย์90

นอกจากนี้ การใช้ภาษีอัตราเดียว จะช่วยลดปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และดึงยอดขายบุหรี่คืนมาจากบุหรี่ไฟฟ้าได้ เพราะปัญหาการเปลี่ยนจากบุหรี่ถูกกฎหมายไปใช้สินค้าทดแทน ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นผลจากระดับภาษีที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับกำลังซื้อ ไม่ใช่ผลของโครงสร้างภาษี ดังนั้น การใช้โครงสร้างเทียร์เดียวย่อมไม่อาจช่วยลดบุหรี่ไฟฟ้าได้ แต่การใช้โครงสร้างภาษีเทียร์เดียวในอัตราที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาบุหรี่ในระดับที่เหมาะกับกำลังซื้อปัจจุบัน ไม่ให้สูงเกินไปจนผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้ามีความคุ้มค่า (value for money) มากกว่า (บุหรี่ไฟฟ้า 1 พอด มีราคา 100-200 บาท แต่ใช้ได้นานเกือบเดือน บุหรี่มวน 1 ซองราคา 70 บาท สูบได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...