โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง / ปิตาธิปไตย / กับความเป็นหญิง ชวนมองหนัง ‘ซาตาน’ ที่สะท้อนความไม่มั่นคงทางสังคม และมีผลต่อบทบาทของผู้หญิงตั้งแต่ยุค 70s จนถึงปัจจุบัน

Mirror Thailand

อัพเดต 18 ต.ค. 2567 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2567 เวลา 14.12 น.
ภาพไฮไลต์

ความเชื่อทางศาสนาเคยมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ในสังคมอเมริกัน ทว่าเวลาต่อมา สงครามเวียดนามที่ชาติตะวันตกอย่างอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วมในการชี้เป็นชี้ตายเริ่มปะทุรุนแรงขึ้นระหว่างปี 1960s - 1970s มันได้นำพาสิ่งที่เรียกว่า ‘Counterculture’ หรือ วัฒนธรรมปรปักษ์ วัฒนธรรมการต่อต้านของกลุ่มคนรุ่นใหม่เวลานั้นมาด้วย พวกเขาเริ่มต้ังคำถามถึงกรอบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สังคมมอบให้ และสิ่งนี้เองที่ส่งผลให้ความเชื่อในศาสนาของผู้คนเริ่มสั่นคลอน

เมื่อศาสนาถูกตั้งคำถามและไร้ซึ่งศรัทธาเหมือนที่เคยเป็นมา ตอนนั้นเองที่แนวคิดเรื่อง ‘ซาตาน’ ได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง มันได้สะท้อนออกมาผ่านหนังฮอลลีวูดหลายๆ เรื่องนับตั้งแต่ยุค 70s เป็นต้นมา และยังมีอิทธิพลต่อแนวคิดของหนังในยุคหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน

หากจะพูดถึงหนังซาตานที่เป็นต้นกำเนิดของการท้าทายแนวคิดเรื่องบทบาทความเป็นหญิงและความเป็นแม่ กับการเป็นผู้นำครอบครัวที่เริ่มตั้งแต่ยุค 1970s หนึ่งในนั้นก็คือ Rosemary Baby หนังจิตวิทยาสยองขวัญปี 1968 ของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี (Roman Polanski) ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของการพูดถึงความเชื่อทางศาสนาด้วยแง่มุมที่ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่นักบุญ ไม่ใช่ความดีงามใดๆ หากแต่เป็นการพูดถึงฝ่ายอธรรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างซาตาน ผ่านเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ และกลิ่นอายของความชั่วร้าย

หนังอย่าง Rosemary Baby ไม่เพียงสะท้อนถึงการหมดศรัทธาในศาสนาและความดีงามของผู้คนระหว่างช่วงเวลาที่โลกถูกแบ่งเป็นฝักฝ่าย และเต็มไปด้วยความขัดแย้งไร้ระเบียบ มันยังสะท้อนว่าผู้คนมีความรู้สึก ‘ไม่มั่นคง’ ทางสังคมอีกด้วย เมื่อในช่วงเวลาเดียวกัน การเคลื่อนไหวทางสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ก็คือ ‘การปฏิวัติเซ็กซ์’ (Sexual Revolution) ที่ทำให้บทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปด้วยการท้าทายแนวคิดที่ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นอยู่ในกรอบของการเป็นภรรยา แม่ หรือแม่บ้านผู้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชายหรือสามี แต่สามารถมีบทบาทอื่น และแสดงออกถึงความปราถนาในชีวิตด้านอื่นๆ ได้ไม่แพ้ผู้ชาย

ความรู้สึกไม่มั่นคงทางสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงนี้ ถูกเล่าผ่านนางเอกของเรื่อง Rosemary Baby ผู้หญิงที่รับบทบาทเมียและแม่บ้านในช่วงยุค 1960s เวลาเดียวกันกับที่เริ่มมีการโปรโมท ‘ยาคุมกำเนิด’ ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงสามารถวางแผนการมีลูกได้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอกลับถูกซาตานลอบเข้ามาข่มขืนในคืนหนึ่ง จนสุดท้ายต้องให้กำเนิดลูกของซาตานโดยไม่มีทางขัดขืนชะตากรรมนี้ได้เลย เหมือนกับการที่ผู้หญิงต้องก้มหน้ายอมรับ ‘บทบาท’ ที่ผู้เป็นสามีหยิบยื่นให้ในความเป็นเมียและเเม่ ไม่ว่าพวกเธอจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ก็ตาม

Rosemary Baby จึงเหมือนเป็นการย้อนศรแนวคิดเรื่อง Bodily Autonomy หรือการที่ผู้หญิงสามารถมีอิสระในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง เพราะไม่ว่าแนวคิดนี้จะถูกโปรโมทอย่างไร ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว อิทธิพลของสังคม ‘ปิตาธิปไตย’ ก็ยังสามารถเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของผู้หญิงได้มากมายอยู่ และในตอนจบอันน่าเวทนาของ Rosemary Baby อาการป่วยไข้คล้ายคนวิกลจริตที่เกิดขึ้นกับตัวนางเอก ก็อาจมาจากการที่เธอรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วเนื้อตัวร่างกายของเธอ ไม่ได้เป็นของเธอเอง แต่ถูกกำหนดโดยใครสักคนที่มีอำนาจเหนือกว่า นั่นก็คือสามี และวิธีคิดที่มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศนั่นเอง

โหดร้ายยิ่งกว่าคือการที่สุดท้ายแล้วนางเอกใน Rosemary Baby ต้องยอมจำนน เลี้ยงดูเด็กน้อยลูกของเธอกับซาตานต่อไป ไม่สามารถปฏิเสธ ‘ความเป็นแม่’ ที่ถูกหยิบยื่นมาให้ แม้จะรู้ดีว่าวันหนึ่งเด็กคนนั้นจะโตขึ้นมาเป็นปิศาจที่ทำลายล้างโลกแค่ไหนก็ตาม

แนวคิดความเป็นหญิงและความเป็นแม่ ยังถูกนำมาเล่าผ่านหนังเรื่อง The Exorcist ของผู้กำกับ วิลเลียม ฟรายด์คิน (William Friedkin) ในปี 1973 ว่าด้วยครอบครัวที่ไม่มี ‘ผู้ชาย’ เป็นผู้นำ นั่นทำให้ผู้หญิงต้องรับหน้าที่แม่เลี้ยงเดี่ยวดูแลลูกสาวโดยลำพัง จนกระทั่งเกิดความวิปโยคขึ้น เมื่อลูกสาวของเธอถูกซาตานเข้าสิง นั่นทำให้ผู้หญิงซึ่งเป็นแม่ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาครอบครัวของเธอเอาไว้ และความช่วยเหลือสุดท้ายที่พอจะหาได้ก็คือการหันไปพึ่งพา ‘บาทหลวง’ สิ่งนี้เองที่เป็นทั้งตัวแทนของความศรัทธาในศาสนา และอีกแง่หนึ่งก็เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ‘ผู้ชาย’ ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ ‘ผู้นำ’ เพื่อดูแลปกป้องสถาบันครอบครัวเอาไว้อยู่ดี

ความอันตรายคือการที่หนังในยุค 70s เหล่านี้ ทั้ง Rosemary Baby และ The Exorcist พร้อมใจกันนำเสนอว่า ‘หรือความชั่วร้ายใดๆ บนโลก อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลี้ยงดูของ ‘คนเป็นแม่’ กันนะ’ ราวกับเป็นการชี้นิ้วมายังผู้หญิง พร้อมๆ กับตอกย้ำให้ผู้หญิงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ลำพังแค่พวกเธอคนเดียวอาจไม่สามารถทำหน้าที่ผู้นำ หรือเป็น ‘แม่ที่ดี’ พอจะปกป้องครอบครัวของตัวเองจากภัยร้ายได้

ถ้ามองกลับไปยังยุคนั้น หนังเหล่านี้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกพร้อมกันหลายตัว ทั้งดึงผู้คนให้กลับมาศรัทธาในศาสนาและความดีงามเพื่อเอาชนะความชั่วร้าย และดึงให้สังคมไม่ลืมบทบาทของผู้หญิงที่ไม่ว่าอย่างไรการ ‘อยู่ในกรอบ’ ของตัวเองไว้นั่นแหละจึงดีที่สุด น่าสนใจว่าความรู้สึกเกรงกลัวหวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงสามารถสั่นคลอนผู้คนในสังคมได้มากมายขนาดนั้น

การตั้งคำถามถึงบทบาทหน้าที่ของความเป็นหญิงและความเป็นแม่เป็นแม่จากยุค 70s ยังคงมีอิทธิพลต่อหนังในยุคหลังๆ ไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าหน้าตาของซาตานจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแบบอื่นที่มีความร่วมสมัยหรือเชื่อมโยงกับสภาพสังคมนั้นๆ มากขึ้น แต่อำนาจมืดก็ยังคงพุ่งเป้ามาที่ผู้หญิงอยู่ดี

เช่น Hereditary ของผู้กำกับ อาริ แอสเตอร์ (Ari Aster) ในปี 2018 หนึ่งในตัวอย่างของซาตานที่ใช้ ‘ร่าง’ ผู้หญิงให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนความชั่วร้าย สืบทอดกันทาง DNA โดยอุปมาเหมือนกับเป็นอาการทางประสาทที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนอกจากผู้หญิงจะไม่สามารถหนีได้แล้ว สุดท้ายปลายทางมันยังใช้ผู้หญิงเป็นทางผ่านไปสู่การครอบครองอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้ชายอีกด้วย เช่นเดียวกับหนังอย่าง The Witch (Robert Eggers, 2015) Midsommar (Ari Aster, 2019) หรือในฝั่งเอเชียบ้านเราเองที่มีหนังอย่าง ร่างทรง (บรรจง ปิสัญธนะกูล, 2021) ที่การสืบทอดอำนาจมืดบางอย่างยังคง ‘เลือก’ ผู้หญิงให้ทำหน้าที่นั้นอยู่ ไม่ว่าจะโดยผ่านทางพิธีกรรม พลังเหนือธรรมชาติ หรือทางสายเลือด

แนวคิดที่ผู้หญิงถูกครอบงำด้วยอำนาจของปิศาจร้ายยังอาจหมายถึง ‘ด้านมืด’ ในสังคมได้เหมือนกัน ตั้งแต่ฆาตกรโรคจิตที่ออกล่าเหยื่อผู้หญิง ยาเสพติด และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเช่นซีรีส์ชุด Twin Peaks (David lynch) ฆาตกรต่อเนื่องในคราบนักบุญผู้ออกล่าผู้หญิง เพราะเชื่อว่าผู้หญิงเป็นตัวทำศาสนาแปดเปื้อนอย่างหนัง Maxxine (Ti West, 2024) หรือแม้แต่การพูดถึงอำนาจของซาตานผ่านความละโมบของมนุษย์ที่ผู้หญิงมิวายตกเป็นเหยื่อใน The Devil's Advocate (Taylor Hackford, 1997) ก็ด้วย

แม้หนังที่ว่าด้วยผู้หญิงกับซาตานจะอุปมาต่างกันตามยุคสมัย แต่เราเชื่อว่า Cultural Reference เดียวกันนี้จะมีอยู่เรื่อยๆ ในหนังยุคปัจจุบันและยุคหลังจากนี้อย่างแน่นอน เพราะตราบใดที่ ผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อของอำนาจบางอย่างในสังคม ซานตานก็อาจยังคงอยู่กับเราไม่หายไปไหน แค่หน้าตาของมันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

อ้างอิง

https://www.dazeddigital.com/artsandculture/article/32103/1/why-did-satan-start-to-possess-girls-on-screen-in-the-70s

https://www.acmi.net.au/stories-and-ideas/womens-work-spiritualism-satan-and-hereditary/

https://www.theguardian.com/film/2024/apr/05/good-and-evil-are-at-war-and-the-battlefield-is-the-female-body-how-satanic-horror-has-returned-to-haunt-the-age-of-trump

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...