โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลาว ย้ำจุดยืนผู้ผลิตกาแฟ จับมือ ญี่ปุ่น นำร่อง คั่วกาแฟด้วยไฮโดรเจนสีเขียว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ต.ค. 2567 เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 08.19 น.

ลาว และ ญี่ปุ่น จับมือโครงการ คั่วกาแฟด้วยไฮโดรเจนสีเขียว จากไฟฟ้าพลังน้ำ มุ่งผลิตกาแฟเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาถูก ผลักดันภาคส่งออกลาว

วันที่ 6 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ธุรกิจคั่วกาแฟในลาวกำลังเดินหน้า โครงการคั่วเมล็ดกาแฟด้วยไฮโดรเจนสะอาด โดยลาวมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำได้ด้วยต้นทุนต่ำ

TSB Greenex บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น กำลังจับมือกับบริษัทอื่นอีก 8 แห่งสำหรับโครงการ Green Hydrogen Valley ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินการภายในกลางปี 2569 ในจังหวัดจำปาสัก โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่า 6 พันล้านเยน (41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้รับเงินทุนบางส่วนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

โรงงานในโครงการดังกล่าวจะคั่วเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในท้องถิ่น ที่อุณหภูมิ 200°C โดยใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง โดยตั้งเป้ากำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของลาว และกาแฟที่ได้จะวางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานสีเขียวหากผลิตขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าที่ปราศจากคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 20% ถึง 30%

TSB จะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวด้วยการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำมหาศาลของลาว และด้วยความที่พื้นที่มากกว่า 70% ของลาวเป็นภูเขา จึงเป็นภูมิประเทศที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

รายงานระบุว่า แหล่งไฟฟ้า 80% ของลาวมาจากไฟฟ้าพลังน้ำ และค่าไฟฟ้าในลาวมีราคาถูกมาก โดยคิดเป็นประมาณ 20% ของอัตราค่าไฟฟ้าของญี่ปุ่น และประมาณ 30% ของอัตราค่าไฟฟ้าของไทย

ด้วยพลังงานน้ำราคาประหยัดนี้ กาแฟคั่วด้วยไฮโดรเจนที่ผลิตโดย TSB คาดว่าจะมีราคาถูกกว่ากาแฟทั่วไปประมาณ 10% ถึง 20%

แม้การใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในการคั่วกาแฟถูกมองว่ามีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับธุรกิจ แต่โรงงานกาแฟของ TSB ในลาวจะเป็นแห่งแรกที่มีลักษณะดังกล่าว โดย นายริวทาโร่ นิชิโอะ หัวหน้าฝ่ายขายต่างประเทศของ TSB กล่าวว่า แม้ว่าลาวจะมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยมีประชากร 7.6 ล้านคน และล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่โครงการนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่มีศักยภาพ

สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของลาวคือสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก เช่น ผลิตภัณฑ์จากฟาร์มและแร่เหล็ก แต่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ

ทั้งนี้ ลาวยังมีฐานะเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และด้วยการผสมผสานแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ากับการผลิตกาแฟอาจสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สามารถเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศได้

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซึยน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...