เทียบฟอร์ม ITC-AAI หุ้นอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตแรง !!
อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกของไทยที่เติบโตได้โดดเด่น ล่าสุดตัวเลขส่งออกไทยเดือนก.ค. ออกมาขยายตัว 15.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าตลาดคาด 7% โดยอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าที่เติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 26.6% เมื่อกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวถึง 8 เดือนติดต่อกัน
แน่นอนว่าหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ย่อมเป็น 2 หุ้นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงอย่าง AAI หรือ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ ITC หรือ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปีผลประกอบการก็ขยายตัวได้ดีเช่นเดียวกัน
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจแนวโน้มครึ่งปีหลัง ธุรกิจของแต่ละบริษัทจะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างการเติบโตที่น่าประทับใจต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกได้หรือไม่
สำหรับ AAI บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับกำไรปี 2567 ขึ้น 20% เป็น 1,138 ล้านบาท โต 160% จากปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการปรับสมมติฐานยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขึ้น หลังครึ่งปีแรกดีกว่าคาดมาก
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 3/67 เบื้องต้นประเมินกำไรปกติจะฟื้นตัวสูงจากไตรมาส 3/66 แต่มีโอกาสอ่อนตัวจากไตรมาส 2/67 จากต้นทุนทูน่าที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามคาดการณ์แนวโน้มโดยรวมในช่วงครึ่งหลังปี 2567 จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและครึ่งปีแรก จากยอดขายที่ดีต่อเนื่องตามปัจจัยฤดูกาล และอานิสงส์การขยายผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ของลูกค้า
ด้านราคาหุ้นกลับมา underperform SET 9% ในช่วง 1 เดือน โดยมองว่าเป็นผลจากการ take profit บางส่วน รวมถึงเงินบาทกลับมาแข็งค่า อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองบวกจากกำไรปกติปี 2567 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มจากการส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และความคืบหน้าลูกค้าใหม่รายใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังและไตรมาส 1/68 โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.50 บาท
ขณะที่ ITC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ตลาดกังวลปัจจัยเศรษฐกิจ แต่แนวโน้มกำไรครึ่งหลังปี 2567 ยังเติบโตต่อทั้งจากครึ่งปีแรกและช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ โดยประเมินว่าตลาดกังวลต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงจะเกิด Recession ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักของ ITC ที่มีสัดส่วนรายได้ราว 50% ของรายได้รวม
อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอคำสั่งซื้อและมีการปรับไซส์ขนาดสินค้าให้ราคาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น และหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการเติบโตของบริษัทคือการขยายลูกค้ากลุ่ม Private Label ที่เป็น Premium ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ราว 17% มากขึ้น ซึ่งจะมีราคาขายเฉลี่ยสินค้าที่ต่ำกว่าสินค้าแบรนด์ระดับโลก ทำให้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบที่น้อยกว่าหาก Recession เกิดขึ้น
นอกจากนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ปริมาณขายจะสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 3/67 และ 4/68 ตามปัจจัยฤดูกาลที่เป็นช่วงไฮซีซั่น ปัจจุบันในไตรมาส 3/67 บริษัทมีการ Secured order ไว้ 90% ของเป้าหมายแล้ว และจะรับรู้รายได้จากคำสั่งซื้อบางส่วนที่ถูกเลื่อนมาจากไตรมาส 2/67 อีกราว 5-10% ของรายได้รวมในส่วนราคาขายเฉลี่ย แม้อาจมีการปรับลงกับลูกค้าเฉลี่ยราว 1-2% แต่จะชดเชยได้ด้วยปริมาณขายที่สูงขึ้น
ขณะที่ค่าเสื่อมราคาจากโรงงานใหม่จะเข้ามาราว 20 ล้านบาทต่อไตรมาส แต่ประเมินว่า GPM จะยังอยู่ในระดับสูง และคงคาดกำไรปกติของ ITC จะเติบโตได้ต่อเนื่องทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า แม้ GPM อาจชะลอลงจากครึ่งปีแรก จากการปรับราคาขายลง และรับรู้ค่าเสื่อมที่สูงขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 ขึ้น 17.1% เป็น 3,818 ล้านบาท โต 65.1% จากปีก่อน พร้อมปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 27 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประมาณการไม่รวม Upside จากการทำ M&A และรายได้ดอกเบี้ยรับจากเงินปล่อยกู้ให้ TU