สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มี E-book และอ่านฟรีก่อนติดเหรียญ 19.15 น. - 00.00 น. ทุกวัน)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชะตาชีวิตกำลังขาดสะบั้น
ความตายจ่ออยู่เบื้องหน้า
พิษที่ศัตรูมอบให้กำลังแผดเผา
หนทางรอดมีเพียงนาง
"หมอปีศาจสาว"
เมื่อสุดท้ายความตายมาเยือน เพื่อยื้อชีวิตให้รอดต่อไป การตามหา "หมอปีศาจสาว" จึงเกิดขึ้น
แต่สวรรค์หักหนทางรอดเสมอ ราวกับชังน้ำหน้า "จ้าวห่าวหลิน" ชายผู้นี้ยิ่งนัก อุปสรรคมากมายโถเข้ามาใส่มิอาจพบนางผู้เป็นความหวังได้
และเป็นสวรรค์เช่นกัน …ที่พาให้ทั้งสองพบเจอกันโดยบังเอิญ
พิษนี้มีเพียงนางต้องถอนได้ ส่วนเขาก็มอบทายาทที่นางหวังตอบแทน
ความต้องการที่เห็นพ้องต้องกัน ทำให้สองหนุ่มสาวร่วมตกลงสัญญาแลกเปลี่ยนกันและกัน
หลี่เจี่ยหลิง : ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าแต่เจ้าต้องกลายมาเป็น "สามีบำเรอ" ของข้า
จ้าวห่าวหลิน : เพียงข้ารอดกลับไปได้ ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็มอบให้เจ้าได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งฮูหยินของข้า
หากรอดกลับไปครานี้…แค้นที่ติดค้างครั้งนี้ ข้าจะเอาคืนให้สาสม
เจ้ามีเงิน อำนาจและกองทัพ ข้าเองก็จะสร้างพวกมันขึ้นมาเช่นกัน ข้าจะทำลายทุกสิ่งอย่างของพวกเจ้า จนความตายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
"จำชื่อข้าไว้ ข้าคือ จ้าวห่าวหลิน"
1. อนาคตข้างหน้า
“ล้อมมันไว้”
“ตีวงล้อมนางปีศาจนี่ไว้อย่าให้รอดออกไปได้”
“ฆ่ามัน ต้องฆ่ามัน ฆ่ามันล้างแค้นให้พวกพ้องของพวกเรา!”
เสียงเฮลั่นกระชับวงล้อมเข้าล้อมหญิงสาวคนหนึ่ง นางไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นหลี่เจี่ยหลิง หมอปีศาจอันดับหนึ่งของใต้หล้า
ดวงตากลมโตกวาดมองวงล้อมที่กระชับเข้ามาด้วยแววตาไม่ยี่หระยกมือขึ้นหาวหวด
เหล่าชายฉกรรจ์ที่กระชับวงล้อมชะงักเล็กน้อยรู้สึกเหมือนกำลังโดนหญิงสาวตรงหน้าดูถูกอย่างยิ่ง
หาวเหรอ? นี่นางหาวเหรอ?
จะตายอยู่แล้วแต่หาวเนี่ยนะ หยาม หยามสุด ๆ
“จะฆ่าก็เข้ามา เห็นหรือไม่ว่าข้ามีงานมากมายรอให้ไปจัดการต่อ” นางหาวอีกรอบ “….เสียเวลา”
ลูกน้องไม่รู้แต่หลิวต้าจูมีหรือจะไม่รู้ หญิงสาวที่ดูตัวเล็กน่ารักบอบบางที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี่มันปีศาจตัวจ้อยของแท้ หากนางไม่แน่จริงจะเดินทางท่องยุทธภพสร้างชื่อไปทั่วได้อย่างนั้นหรือ
อาจารย์ของพวกเขาก็ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงแค่พวกเขาที่ต้องรับมือกับปีศาจตนนี้เพียงลำพัง
อุส่าห์คิดว่าแฝงตัวเป็นชาวบ้านรอคอยจังหวะที่นางอ่อนแอและไม่ทันระวังจัดการฆ่าโดยที่ไม่มีใครทันรู้ตัวเสียหน่อย ใครจะไปคิด เฮ้อ… ยอดฝีมือก็คือยอดฝีมือ
“คิดอะไรอยู่หรือ” จังหวะที่เขากำลังเหม่อลอย ร่างของหลี่เจี่ยหลิงก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าของเขา
หลิวต้าจูยกดาบใหญ่ขึ้นกันอย่างรวดเร็ว เข็มเล็กในมือของหญิงสาวจิ้มเข้ากลางดาบใหญ่พอดี ช่วยชีวิตของเขาได้ทันเวลา หลิวต้าจูรีบถอยตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับคนหนีตาย ศิษย์น้องคนอื่นรีบเข้ามาปิดทางให้เขาทันที
หลี่เจี่ยหลิงจุ๊ปากด้วยความเสียดาย ส่ายหัวเม้มปากท่าทางน่ารักยิ่งนัก
“หากเจ้ารีบตายเสียตอนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ทรมานนะ”
แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวังดีและห่วงใยเสียจนคิ้วหลิวต้าจูกระตุก กลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่
นี่ข้าเกือบตายแล้วหรือ!
“นี่เจ้าหมูน้อย!” หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับพูดคุยกันอยู่ในสวนหลังบ้านไม่ใช่สมรภูมิรบอย่างไรอย่างนั้น
หมูน้อย! คือชื่อที่นางตั้งขึ้นให้หลิวต้าจู ทำไมนะเหรอ ก็เพราะคำว่า ‘จู’ ของเขาพ้องเสียงกับคำว่า ‘จู’ ที่แปลว่าหมู ชื่อที่ไพเราะของเขาก็กลายเป็นชื่อน่าขันเช่นนี้แทน
เจ็บใจแต่ตอบโต้นางไม่ได้ ได้แต่กัดฟันกรอดยินยอมรับชื่อนี้เสียโดยดี
“มีอะไรจะสั่งเสีย” หลิวต้าจูพยายามบังคับให้เสียงดูสงบนิ่ง
ริมฝีปากบางแย้มยิ้มหยอกล้อรู้ทัน “อาจารย์ของเจ้า ตาเฒ่าพ่อมดอสรพิษดำไปไหนเสียเล่า อ่า…. ไม่ใช่ว่ากลัวข้าจนหนีหางจุกตูดไปแล้วหรอกใช่ไหม? ข้ายังเล่นกับตาเฒ่าไม่ทันสนุกเลย ยังมียาพิษอีกเยอะที่อยากลอง”
หลิวต้าจูมองไปยังมือบางที่ชูขึ้น ในมือข้างนั้นห้อยขวดหลากสีอยู่สามขวด ช่างดูน่าหวาดเสียวยิ่งนัก โดยเฉพาะในสถานการณ์นี้
หลิวต้าจูอ้าปากค้าง “…..ถ!”
ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!
หลิวต้าจูไม่ทันสั่งถอยทัพทัน ขวดทั้งสามในมือหญิงสาวก็ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแผ่วเบาแต่กังวานไปทั่ว ควันฟุ้งกระจายกลายเป็นม่านหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ
“อ๊ากกก! ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วย….อ๊า!”
“ยาพิษ แย่แล้ว ยาพิษ อ๊า!”
เสียงโหยหวนดังออกมาเรื่อย ๆ หลิวต้าจูปิดจมูกตั้งแต่เห็นขวดในมือของนางแล้ว จึงรอดมาได้ เขาโบกดาบใหญ่แกว่งไปมาเพื่อให้ลมพัดหมอกควันออกไป ดันตัวศิษย์น้องที่อยู่ใกล้มือถอยออกมา
ทันทีที่ม่านหมอกสลายหายไปก็ทำให้มองเห็นสภาพศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ศิษย์น้องมากมายนอนตายดวงตาเบิกกว้างเห็นเส้นเลือดบ่งบอกถึงความทรมานอย่างถึงขีดสุดก่อนตาย
สำหรับคนที่เล่นพิษอย่างพวกเขา สิ่งที่จะฆ่าพวกเขาได้ย่อมต้องเป็นพิษที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง
พิษอะไรกัน
“นางหายไปแล้ว!” ศิษย์คนหนึ่งได้สติก่อนเพื่อนหันมองไปรอบ ๆ อย่างระแวงเพื่อหาหลี่เจี่ยหลิง
ไม่นานทุกคนก็หันไปรอบด้านเพื่อหาตัวหลี่เจี่ยหลิงกันทั้งนั้น
“อยู่นั่น นางอยู่บนนั่น”
หลิวต้าจูมองตามนิ้วศิษย์น้องข้างตัว มองไปยังบนกำแพง แสงอาทิตย์ยามบ่ายอาบไล้ตัวของหญิงสาวในชุดขาวสะอาดทั้งตัวคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงดังเลือดขับเด่นให้ขนจิ้งจอกขาวยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม
ใบหน้าหวานงดงามราวกับเทพธิดากับรอยยิ้มหวานที่ส่งมายิ่งขับความงามเด่นของหญิงสาวให้มากยิ่งขึ้น
และมันคงจะน่าชื่นชมกว่านี้หากเบื้องล่างของนางไม่ใช่กองซากศพของศิษย์ร่วมสำนักของพวกเขา
หลายคนกำหมัดแน่นเงยหน้ามองหลี่เจี่ยหลิงตาแดงก่ำ
“เจ้าฆ่าน้องชายข้า”
“เจ้าฆ่าศิษย์น้อง”
“เป็นเพราะเจ้า นางปีศาจชั่ว!”
หลี่เจี่ยหลิงไม่สะทกสะท้านกับคำด่าเหล่านั้น นางนั่งลงบนขอบกำแพง เอียงคอมองพวกเขา ยกน้ำเต้าในมือขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางสบายอารมณ์ กวาดตามองพวกเขาที่ตะโกนด่าขึ้นมาทางนางแล้วหัวเราะ
“นางผู้หญิงวิปริต แกยังหัวเราะได้อีกหรือ!”
ชายร่างใหญ่พุ่งตัวเข้าไปหาหลี่เจี่ยหลิง ไม่ทันที่หลิวต้าจูจะห้ามได้ทัน
ชายคนนั้นพุ่งเข้าไป ยื่นมือออกไปสุดแขนหวังจะบีบคอนางปีศาจร้ายเบื้องหน้าให้ตายคามือ ให้มันได้ดวงตาเบิกกว้างเหมือนน้องชายของเขาบนพื้นนั่น ให้มันทรมาน
ให้มันตาย!
ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก ยังคงนั่งนิ่งบื้ออยู่ที่เดิม
ฉับ…
หัวของชายที่อาจหาญพุ่งเข้าไปขาดกระเด็นมาทางหลิวต้าจูราวกับลูกบอลกระเพาะแพะ เลือดกระเด็น ร่างที่หนักตกกระแทกลงบนกองศพเบื้องล่าง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนพวกเขาแทบมองไม่ทัน
กลิ่นอายเข่นฆ่ารุนแรงโชยออกมาจากตัวของหญิงสาวบนกำแพง นางยกน้ำเต้าขึ้นมาซดอึก ๆ จนพอใจแล้วจึงเก็บกลับเข้าไป
“กฎของยุทธภพ หากคิดจะสังหารผู้อื่นก็ต้องเตรียมใจโดนผู้อื่นสังหารเช่นกัน ….อาจารย์ของเจ้าไม่สอนหรือไง?” นางลุกขึ้นยืนบนกำแพงปัดมือที่ไม่มีแม้แต่ฝุ่น “งั้นเดี๋ยวข้าสอนเอง จำไว้ให้ดีละ”
อ๊ากก!
สิ้นคำพูดหญิงสาวก็ไปโผล่ที่ด้านหลังพลธนูคนหนึ่งที่อยู่แนวหลัง ไวจนไม่มีใครเห็นว่านางไปโผล่ที่ตรงนั้นได้อย่างไร
“ใช้ค่ายกลพิษ” หลิวต้าจูไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เขาสั่งการโดยไม่คิด
เสียงหัวเราะและเสียงกรีดร้องดังแว่วมาไม่ขาดสาย ศิษย์ร่วมสำนักเริ่มร่วงลงกองบนพื้นทีละคน ทีละคนราวกับใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง คนที่เหลือเองก็รู้สึกหนาวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาติดตามศิษย์พี่ใหญ่กับอาจารย์มาที่นี่ก็แค่หวังจะสร้างชื่อให้ก้องไปทั่วใต้หล้า ไหนเลยจะคิดว่าจะต้องมาตายอยู่ที่นี่
“อ๊ากกก! ข้าไม่อยู่แล้ว นางคือปีศาจ ข้าไม่เอา ข้าไม่อยากตาย”
“ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยมีลูกมีเมียขอรับ ข้าน้อยผิดไปแล้ว ปล่อยข้าน้อยไปด้วยขอรับ”
“ท่านผู้อาวุโส…. อั๊ก!”
“เมื่อกี้” เสียงหวานแว่วดังออกมาสะกดทุกความวุ่นวาย ไม่นานร่างของนางก็โผล่ออกมาอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตาราวกับมองดูลูกหลานตัวเอง “ใครอยากใช้ค่ายกลพิษกับข้าหรือ?”
หลิวต้าจูกลืนน้ำลายเริ่มหวาดหวั่น
เหล่าศิษย์น้องต่างพากันมองไปทางเขาเป็นตาเดียว บอกว่านี่ครับท่านผู้อาวุโส เจ้านี่เลยครับ
เจ้าพวกทรยศ….
หลิวต้าจูได้แต่รวบรวมความกล้าเผชิญหน้ากับหลี่เจี่ยหลิง น่ารำคาญจริงๆ เจ้าผู้หญิงตายยากคนนี้
เขาทั้งให้คนไปหลอกล่อให้ผู้คุ้มกันนางออกไป และยังรอจังหวะที่นางมัวแต่คิดค้นยาถอนพิษไม่ได้หลับไม่ได้นอนหลายคืนเพื่อหาจังหวะที่อ่อนแอที่สุดเล่นงานแล้วแท้ ๆ
แต่ไงคนที่โดนเล่นงานถึงเป็นเขา หลิวต้าจูไปได้กัน!
สวรรค์ นี่ท่านจะรังแกพวกข้าเกินไปหรือไม่?
หลิวต้าจูลืมไปเสียแล้วหรือว่าเขาเป็นคนชั่วชนิดที่แม้แต่ผู้ปกครองปรโลกยังรังเกียจด้วยซ้ำ ยังจะกล้าอธิษฐานกับสวรรค์ได้อีกหรือ ….ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
หลี่เจี่ยหลิงพยักหน้า “เป็นเจ้าหรือ เจ้าหมูน้อย”
“แล้วอย่างไง” หลิวต้าจูแสร้งทำสีหน้าเหนือกว่าแย้มยิ้มเย้ยหยันหลี่เจี่ยหลิง แม้ในใจจะสั่นสะท้านด้วยความกลัว “ต่อให้เจ้าไม่ตาย สามีขี้โรคของเจ้าก็ตาย”
“ห่าวหลิน?” หลี่เจี่ยหลิงเอียงคอ
อืม…. เหมือนนางไม่เจอเขามานานแล้วเช่นกัน จะเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่
คิดแล้วก็ถามเสียหน่อย
“เจ้าเจอสามีข้าหรือ เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม?”
คิ้วหลิวต้าจูกระตุก นี่ใช่คำถามควรถามหรือ….
“ตายแล้ว!” หลิวต้าจูทำสีหน้าได้ใจอย่างมาก
เป็นอย่างไรละ… ได้ข่าวว่าเจ้าสองคนรักกันมากแทบจะตายแทนกันได้ไม่ใช่หรือ ได้ยินว่าสามีตายแล้วคงเสียใจมากใช่ไหม เจ็บปวดมากเลยใช่หรือไม่
“…..อืม งั้นเหรอ?”
หลิวต้าจูชะงักค้าง ‘งั้นเหรอ?’ แค่นี้…. สามีท่านตายนะ ไหนร้องไห้ ไหนโวยวาย หรือจะขู่ฆ่าข้าสักหน่อย… เงียบกริบ!
“ในเมื่อสามีข้าตายแล้ว ข้าก็ควรจะไปรับศพใช่หรือไม่”
พลังเอ่อล้นออกมาจากตัวของหลี่เจี่ยหลิง ไม่สิต้องเรียกว่ามันล้นทะลักออกมาดีกว่า พลังมากมายราวกับหมอกควันที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลืนกินพื้นที่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ท้องฟ้ายามบ่ายที่เคยร้อนแรงด้วยแสงอาทิตย์ตอนนี้มืดดำจนแทบมองไม่เห็นหน้ากันและกันกับคนข้างกาย ความหนาวเย็นชวนขนลุกปกคลุมไปทั่ว ยิ่งสั่นสะท้านจิตใจของพวกเขา
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นทำให้พวกเขาพากันสะดุ้งรีบกระชับเข้าไปหาหลิวต้าจู ราวกับต้องการหาที่กำบังปกป้อง
“ในเมื่อพวกเจ้าต้องการใช้ค่ายกลพิษ เช่นนั้นข้าจะสอนให้เจ้าเองว่าควรจะสร้างค่ายกลอย่างไร” เสียงหวานใสแต่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความเย็นยะเยือกแว่วดังขึ้นมาในโสตประสาทของพวกเขา
ตายแน่! งานนี้ไม่รอดแน่! พวกเขาไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ
มีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาล้วนรู้สึกผิดมากแค่ไหน แต่ไม่มีโอกาสแม้แต่ได้โวยวาย
หลี่เจี่ยหลิงมองม่านหมอกตรงหน้านิ่ง ฟังเสียงร้องโหยหวนแว่วเข้ามาเป็นระยะ ไม่มีท่าทางสะทกสะท้าน เงยหน้าขึ้นมองฟ้าถอนหายใจหนักหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
การต่อสู้ครั้งนี้กินเวลาหลายชั่วยาม ค่ายกลพิษเป็นกระบวนท่าสุดท้ายที่นางใช้ได้แล้ว ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่แรงจะยืน
นางยิ้มก่อนจะล้มตัวลงไร้เรี่ยวแรง
พรึ่บ!
ในตอนที่ร่างของนางกำลังจะร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายผอมบางของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏตัวเข้ามาช้อนรับร่างของนางเอาไว้ได้ทันท่วงที ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความร้อนรน ดวงตาที่มองมาทางนางมีแววตำหนิเด่นชัด
“ห่าวหลิน”
“ข้ามารับเจ้า” จ้าวห่าวหลินอุ้มร่างบางขึ้นมากระชับอ้อมแขนให้นางแนบตัวมากที่สุด จนนางรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นแรงของชายหนุ่ม
หลี่เจี่ยหลิงทิ้งตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงในอ้อมกอดนี้ นางรู้ดีว่ายามนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถทำร้ายนางในอ้อมกอดของชายคนนี้ได้
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มบางเบา “ดีจัง!” ที่เจ้ากลับมา
ดวงตาหวานหลับลงอย่างวางใจ ในเมื่อมีสามีอยู่ทั้งคน นางก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
จ้าวห่าวหลินมองไปยังม่านหมอกที่เต็มไปด้วยเสียงโหยหวนเบื้องหน้าด้วยแววตาอำมหิต พูดเสียงหนัก “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไปลากคอไอ้เฒ่าพ่อมดอสรพิษดำนั่นออกมาให้ได้”
……
และนี่เป็นเพียงเรื่องราวของพวกเขาในอนาคตอีกห่างไกล
2. เบาะแสหมอปีศาจ
“อิ่งว่านเจ้าแน่ใจนะว่าที่นี่คือ โรงน้ำชาขึ้นชื่อที่สุดของเมืองนี้”
น้ำเสียงติดดูถูกแว่วเข้ามาก่อนจะเห็นหน้า เรียกความสนใจของเหล่าลูกค้าภายในร้านได้เป็นอย่างดี
อำเภอจวิ้นเป็นอำเภอหนึ่งบนเส้นทางผ่านระหว่างเมืองเยี่ยนเป่ยไปยังเมืองโม่เสียนที่เหล่านักเดินทางนิยมใช้เป็นจุดแวะพักยอดนิยม แน่นอนว่าต้องมีผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบมาเยือนที่นี่
หญิงสาวงดงามในชุดผ้าต่วนชั้นเลิศเดินกรีดกราดภายใต้การประคองของชายหนุ่มหน้าตาดีอีกสองคนเข้ามาภายในร้าน ด้านหลังมีชายหนุ่มหน้าตาดีอีกสองคนตามติด เพียงแค่ปรายตามองก็รู้ว่าพวกเขาเป็นชายบำเรอที่คอยตามดูแลหญิงสาวตรงกลาง
นอกจากนี้ยังมีผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคนตามเข้ามา กลิ่นอายพลังยุทธถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรงจนไม่มีใครกล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มที่เข้ามาใหม่
หากไม่อยากตายก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่งกับพวกนาง
หวังหว่านเยี่ยนกวาดสายตามองรอบโรงน้ำชา แววตาคู่นั้นแสดงความเหยียดหยามออกมาชัดเจนจนไม่อาจชัดเจนไปได้มากกว่านี้ แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ที่ออกมาต้อนรับพวกเขายังหน้าเจือน
“คุณหนูท่านนี้….”
ไม่ทันได้เอ่ยจบ แท่งเงินก็ถูกโยนเข้ามือเขาทันทีโดยหญิงสาวที่ดูเหมือนเป็นหญิงรับใช้ “เอาขนมและน้ำชาที่ดีที่สุดของพวกเจ้ามาให้คุณหนูข้า ไวด้วยละ”
อิ่งว่านกวาดสายตามองหามุมโต๊ะที่ดีที่สุดก่อนจะพาหวังหว่านเยี่ยนไปนั่งที่ตรงนั้น เป็นโต๊ะที่อยู่เกือบจะกลางร้านมองเห็นได้ทั่ว นับเป็นจุดที่ดีที่สุด ถูกใจอิ่งว่านที่สุด
“ดูท่าโรงน้ำชาของเจ้าคงจะคาดหวังไม่ได้นัก” หวังหว่านเยี่ยนสะบัดก้นลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางขัดใจ กวาดสายตามองไปทางไหนก็ไม่เจริญหูเจริญตา เต็มไปด้วยกลิ่นอายน่าสมเพช
“ยากจน กันดาร ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม บ้านนอก ข้าละไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าที่นี่ได้มากกว่านี้แล้ว” หวังหว่านเยี่ยนแสดงสีหน้าขัดใจ “ข้าละไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านพ่อของข้าจะต้องยึดติดที่นี่กันนักกันหนา ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง”
นางกวาดสายตามองไปรอบด้าน “มีแต่พวกหน้าตาบ้านนอก ใบหน้าเหลือง ร่างผอมแห้งราวกับคนไม่ได้กินข้าวมาหลายเดือน กลิ่นตัวก็เหม็นอย่างกับศพ ต่อให้หลับตาข้าก็กลืนพวกมันไม่ลง”
หลายคนในร้านถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีนะพวกเขาแค่เดินทางผ่านไม่ใช่คนที่นี่
ข้าว่าข้าเองก็หน้าตาดีไม่น้อย นางคงไม่ได้ว่าข้า…
เหล่าชายบำเรอทั้งสี่หัวเราะคิกคักชอบใจพากันเอ่ยเห็นด้วยเพื่อเอาใจหญิงสาวกันอย่างเต็มที่
อิ่งว่านยิ้มบาง “โถ่! คุณหนูของบ่าว ท่านรีบร้อนไปทำไมกันเจ้าคะ ไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังจะมุ่งหน้าไปยังเมืองโม่เสียนหรอกหรือ ได้ข่าวว่าที่นั้นเจริญยิ่งกว่าเมืองเยี่ยนเป่ยเสียอีก คุณชายตระกูลใหญ่ล้วนแต่อาศัยอยู่ที่นั่น ไม่แน่ท่านอาจจะพบชายหนุ่มถูกใจอีกสักคนสองคนก็ได้นะเจ้าคะ”
หวังหว่านเยี่ยนดึงชายหนุ่มหนึ่งในสี่มาคลอเคลียจูบอย่างดูดดื่ม เสียงจูบดังจนหลายคนต้องแอบเหลือบมามองทางนี้ แต่พอประสานสายตาแข็งกร้าวของพวกผู้คุ้มกันก็รีบหันไปอย่างว่องไวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หวังหว่านเยี่ยนจูบชายหนุ่มจนพึงพอใจแล้วก็กระชากเขามานั่งข้างนางอิงแอบบนตัวเขาจนแทบจะสิงร่าง
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
นางรู้สึกผิดหวังกับเมืองเยี่ยนเป่ยยิ่งนัก เห็นบอกว่าเป็นเมืองหลักของเป่ยเฉิง นางก็อุตส่าห์คาดหวังที่ไหนได้มีแต่พวกบัณฑิตหน้าตาบ้าน ๆ ที่ดูไม่เข้าตาสักคนเดียว
แล้วแบบนี้ที่นางดั้นด้นเดินทางไกลมาถึงที่นี่ไม่เท่ากับเสียเปล่าหรอกหรือ เหอะ…. ไหนใครบอกว่าชาวต้าโจวหน้าตาน่ากินอย่างไรเล่า
มือบางแหวกเข้าไปในสาบเสื้อที่เปิดออกของชายหนุ่มข้างตัว เกยขาขึ้นพาดบนขาของเขา และลูบไล้ไปตามแผงอกแกร่งของชายหนุ่ม ไม่พอยังแอบขย้ำหน้าอกแกร่งไปเสียทีหนึ่ง
“ข้าอยากรู้นักว่ามีใครดีกว่าต้าหลางของข้าบ้าง?”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าต้าหลางมองหวังหว่านเยี่ยนแววตาหวานหยด “ไม่ใช่ว่าท่านบอกว่าข้าเป็นคนโปรดของท่านหรอกหรือ น้องชายคนใหม่จะดีเท่าข้าได้อย่างไรละขอรับ”
หวังหว่านเยี่ยนแย้มยิ้มพึงพอใจ “แน่นอน มีเพียงเจ้าที่ดีพอ” นางเลื่อนมือลงต่ำอย่างโหยหา “มีแค่เจ้า…”
“เอ่อ…”
เสี่ยวเอ้อร์ยกถาดน้ำชากับขนมเข้ามาอย่างกระอักกระอ่วน ดวงตามองไปยังมือที่ขย้ำส่วนล่างของชายหนุ่มของหญิงสาว กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่
ให้ตายสิ… นี่ข้าไปทำเวรกรรมอันใดไว้กัน
แววตาคมกริบปราดมองอย่างไม่พอใจ “วางไว้แล้วไสหัวไปสิ”
“ขอรับ ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าช้าแม้แต่ก้าวเดียว รีบวางชุดน้ำชาและขนมลงบนโต๊ะแล้วแผ่นแน่บไปอย่างว่องไว
ชายอีกคนที่อยู่ข้างหวังหว่านเยี่ยนหัวเราะขบขันแก้สถานการณ์ รินชาให้นางดื่มดับความโกรธเคืองลง
“คุณหนู ท่านอย่าถือสาเลยขอรับ ก็แค่คนไม่รู้ความคนหนึ่ง อย่าได้ทำให้ตัวเองต้องขุ่นมัวเลย” เขายกถ้วยน้ำชาขึ้นมาเป่าเล็กน้อย นำไปจ่อที่ปากของหวังหว่านเยี่ยน “ดื่มชาคลายหนาวสักหน่อยนะขอรับ”
เป่ยเฉิงมีภูมิประเทศส่วนใหญ่แห้งแล้ง อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี แม้ว่าตอนนี้เป็นช่วงเดือนแปด นับเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่ก็มีลมหนาวพัดผ่านตลอดแล้ว
“เอ้อหลาง เจ้าดีนัก” หวังหว่านเยี่ยนเชยคางชายหนุ่ม “คืนนี้ข้าจะให้รางวัลเจ้า”
เอ้อหลางเบือนหน้าเขินอาย “แล้วแต่คุณหนูขอรับ”
หวังหว่านเยี่ยนอารมณ์ดีจนหัวเราะออกมาด้วยความสบายใจ
การเดินทางในเป่ยเฉิงช่างไม่สะดวกสบายเอาเสียเลย จะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่งต้องนั่งรถม้าตั้งหลายวันกว่าจะถึง ถนนหนทางก็ลำบาก การนั่งรถม้านาน ๆ ไม่ใช่เรื่องสนุกเอาเสียเลย
แต่จะให้นางขี่ม้าเหมือนพวกผู้ชาย แดดร้อนขนาดนี้นางก็ไม่ยินยอม หากตากแดดจนดำคล้ำไม่น่ามองเหมือนพวกชาวบ้านพวกนั้นจะทำอย่างไร
ไม่ได้เด็ดขาด ข้าเกิดมาสูงส่งเพียงนี้หากหน้าตาย่ำแย่ผิวดำ หึย! แค่คิดก็ขนลุก ไม่ไหว ๆ
หวังหว่านเยี่ยนกินขนมจิบน้ำชาไปหยอกล้อกับชายบำเรอทั้งสี่ไปด้วย
เป่ยเฉิงเป็นแคว้นที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุดในต้าโจว ใช่แล้วเป่ยเฉิงเป็นเพียงแคว้นย่อยทางเหนือของต้าโจวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีการปกครองการเมืองและทหารเป็นของตนเองไม่ได้ขึ้นตรงกับโจวเฉิง เพียงแค่ต้องแบ่งภาษีรายได้ส่วนหนึ่งให้กับโจวเฉิงเท่านั้น
ต้าโจวนั้นยกย่องหลักคำสอนขงจื้อและคำสอนหญิงเป็นหลัก แต่เป่ยเฉิงนั้นไม่ได้สนใจวรรณกรรมและปราชญ์ มุ่งเน้นไปที่การทหารและการฝึกวรยุทธ
เป็นเรื่องปกติในยุทธภพและหญิงสาวชนชั้นสูงทางแดนเหนือที่จะนิยมเลี้ยงชายหนุ่มหน้าตาดีไว้ข้างกายคอยปรนนิบัติรับใช้ในฐานะชายบำเรอส่วนตัว แม้จะไม่ได้พบเห็นได้บ่อยนักแต่ก็ไม่ได้พบเห็นได้ยาก
เพียงแต่พวกเขาเพิ่งเคยเห็นคนไร้ยางอายที่มานัวเนียกันในโรงน้ำชาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“คุณชาย” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ต้อนรับลูกค้าเรียกความสนใจของทุกคนในร้าน
โรงน้ำชาแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักเพียงแค่มีคนเดินเข้ามาก็มองเห็นกันทั้งร้าน
ชายหนุ่มใบหน้าดังเทพบุตร ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยก รูปหน้าเรียวยาว คิ้วเข้มดุจกระบี่ ดวงตาดอกท้อ ตาและคิ้วเฉียงขึ้น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดง นับว่ามีใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอก เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็นและเจ้าเล่ห์คล้ายจิ้งจอกหนุ่ม
อาภรณ์สีดำคลุมกายปักลายด้วยด้ายสีทองหรูหราดูภูมิฐานคาดว่าน่าจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่สักตระกูลเป็นแน่
ใบหน้าของหวังหว่านเยี่ยนปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งมุ่งหน้าตรงไปยังชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ด้วยอาการเหม่อลอย
ช่างเป็นใบหน้าที่สวรรค์ประทานอย่างแท้จริง ช่างหล่อเหลาอะไรเพียงนี้
มือบางเอื้อมเข้าไปหาใบหน้าคมราวกับเคลิบเคลิ้มตกอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ตัว
“คิดจะทำอะไร?” หวงหยุนซานเดินมาขวางด้านหน้าจ้าวห่าวหลิน
แม่นางผู้นี้คิดจะทำอะไร แตะต้องนายน้อยข้า ไม่รู้หรือว่านายน้อยข้ารังเกียจการโดนผู้อื่นแตะเนื้อต้องตัวที่สุด
อี้โยวที่ยืนอยู่ข้างจ้าวห่าวหลิน ชายที่เกือบโดนหญิงสาวจับใบหน้าแย้มยิ้มถอยออกห่างล้วงเอาเมล็ดแตงออกมาแทะมองดูราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แววตาฉายแววสนุก
จ้าวห่าวหลินเหลือบมองอี้โยวแวบหนึ่งก่อนจะเลิกสนใจ หันไปมองหญิงสาวท่าทางสติไม่ดีตรงหน้าแทน
“ไล่นางไปให้พ้น!” เสียงเฉียบขาดเด็ดขาดดังขึ้น
หวังหว่านเยี่ยนแย้มยิ้มพึงพอใจมากขึ้น นางชอบนักผู้ชายเผด็จการท่ามากแบบนี้ เวลาปราบผยศนะสนุกที่สุดแล้ว
หวังหยุนซานกับอีกสี่คนที่ติดตามจ้าวห่าวหลินดึงกระบี่ออกมาประจัญหน้าด้านหน้ากับคนของหวังหว่านเยี่ยน
เสี่ยวเอ้อร์กลืนน้ำลายลงคอ ให้ตายเหอะ…. นึกว่าจะมีพระองค์ใหญ่มาโปรดที่ร้านที่ไหนได้กลับเป็นดาวหายนะ หวังว่าจะไม่ตีกันในร้านจนพังไปข้างหรอก ใช่ไหม?
แต่จะให้เข้าไปห้ามเขาก็ไม่กล้า ดูท่าทางก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่เขาจะเข้าไปยั่วโมโหได้เลยแม้แต่น้อย
สวรรค์เหตุใดท่านจึงรังแกเช่นนี้ ร้านของข้าเล็กเพียงนี้จะรองรับพระองค์ใหญ่ถึงสององค์ได้อย่างไรกันเล่า
“คุณชาย ข้าชอบเจ้า” คำพูดตรงไปตรงมาไม่มีเกริ่นนำของหวังหว่านเยี่ยน ทำให้สถานการณ์ชะงัก ทุกคนหันขวับไปมองจ้าวห่าวหลินแทนทันที
นายน้อยอีกฝ่ายออกตัวเช่นนี้ ท่าน…
จ้าวห่าวหลินไม่แม้แต่เปลี่ยนสีหน้า “แต่ข้ารังเกียจเจ้า”
“ข้าคิดว่า ข้าไม่งามหรือ?”
จ้าวห่าวหลินปรายหางตามองนางแวบหนึ่ง ราวกับมองนานแล้วจะสกปรก
“เจ้า…สกปรกเกินไป”
“เจ้า!” หวังหว่านเยี่ยนหน้าแดงก่ำชี้หน้าเขาทำตัวไม่ถูก
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางถูกชายหนุ่มพูดใส่เช่นนี้ และท่ามกลางผู้คนเช่นนี้ ช่างปากร้ายนักนะ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด คุณหนูของข้าใช่คนที่เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างนั้นหรือไง แค่คุณหนูของข้าชายตามองเจ้า เจ้าก็ควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำ หึ!” อิ่งว่านกระโดดชี้หน้าไม่พอใจสุด ๆ
“อาหลางไปเอาตัวมันมาให้ข้า ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะปากดีได้แค่ไหนกัน” หวังหว่านเยี่ยนโกรธจัด
อาหลางมองไปทางอี้โยวที่ยังคงยืนแทะเมล็ดแตงอีกด้านราวกับไม่ใช่เรื่องตัวเอง ชั่งใจก่อนจะกระซิบข้างหูของหวังหว่านเยี่ยนให้ถอยกลับไปก่อน
ก่อนไปนางไม่วายทิ้งคำพูดไว้ก่อน “เจ้าต้องเป็นของข้า”
กลุ่มของหวังหว่านเยี่ยนยอมถอยออกไปแล้ว เสี่ยวเอ้อร์พ่นลมหายใจออกด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยก็รักษาร้านไว้ได้ ไม่เป็นไร ๆ
คิดดูว่าเขาตกใจมากเพียงใด มากพอจนตัวเขาเองลืมเก็บเงินค่าน้ำชา และหลังจากนี้คิดได้ก็คงทวงคืนไม่ได้เสียแล้ว
จ้าวห่าวหลินมองตามนางไปด้วยสายตาไม่พอใจ “หญิงประหลาด”
อี้โยวเดินหัวเราะกลับเข้ากลุ่ม “ข้าว่านางงดงามดีออก ไม่ลองสักหน่อยเล่า ของดีมาถวายถึงปากแต่กลับไม่ลิ้มรส” เขามองลงไปที่ส่วนล่างจ้าวห่าวหลิน “แน่ใจนะว่าใช้งานได้?
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งห้าคนต่างพากันมองฟ้ามองดาวกันอย่างเต็มที่ทั้งที่อยู่ในโรงน้ำชา นายน้อยทะเลาะกับท่านอี้โยว ใครอยากจะเข้าไปยุ่งก็เข้าไป พวกเขาไม่ยุ่ง
เห็นเช่นนี้แต่ท่านอี้โยวเป็นผู้คุ้มกันพิเศษที่เป่ยเฉิงโหวเชิญตัวมาอยู่ข้างกายนายน้อยด้วยตัวเอง แม้แต่นายน้อยยังสั่งไม่ได้ แล้วพวกเขาตัวเล็กตัวน้อยมีหรือจะกล้า
“แล้วทำไมเจ้าไม่เสนอตัวเข้าไปเองละ” จ้าวห่าวหลินรู้สึกไม่สบอารมณ์ หากเจ้าอยากกินก็กินเองสิ
“นางไม่ได้เสนอตัวกับข้า”
“แล้วหากนางเสนอตัวกับเจ้า”
อี้โยวมองเขาราวกับมองคนโง่ “ข้าเป็นคนรักความสะอาด”
แล้วข้าไม่ใช่หรือไง!
จ้าวห่าวหลินขี้เกียจเถียงกับอี้โยวเลยหันไปทางเสี่ยวเอ้อร์ที่มองซ้ายทีขวาทีไม่รู้จะทำอย่างไรดีแทน
“พาพวกข้าไปห้องรับรองด้านหลัง” หวังหยุนซานเป็นหัวหน้าองครักษ์ย่อมเลยมาสำรวจเส้นทางที่นี่เผื่อเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว
ย่อมรู้ว่าโรงน้ำชาแห่งนี้มีห้องรับรองส่วนตัวอยู่ข้างหลังด้วยอีกแห่ง เพียงแต่มีแค่ห้องเดียว ใช้รับรองแขกระดับสูง
เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าพูดมากรีบพาพวกจ้าวห่าวหลินไปยังห้องรับรองด้านใน
ความจริงแล้วมันไม่ใช่ห้องรับรองแต่เป็นบ้านพักที่อยู่ด้านหลังโรงน้ำชา และถูกคั้นไว้ด้วยลานบ้านอีกชั้นหนึ่ง พวกหวังหยุนซานนั่งรอที่โต๊ะในลานบ้าน ส่วนจ้าวห่าวหลินกับอี้โยวเข้าไปในห้องรับรอง
อาหารและน้ำชาจะถูกตรวจสอบก่อนจะนำเข้าไปส่งให้ในห้องรับรองอีกที ยิ่งทำให้เสี่ยวเอ้อร์คาดเดาตัวตนของจ้าวห่าวหลินสูงยิ่งขึ้น
แต่ถึงจะตัวตนของชายหนุ่มในห้องจะสูงเพียงใด ตอนนี้สิ่งที่เสี่ยวเอ้อร์ต้องการมากที่สุด คือการส่งพระองค์ใหญ่นี้กลับออกไปอย่างปลอดภัยแล้วไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีกตลอดกาลยิ่งดี
โรงน้ำชาเล็ก ๆ ของข้าจะได้ปลอดภัย
หวังหยุนซานตรวจสอบน้ำชาและขนมเรียบร้อยแล้วจึงส่ง หลงลิ่วเย่ น้องเล็กเข้าไปส่งอาหารให้กับคนในห้อง
ขนมน้ำชาถูกวางลงบนโต๊ะ หลงลิ่วเย่เพียงแค่รินน้ำชาส่งให้จ้าวห่าวหลินแล้วจากไปเงียบ ๆ
อี้โยวคว้ากาเหล้าเทให้ตัวเอง ระหว่างนั้นก็เอ่ยไปด้วย “หญิงงามมากอสรพิษร้าย”
หลี่เจี่ยหลิงเหลือบสายตามอง อะไรของเขานึกจะพูดอะไรก็พูด ต้องการสื่ออะไร?
อี้โยวพยักหน้าไปทางด้านนอกห้อง “แม่นางว่าที่ฮูหยินเจ้า?”
“ฮูหยินเจ้าสิ!” ดวงตาหล่อเหลาแสดงความไม่พอใจชัดเจน แววตาคู่นั้นมีแต่ความรังเกียจ
อี้โยวหัวเราะชอบใจที่แกล้งชายหนุ่มสำเร็จ “ข้างกายนางมียอดฝีมือ[1]อยู่หลายคนทีเดียว”
“ยอดฝีมือเกลื่อนกราดเพียงนั้นเชียว” แววตาของเขาบ่งบอกถึงความเหยียดหยาม เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เห็นแตกต่างกับคนพวกนั้นเท่าไหร่นี่
อี้โยวยักไหล่มองชายหนุ่มอย่างดูถูกเช่นกัน “พวกยอดฝีมือมีอยู่ทั่วดินแดนเซียน มีเจ้าคนดียวที่กระจอก”
จ้าวห่าวหลินคิ้วกระตุกไม่คิดต่อปากต่อคำกับอี้โยวต่อ
พวกเขาโตกันมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ ทะเลาะก็ไม่ชนะ และไม่ต้องพูดถึงว่าตีกันเด็ดขาด เพราะไม่มีทางชนะ ทางที่ดีที่สุดคือ…อย่าไปใส่ใจ
อี้โยวยกแก้วขึ้นมาจิบเหล้า ไม่นานก็มีสีหน้าบิดเบี้ยวไม่พอใจดันแก้วเหล้าออกห่างตัวสุดแขน “เหล้ากระจอก … เรียกว่าน้ำบ่อเหอะ จืดชืดไร้รสชาติคู่ควรให้เรียกเหล้าด้วยหรือไง ไร้สาระจริง ๆ”
จ้าวห่าวหลินไม่แปลกใจกับท่าทางของอี้โยว มือหนารินน้ำชาขึ้นมาจิบนิ่งเฉย กลิ่นชาอ่อนมากดูเหมือนไม่ใช่ชาดีอะไร
“นอกจากเหล้าดอกท้อของศิษย์พี่สามแล้ว ท่านดื่มอย่างอื่นได้อีกหรือ?”
อี้โยวจุ๊ปากควักน้ำเต้าข้างเอวตัวเองขึ้นมากระดอกรวดเดียว เรอออกมาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
จ้าวห่าวหลินมองไปยังขวดน้ำเต้าในมือเขาด้วยความสนใจ “น้ำเต้าของเจ้ามันมีเหล้าอยู่ข้างในนั้นจริงหรือ?”
“หือ? เหตุใดเจ้าถึงถามเช่นนั้นเล่า หากไม่มีแล้วข้าดื่มอันใด”
โง่จริง!
ไม่ต้องพูดเพียงแค่สายตาที่แสดงออกจ้าวห่าวหลินก็เข้าใจความคิดของเขา คิ้วเข้มกระตุก
“น้ำเต้าขวดแค่นี้ ข้าเห็นเจ้ากระดกไม่พักมาเป็นเดือนแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าแค่แสร้งทำท่าทำทางหรอกหรือ” อย่าคิดว่าไม่รู้ว่าเจ้าแค่วางมาด
“โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ย่อมมีของวิเศษมากมายที่เจ้าไม่รู้จัก” อี้โยวยักคิ้วเยาะเย้ย
“จะบอกว่าน้ำเต้าขวดนี้เป็นของวิเศษจากดินแดนเซียน”
“อ่า… เหมือนเจ้าจะได้รับความฉลาดจากข้าไปบ้างแล้ว วันก่อนข้าไปเที่ยวที่มิติเซียน[2] น้ำเต้าขวดนี้เป็นของวิเศษระดับลึกซึ้ง[3]เชียว ความจุของมันมากมายกว่าที่เจ้าจะคิดถึง”
จ้าวห่าวหลินครุ่นคิดก่อนจะหัวเราะ “ดูเหมือนว่าเรื่องที่ศิษย์พี่สามโวยวายและบุกมาทำร้ายเจ้าจะเป็นเรื่องจริงสินะ”
อี้โยวมองท่าทางเยาะเย้ยของจ้าวห่าวหลินอย่างไม่สบอารมณ์
ตอนนั้นใครจะไปรู้เล่า เขาก็แค่อยากเติมน้ำเต้า แต่พอเติมเข้าไปเขาก็อยากรู้ขึ้นมาว่ามันสามารถจุได้มากแค่ไหน พอรู้ตัวอีกที่คลังเหล้าที่เพิ่งหมักใหม่ของศิษย์น้องสามก็ว่างเปล่าไปเสียแล้ว
ใครใช้ให้ศิษย์น้องสามมีความสามารถในการหมักเหล้าดอกท้อชั้นเยี่ยมกัน แม้แต่ท่านอาจารย์ยังรับตัวมาเป็นศิษย์เพื่อที่จะได้มีเหล้าดื่มตลอดทั้งปี เขาแค่ ‘แบ่ง’ ออกมาเล็กน้อยเท่านั้น เหตุใดน้องเล็กต้องโกรธมากมายนักก็ไม่รู้
“ตกลงว่าข่าวที่ท่านได้ยินเชื่อถือได้หรือไม่?” แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ “ไม่ใช่ว่าท่านต้องการใช้ข้าเป็นขออ้างหลบออกมาจากเมือง หนีศิษย์พี่สามหรอกใช่ไหม?”
หากว่าเจ้ากล้าโกหกข้า ข้าจะฟ้องศิษย์พี่สามให้จัดการเจ้า
อี้โยวหมั่นไส้เด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างมาก แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์เอกสำนักเต๋า อีกทั้งยังเป็นศิษย์คนแรก แต่เจ้าสำนักกลับรักเจ้าเด็กนี่ราวกับลูกในไส้ตัวเอง ส่วนอี้เฟยเยี่ยน ศิษย์น้องสามก็เห็นเจ้าเด็กนี่เป็นดังพี่ชายที่รัก ทั้งรักทั้งโอ๋กันสุด ๆ
เพราะคำสั่งของเจ้าสำนักเขาไม่อาจขัดได้ สุดท้ายก็ต้องการเป็นองครักษ์ประจำตัวติดอยู่กับเจ้าเด็กนี่ตลอดทั้งวันเช่นนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“เฮอะ…. คิดว่าข้าเป็นใครกันเจ้าเด็กน้อย สหายในยุทธภพของข้ามากมาย วางใจเถอะอย่างไรข้าก็หานางเจอแน่นอน”
แม้ว่าทะเลาะกันมากเพียงใด อี้โยวก็เลี้ยงจ้าวห่าวหลินมาเองกับมือตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก หากบอกว่าชีวิตของเขาลำบากแล้วก็ต้องบอกว่าชีวิตของเจ้าเด็กนี้ก็น่าเวทนาไม่แพ้กัน
เขาอยู่ด้วยกันมาตลอดย่อมมีความผูกพันธ์และเห็นใจไม่น้อย เขาไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเด็กนี่ตายโดยไม่ช่วยเหลืออย่างแน่นอน
จ้าวห่าวหลินเอามือทาบไปยังหน้าอกของตัวเอง “พิษในร่างของข้ามีเพียงนางที่จะช่วยได้”
“วางใจเถอะ ไม่ใช่ว่านางเป็นหมออันดับหนึ่งในใต้หล้าหรอกหรือ มีคำกล่าวว่า เพียงแค่ได้พบนางแค่เหลือลมหายใจไว้นางก็สามารถลากกลับมาจากปรโลกได้ ….เจ้ายังไม่ตายเสียหน่อย นางย่อมช่วยได้”
ต้องช่วยได้อยู่แล้ว! เจ้าจะตายได้อย่างไร! ข้าไม่ยอม!
หมอปีศาจขึ้นชื่อทั้งเรื่องการรักษาและวิชาพิษ หากนางไม่สามารถรักษาได้ก็คงไร้หนทางแก้แล้ว ตอนนี้ความหวังสุดท้ายล้วนฝากไว้กับนางทั้งสิ้น นี่…คงต้องขึ้นอยู่กับว่าสวรรค์ต้องการทรมานเจ้าต่อหรือพาเจ้ากลับไปแล้วละ
หากไม่เจอนางก็ตาย
สีหน้าอี้โยวหนักหน่วงขึ้นมามองจ้าวห่าวหลินอ่อนโยนขึ้น “ไม่ต้องห่วง นางต้องอยู่ที่โม่เสียนแน่นอน”
จ้าวห่าวหลินเหม่อลอย “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น
--------------------------
[1] จอมยุทธในเรื่องนี้จะมีด้วยกัน 9 ระดับ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนเริ่มต้นจะมีด้วยกัน 5 ระดับ แต่ละระดับจะมีด้วยกัน 9 ขั้น ได้แก่ กำลังภายใน จอมยุทธ ปฐพี เทียนหยวน เทียนตัน
ส่วนเซียนแต่ละระดับมีด้วยกัน 3 ขั้น (ต้น กลาง สูง) ได้แก่ กึ่งเซียน เซียน จักรพรรดิ และมหาจักรพรรดิ
[2] มิติเซียน คือห้วงมิติพิเศษที่ปรากฏในดินแดนเซียนในเรื่องนี้ เป็นมิติที่สุ่มเกิดในดินแดนเซียน แต่ละมิติจะมีระดับแตกต่างกัน ภายในนั้นจะมีสัตว์อสูร และของวิเศษมากมายให้ค้นหา นับเป็นแหล่งขุมทรัพย์ชั้นยอดของเหล่าจอมยุทธในดินแดนเซียนที่ต้องการค้นหาความมั่งคั่ง
[3] ภายในมิติเซียนจะสามารถค้นหาของวิเศษมากมายได้ในนั้น มีทั้งอาวุธ ตำรายุทธ ยาลูกกลอน สมุนไพรวิญญาณ และแม้แต่ของวิเศษต่าง ๆ
โดยแบ่งออกเป็นระดับสีเหลือง ระดับลึกซึ้ง ระดับผืนดิน ระดับสวรรค์ ระดับจักรพรรดิ และระดับมหาจักรพรรดิ
แต่ละระดับมีด้วยกันสี่ขั้น ต่ำ กลาง สูง และสูงสุด
3. ขอเวลาเค่อเดียว
….หมอปีศาจ
คือเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขา
ชีวิตของจ้าวห่าวหลินล้วนผูกติดกับการเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจล้มเหลวได้
จ้าวห่าวหลินกุมหน้าอกตัวเองเหม่อลอย แม้ว่าตอนนี้พิษที่อยู่ภายในร่างของเขาจะยังคงสงบแต่เขารู้ดีว่ามันยังอยู่ในนั้น ความเจ็บปวดทรมานเจียนตายทุกครึ่งปีที่เขารู้สึกไม่ใช่เพราะจิตหลอน
เขารู้ดี มันยังอยู่ อยู่ในตัวเขา!
เป่ยเฉิงโหวไม่ได้นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นหมอหลวงของต้าโจวหรือ
หมอเลื่องชื่อทั่วใต้หล้าล้วนถูกเชิญมาที่จวนแล้วแทบทั้งสิ้น แต่ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่สามารถสัมผัสได้ถึงมัน มันที่อยู่กับเขามานานกว่าสิบปี
ข่าวการตามหาหมอเลื่องชื่อมากฝีมือของเขาโด่งดังไปทั่วต้าโจว ไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวไร้ประโยชน์ขี้โรคร่างกายอ่อนแอ พิษนี้ราวกับไม่เพียงแค่ทรมานร่างกายของเขาแต่กัดกร่อนจิตใจของเขาไปด้วย
ทุกความหวังและความทะเยอทะยานที่เขามีค่อย ๆ มืดดำราวกับแสงของวันพรุ่งนี้จะหายไปได้ทุกเมื่อ
มีหมอหลายคนกระจายข่าวว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว คิดว่าตัวเองป่วย
และเขาคงเชื่อคำพูดของพวกหมอเถื่อนเหล่านั้นแล้วหากไม่ใช่เพราะเจ้าสำนักเต๋าคอยใช้วิชาสะกดจุดเส้นลมปราณคอยยื้อชีวิตของเขาไว้ทุกหกเดือน เขาทนรับความเจ็บปวดเหลือทนกัดฟันสู้เพื่อยื้อชีวิตตัวเองไว้
ข้าจะยอมจำนนต่อสวรรค์ได้อย่างไร ในเมื่อความแค้นของข้ายังคงอยู่ และสักวันข้าจะตอบแทนพวกมันคืนเป็นร้อยเท่าพันเท่า ให้มันวอดวายเช่นเดียวกับชีวิตข้า
ยิ่งโกรธแค้นอัดแน่นมากเท่าไรความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนเขาแทบกระอักเลือดออกมา
บัดซบ ชีวิตของข้าต้องฝากไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นใครเนี่ยนะ?
ไม่มีใครรู้ว่าหมอปีศาจแท้จริงแล้วเป็นใคร มีข่าวลือบอกว่าแท้จริงแล้วหมอปีศาจตายไปแล้ว และคนที่รับหน้าที่แทนตอนนี้เป็นลูกศิษย์ของนาง เป็นแม่นางน้อยคนหนึ่งที่นิสัยประหลาดไม่ต่างกับอาจารย์นัก
นางมักปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดสวมชุดสีขาวสะอาดราวหิมะคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงราวกับเลือดประดับขนจิ้งจอกขาวและมักสวมหน้ากากจิ้งจอกขาวปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเห็นแค่ริมฝีปากสีแดงดังอิงเถา
ข้างกายของนางมีผู้ช่วยอยู่คนหนึ่งสวมชุดสีดำราวกับรัตติกาลหน้ากากสีดำปิดบังใบหน้า
พวกนางมักเดินทางไปมาอย่างไร้ร่องรอยไม่อาจคาดเดาทิศทางได้
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมนางจึงต้องปิดบังตัวตนและไปมาอย่างไร้ร่องรอย แต่ชื่อเสียงของนางเป็นของจริง เพียงแค่เหลือลมหายใจอยู่นางก็สามารถยื้อชีวิตจากปรโลกกลับมาได้
อยากรู้นักว่าภายใต้หน้ากากนั่นจะเป็นแม่นางแบบไหนกัน?
จ้าวห่าวหลินสะกดความพุ่งพล่านในอก มือหนากดแน่นบนอกหวังให้คลายความเจ็บลง เขาลุกขึ้นปิดหน้าต่างห้อง จุดกำยาน กลิ่นหอมของกำยานผสมสมุนไพรหลายตัวที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของพิษและทำให้หลับสนิท
ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างมองเพดานห้องสะกดกลั้นความเจ็บปวดในอก
เขาอยู่กับมันมานานหลายสิบปีแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยรู้สึกคุ้นชินกับความเจ็บปวดนี้เลยแม้แต่น้อย
โชคชะตา….
หึ! น่าขำนัก สวรรค์ต้องการชีวิตข้าแล้วข้าต้องยอมจำนนอย่างนั้นหรือไง?
ไม่น่าขำเกินไปหน่อยเหรอ เหตุใดมีแค่ข้าที่ชีวิตบัดซบเฮงซวยคนเดียว แต่ทำไมพวกชั่วนั้นถึงได้มีชีวิตที่ดีสุขสบาย
หากท่านต้องการให้มันมีความสุขและโยนทุกข์ให้ข้า ข้าก็จะทำทุกทางเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาบัดซบนี้ได้ให้
เสียงภายในห้องคอย ๆ เงียบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
อาหลางแง้มเปิดหน้าต่างดูภายในห้องก่อนกระโดดใช้วิชาตัวเบาเข้าไปภายในห้อง ลูกน้องอีกสองคนติดตามเข้ามา
“พวกเจ้าสองคนรีบพาตัวกลับไป และรีบพาคุณหนูไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่าได้ล่าช้า ข้าจะถ่วงเจ้าพวกนี้ไว้เอง”
“ขอรับลูกพี่” ลูกน้องคนหนึ่งแบกจ้าวห่าวหลินขึ้นหลัง ไม่นานทั้งสองก็ใช้วิชาตัวเบาหนีออกจากห้องพักไปอย่างว่องไว
อาหลางเดินไปยังห้องชั้นนอก รินน้ำชาและจิบดื่มอย่างสบายอารมณ์ ทอดสายตามองไปยังประตูห้องราวกับต้องการรออะไรบางอย่าง
ไม่นานเสียงความวุ่นวายในโรงเตี๊ยมก็ดังขึ้น
อาหลางไม่ขยับแต่ยิ้มเยาะถูกใจ… ขอข้าดูเสียหน่อยสิ ว่าพวกเจ้าจะเก่งจริงหรือแค่หลอกข้า
ด้านล่างโรงเตี๊ยม
เหล่าชายชุดดำที่คอยคุ้มกันจ้าวห่าวหลินกระโดดลงมาจากชั้นสองอย่างว่องไว โรงเตี๊ยมแห่งนี้ถูกพวกเขาเหมาไว้ทั้งหมดแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นมาเข้าพักในยามนี้ นอกจากจะเป็นพวกผู้ไม่หวังดีเท่านั้น
กลุ่มคนที่เข้ามาใหม่มีด้วยกันกว่ายี่สิบคนเห็นจะได้ และดูจากพลังยุทธขั้นต่ำคาดว่าน่าจะเป็นเทียนหยวนขั้นหกขั้นเจ็ด
หวงหยุนซานเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันในคณะนี้มีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย ระดับเทียนหยวนขั้นหกขั้นเจ็ด นับว่ามีหน้ามีตาแม้แต่ในดินแดนเซียนด้วยซ้ำ
การที่จอมยุทธระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ หมายความว่าเบื้องหลังของคนเหล่านี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
การเดินทางในครั้งนี้ของจ้าวห่าวหลินล้วนเป็นความลับ มีคนเพียงไม่มากนักที่รู้เรื่องการเดินทาง จำนวนผู้ติดตามหากไม่นับอี้โยวและจ้าวห่าวหลิน ก็มีเพียงพวกเขาห้าคนเท่านั้น
ห้าต่อยี่สิบไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา แต่ว่าหากตรึงกำลังไว้ที่นี่ ก็เท่ากับไม่มีคนคุ้มกันความปลอดภัยของเจ้านายบนชั้นสาม
“ต้านพวกมันเอาไว้จนกว่าท่านอี้โยวจะออกมา” หวงหยุนซานมองไปทางน้องเล็ก “ลิ่วเย่ เจ้าไปปลุกท่านอี้โยว”
หลงลิ่วเย่สะดุ้งหันกลับไปมองหวงหยุนซานอย่างไม่แน่ใจว่าตนฟังผิดหรือไม่?
พวกเขาทุกคนรู้ดีกว่าอี้โยวเป็นผู้คุ้มกันพิเศษที่ถูกส่งมาคอยดูแลปกป้องนายน้อย ที่แม้แต่นายน้อยก็ไม่อาจสั่งได้ อีกทั้งยังไม่รับงานนอกเวลาช่วงกลางคืนอีกต่างหาก
ครั้งล่าสุดมีคนไปปลุกท่านอี้โยวกลางดึก โดนกระทืบปางตายมาแล้ว… ให้ตาย นี่มันอันตรายกว่าสู้หนึ่งต่อห้ากับเจ้าพวกนี้เสียอีก
คนอื่นอีกสามคนได้ยินคำสั่งของหวงหยุนซานก็พยักหน้าให้กำลังใจหลงลิ่วเย่กันทันที และเตรียมรับมือกับผู้บุกรุกด้วยท่าทางขึงขังไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่น้อย ด้วยกลัวว่าหากชักช้าตนเองอาจจะถูกส่งขึ้นไปแทนก็เป็นได้
“สั่งเสียกันจบหรือยัง”
หวงหยุนซานไม่มีเวลามาสั่งอีกครั้งตวัดไล่หลงลิ่วเย่ไปข้างหลังและประจัญหน้ากับกลุ่มผู้บุกรุกพร้อมกับอีกสามคน
“พวกเจ้าเป็นใคร ใครส่งพวกเจ้ามา?”
“คนตายไม่ต้องรู้ชื่อ”
คำพูดตามมาตรฐานของเหล่าจอมยุทธจบลง การปะทะก็เกิดขึ้นตามมาทันที
สี่ต่อยี่สิบ หรือหนึ่งต่อห้าเริ่มต้นขึ้น
หลงลิ่วเย่รีบพุ่งกระโดดเกาะขึ้นไปชั้นสองและตวาดตัวตีลังกาขึ้นไปยังชั้นสามผ่านทางระเบียงเพื่อความรวดเร็ว ไม่นานก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของอี้โยว
“ท่านอี้โยวขอรับ แย่แล้วขอรับ นายน้อยกำลังตกอยู่ในอันตราย ขอร้องเถอะขอรับ ท่านช่วยตื่นขึ้นมาด้วย” หลงลิ่วเย่เคาะประตูด้วยความร้อนใจ
“นายท่าน” เสียงสั่นเทาดังขึ้นด้านหลังของหลงลิ่วเย่ เขาหันกลับไปก็พบว่าเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่ยืนขาสั่นด้วยความหวาดกลัว
ให้ตายสิตอนแรกก็นึกว่าเทพแห่งโชคลาภมาจุติที่นี่ ที่ไหนได้ข้าดันรับเทพแห่งหายนะเข้ามาแทนเสียได้ หมดกัน….พังหมดแล้ว โรงเตี๊ยมของบรรพบุรุษข้า
หลงลิ่วเย่ไม่เข้าใจว่าเขาสู้กันเสียงดังขนาดนั้นจะออกมาทำอะไรข้างนอกนี่ หรืออยากโดนลูกหลง ช่างเถอะ… หลงลิ่วเย่คว้าคอเสื้อเจ้าของโรงเตี๊ยมเข้ามือ “เจ้ารีบไปแจ้งทางการให้มาที่นี่เดี๋ยวนี้”
เจ้าของโรงเตี๊ยมยังไม่อาจตั้งสติได้ หลงลิ่วเย่ก็ตะคอกเสียงดังอีกครั้ง “ไปตามนายอำเภอกับมือปราบมาที่นี่เดี๋ยวนี้”
“ขอรับ ขอรับ ขอรับนายท่าน… ข้าน้อยจะรีบขอรับ ข้าน้อย…” หลงลิ่วเย่ขี้เกียจฟังถีบก้นเจ้าของโรงเตี๊ยมให้รีบออกไปเสีย ก่อนจะหันกลับมามองประตูห้องอี้โยว สูดหายใจลึกก่อนจะถีบเข้าให้อย่างแรงจนบานประตูกระเด็นออกไป
หลงลิ่วเย่ปัดม่านบังตาที่กั้นระหว่างส่วนหน้าและเตียงนอนออก เผยให้เห็นชายหนุ่มหัวล้านผิวดำคล้ำเสื้อผ้าชุดในหลุดลุ่ยนอนเอนกายอย่างสบายอารมณ์บนเตียงกว้าง
เสียงอึกทึกแว่วมาจากชั้นล่างเสียงดัง ทำให้หลงลิ่วเย่พูดไม่ออกร้องไห้ไม่ถูกขึ้นมา ….นายท่านเสียงดังเช่นนี้ ท่านก็ยังหลับลงได้ ท่านเป็นผู้คุ้มกันอยู่หรือไม่ขอรับ
ไม่มีเวลาสนใจกฎห้ามปลุกแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเหตุฉุกเฉิน
หลงลิ่วเย่พุ่งขึ้นไปบนเตียงเขย่าตัวอี้โยวอย่างแรง “ท่านอี้โยวตื่นได้แล้วขอรับ ขอร้องเถอะนายท่าน คนบุกเข้ามาในโรงเตี๊ยมเสียงดังเช่นนี้ ท่านยังหลับได้อีกหรือขอรับ”
“ข้าได้ยินแล้ว” คำตอบของอี้โยวทำให้หลงลิ่วเย่สบายใจ อย่างน้อยท่านอี้โยวก็ตื่นเสียที ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินคำต่อมา “ขอเวลาข้าอีกเค่อ[1] ข้าขอนอนต่ออีกเค่อเดียวแล้วจะตามลงไป”
‘อีกหนึ่งเค่อ’ นี่ท่านยังจะนอนต่ออีกหรือขอรับ หลงลิ่วเย่ได้แต่คิดในใจน้ำตาแทบจะไหลพราก หน้าสิ่วหน้าขวานความเป็นความตาย ท่านยังขอนอนต่ออีกหรือ
“ไม่ได้ขอรับ ตอนนี้พวกพี่หยุนซานสี่คนกำลังรับมือกับพวกผู้บุกรุกยี่สิบคน นายน้อยต้องการคนไปคุ้มกันนะขอรับ ท่านอี้โยว มีเพียงท่านที่จะคุ้มครองนายน้อยได้นะขอรับ”
“อืม… เช่นนั้นเจ้าก็ไปสิ” อี้โยวปัดมือที่เขย่าตัวออกอย่างรำคาญ พลิกตัวไปอีกด้านปิดกั้นการเจรจา
หลงลิ่วเย่ได้ยินคำพูดของอี้โยวก็แทบจะคุกเข่าลงไปร้องไห้เสียให้ได้
“ได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าน้อยด้วยเถอะขอรับ หากนายน้อยเป็นอะไรไปแม้แต่น้อย นายท่านจะต้องฆ่าพวกเราทั้งห้าคนเป็นแน่”
“เฮ้อ… เจ้าเป็นผู้หญิงหรือไง ร้องไห้ โวยวาย แล้วข้าจะต้องรอให้เจ้าแขวนคอตายด้วยหรือไม่[2]” อี้โยวลุกขึ้นอย่างรำคาญใจ ท่าทางไร้ความกระตือรือร้นแม้แต่นิด
แต่อย่างน้อยการที่เขาลุกจากที่นอนก็ทำให้หลงลิ่วเย่ดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งไปคว้าชุดของอี้โยวมาเตรียมรอให้ชายหนุ่มสวมใส่ทันที ราวกับเป็นบ่าวรับใช้ตัวน้อย ๆ
อี้โยวลงจากเตียงอย่างเกียจคร้าน หลงลิ่วเย่กลัวชายหนุ่มจะเปลี่ยนใจกลับไปนอนต่อก็รีบช่วยสวมชุดอย่างว่องไวก่อนจะลากชายหนุ่มออกจากห้องทันที
อี้โยวไม่ได้รีบร้อน เขาเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดิน ระหว่างนั้นก็มองลงไปยังสถานการณ์เบื้องล่างที่ชั้นหนึ่งด้วยความสนใจ
สถานการณ์เบื้องล่างกำลังชุลมุนวุ่นวายพอสมควร จากการมองดูคร่าว ๆ อี้โยวก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายส่วนใหญ่อยู่ในระดับเทียนหยวนขั้นหกขั้นเจ็ด ในโลกยุทธภพนั้นการฝึกฝนตนไม่ใช่เรื่องง่าย
ระดับเทียนหยวนขั้นต้น 1 – 3 อย่างน้อยก็เป็นศิษย์นอกของสำนักยุทธในดินแดนเซียนได้แล้ว และเทียนหยวนขั้นปลายตั้งแต่ขั้นสี่ขึ้นไปก็นับเป็นศิษย์ในสำนัก
หากเป็นในโลกเบื้องล่างเช่นนี้ก็นับได้ว่าเป็นแม่ทัพชั้นยอด หากเก่งกาจกว่านั้นก็จะเป็นระดับเทียนตัน แม้ว่าจะต่างกันเพียงระดับเดียว แต่เหล่าจอมยุทธที่อยู่ในระดับเทียนตันนั้นมีไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น จึงถูกเรียกว่ายอดฝีมือ และหากเป็นเทียนตันขั้นปลายก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสในสำนักแทบทั้งสิ้น
ขั้นสูงกว่านั้นคือกึ่งเซียน ในปัจุบันตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นเพียงตำนานเล่าขานในอดีตกาลไปเสียแล้ว
“พวกนั้นเป็นนักฆ่าจากสำนักมังกรโลหิต” อี้โยวเอ่ยกับหลงลิ่วเย่ที่เดินตามหลัง
หลงลิ่วเย่มีสีหน้าตกใจทันที “ท่านรู้ได้อย่างไงขอรับ”
อี้โยวเคาะหัวเด็กหนุ่มไปหนึ่งที “ระดับเทียนหยวนขั้นหกขั้นเจ็ดยี่สิบกว่าคน หากไม่ใช่แม่ทัพในกองทัพก็ต้องเป็นคนของสำนักในดินแดนเซียน สำนักในดินแดนเซียนไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ไม่เดินทางเป็นกลุ่มใหญ่”
หลงลิ่วเย่เข้าใจทันที เขานี่มันโง่เสียจริง “กลุ่มที่สามารถรวมตัวทำเรื่องชั่วเช่นนี้ได้ก็มีแค่สำนักมังกรโลหิต ที่เป็นพรรคมารถูกขับออกจากดินแดนเซียนและรับจ้างฆ่าเท่านั้น”
อี้โยวหาวหนึ่งทีก่อนจะหิ้วหลังคอของหลงลิ่วเย่ขึ้นแกว่งตัวเขาออกไปนอกระเบียงลอยค้างกลางอากาศ “เอาละ ข้าจะไปจัดการธุระหน่อย เจ้าก็ลงไปเล่นกับเจ้าพวกนั้นเสียสิ”
พูดปุ๊บปล่อยปั๊บ หัวใจหลงลิ่วเย่แทบร่วงลงตาตุ่ม รีบโคจรพลังใช้วิชาตัวเบาร่อนลงไปยังชั้นล่าง
หลังจาก ‘ส่ง’ หลงลิ่วเย่ลงไปร่วมวงสนุกเรียบร้อยแล้ว อี้โยวก็ก้าวเดินไปทางห้องของจ้าวห่าวหลิน
ไม่ต้องเปิดออกก็รู้ว่าคนที่อยู่ภายในห้องตอนนี้ย่อมไม่ใช่เจ้าน้องชายเจ้าปัญหาที่เขาคอยดูแลมาตลอดหลายปีอย่างแน่นอน
อี้โยวใช้พลังตรวจสอบภายในห้อง พบพลังที่แข็งแกร่งสายหนึ่งอยู่ภายในนั้นและไม่พบจ้าวห่าวหลินที่ควรจะอยู่เช่นกัน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่จ้าวห่าวหลินโดนลอบสังหาร แต่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกลักพาตัวเช่นนี้
ทางเดียวที่จะรู้ก็คือ ถามเจ้าคนที่รออยู่ในห้องให้รู้เรื่อง
อี้โยวเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่หยี่หระ ท่าทางออกจะเบื่อหน่ายและเกียจคร้านเสียมากกว่า พร้อมกับหาวออกมาหนึ่งที
“กลางดึกเช่นนี้เหตุใดไม่นอน เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าหากนอนไม่พอจะมีรอยคล้ำใต้ตา” อี้โยวเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางสบาย ๆ คว้ากาน้ำชามารินให้กับตัวเอง “กลางวันมีไม่ทักทาย แต่กลับมาหาตอนกลางคืน”
“ฮ่า ๆๆๆ ท่านช่างน่าสนใจนัก” อาหลางคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องบุกเข้ามาอย่างร้อนใจและโวยวายตามหาเจ้านายเสียอีก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะนั่งลงจิบชากับเขาอย่างใจเย็นเสียได้ ช่างคาดไม่ถึง
“ข้าเป็นคนเรียบง่าย ยินดีรู้จักสหายใหม่ ๆ หากเจ้าอยากรู้จักข้าค่อยกลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่ใหม่ในตอนกลางวันดีหรือไม่?”
อาหลางคิดว่าอีกฝ่ายช่างน่าสนใจ “เจ้าไม่ต้องไปตามหาเจ้าชายน้อยที่ถูกพวกข้าพาตัวไปหรอกหรือ?”
อี้โยวมองอาหลางราวกับมองคนโง่ “ข้าต้องรีบหรือ?”
“แล้วเจ้าไม่รีบหรอกหรือ?” ต้องให้ข้าบอกด้วยหรือไง
“เจ้าจะฆ่าเด็กนั่น …อืม ข้าว่าไม่นะ หากจะฆ่าปานนี้คงนอนจมกองเลือดอยู่ที่นี่ไปแล้ว ไม่พาไปด้วยให้เปลืองข้าวสุกหรอก จริงไหม?”
อาหลางตบมือชื่นชอบ “ท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก ในเมื่อท่านไม่รีบก็อยู่ดื่มชากับข้าเสียก่อนดีหรือไม่ ตอนเช้าพวกเราคอยแยกย้ายกันไป”
อี้โยวมองนิ่ง ดวงตาของชายหนุ่มลึกล้ำยากคาดเดาอารมณ์ “เจ้าหนุ่ม มารดาเจ้าไม่ได้สอนหรอกหรือว่า การขโมยของเป็นสิ่งไม่ดี”
อาหลางปิดหน้าหัวเราะ “ท่านอา ข้ามิได้ขโมยของท่าน แค่มาเก็บกลับไปเท่านั้น”
“อ่า” อี้โยวทำหน้าตกใจ “พอดีว่าคุณหนูของข้าชอบพอคุณชายน้อยนัก ข้าจึงตามมาเก็บกลับไปให้” อี้โยวยกชาขึ้นมาจิบ “หวังว่าท่านอาจะไม่ถือสาผู้น้อย”
อี้โยวนึกถึงสาวน้อยที่ยืนเคียงข้างเด็กหนุ่มตรงหน้าเมื่อตอนกลางวัน ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง ให้ตายสิ… ข้าก็บอกแล้วว่าเป็นชายชาตรีหน้าขาวล้วนอาภัพ เจ้าเด็กนั่นก็ไม่เชื่อ
อี้โยวแสร้งถอนหายใจอย่างหนักใจ “ทำอย่างไรดีละ ข้าจะต้องพาเจ้าหนุ่มนั่นไปส่งให้ถึงที่เสียด้วย เจ้ามาขวางทางการค้าข้าเช่นนี้ ข้าก็เสียหายแย่”
อาหลางยิ้มด้วยท่าทางบ้าดีเดือด “ต้องโทษข้าแล้วท่านอา ข้าไม่รู้ว่าสินค้าชิ้นนี้เป็นของสำคัญของท่าน” อาหลางดื่มชาจนหมดจอกก่อนจะบีบจอกน้ำชาในมือจนแหลกเป็นเม็ดทราย “หากท่านอยากได้ ก็คงต้องใช้กำลังเสียแล้ว”
อี้โยวพยักหน้าเข้าใจ “สิ่งที่เจ้าเอ่ยมาล้วนมีเหตุผล” อี้โยวหาวออกมาพร้อมปลดปล่อยพลังภายใน “เฮ้อ… ทำไมเจ้าต้องทำให้ข้าลำบากใจนักนะ”
“รบกวนท่านอาแล้ว”
1 เค่อต่อมา
“ท่านอี้โยวขอรับ ข้างล่างจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” หลงลิ่วเย่เหวี่ยงประตูเปิดออกอย่างแรง สายตาของเด็กหนุ่มทอดมองร่างไร้วิญญาณของอาหลาง บนพื้น “ท่านลงมือหนักเกินไปแล้ว” แล้วแบบนี้จะหาตัวนายน้อยเจอได้อย่างไรกัน
“ข้าไม่ได้ฆ่า มันฆ่าตัวเองตาย”
แค่เผลอหาวแว่บเดียวเจ้าเด็กบ้านี่ก็อาศัยจังหวะกัดยาพิษในปากฆ่าตัวตายเสียได้ …ยุ่งยากเสียจริง
หลงลิ่วเย่เป็นคนฉลาด เพียงแค่ฟังน้ำเสียงหงุดหงิดของอี้โยวก็คาดเดาสถานการณ์ทั้งหมดได้ทันที เลี่ยงได้ก็ไม่พูดถึงเสียดีกว่า
“พวกมันเป็นมังกรโลหิตจริงด้วยขอรับ ส่วนหนึ่งโดนฆ่าตายจากการปะทะ อีกส่วนฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ” หลงลิ่วเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมา “ท่านคิดว่าเป็นคนจากเมืองหลวงส่งมาหรือไม่ขอรับ”
“หากเป็นเช่นนั้นในห้องนี้คงไม่ได้มีศพเดียว” อี้โยวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ยกน้ำเต้าขึ้นดื่มดับกระหาย “การลักพาตัวทั้งยุ่งยากทั้งวุ่นวาย อีกทั้งความเสี่ยงสูง คนที่จับเจ้าเด็กนั่นไปได้ข่าวว่าเป็นคุณหนูแสนสวย”
อี้โยวบุ้ยใบ้ไปทางอาหลางที่นอนตายอยู่เป็นการบอกใบ้ หลงลิ่วเย่ทำหน้ามึนงงแว่บหนึ่งก่อนจะตาโตอ้าปากค้าง
….แม่นางผู้นั้นช่างกล้ายิ่งนัก ถึงกับลักพาตัวนายน้อยกลับไป
หรือจะเป็นหนี้ดอกท้อ[3] อืม… นายน้อยก็หน้าตาดีเสียด้วยสิ
ไม่นานหวงหยุ่นซานก็ขึ้นมาบนห้องพร้อมกับนายอำเภอจวิ้น
เพียงแค่ได้พบหน้าของอี้โยว ชายชราผู้รับตำแหน่งนายอำเภอก็คุกเข่าลงต่อหน้าอี้โยวทันที
“ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยสมควรตาย”
อี้โยวไม่สนใจชายชราแต่หันหน้าไปทางหวงหยุนซานที่กำลังอึ้งอยู่เช่นกัน ก่อนหวงหยุนซานจะตั้งสติได้แนะนำตัวชายชราเบื้องหน้า
“ท่านอี้โยวขอรับ ท่านนี้คือฮั่วซิว เป็นนายอำเภอแห่งอำเภอจวิ้นที่นี่”
“อ่า…ใต้เท้าอี้” นายอำเภอมองอี้โยวอย่างหวาดเกรง อำเภอนี้มักนิยมเป็นจุดพักม้าระหว่างเดินทางจากเมืองเยี่ยนและเมืองโม่เสียนบ่อยครั้ง เขาเองก็ได้พบคนใหญ่คนโตไม่น้อย แต่ว่าความกดดันของใต้เท้าอี้คนนี้ช่างน่ากลัวนัก
อี้โยวหันมองฮั่วซิวอย่างสนใจ ดูก็รู้ว่านายอำเภอผู้นี้ประจบคนใหญ่คนโตเสียจนเป็นนิสัย “ข้าไร้แซ่”
ฮั่วซิวอ้าปากค้างทำตัวไม่ถูกทีเดียว
หากตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน หลงลิ่วเย่กับหวงหยุนซานคงจะหัวเราะเสียงดังกับท่าทางของฮั่วซิวแล้ว
“เรียกว่าท่านอี้โยว” หวงหยุนซานช่วยแก้สถานการณ์ “ไม่ต้องพูดมากหรอกท่านอี้โยวขี้รำคาญ บอกเรื่องที่ให้ไปจัดการกับท่านอี้โยวให้ทราบทั้งหมดก็พอ”
“อ่า…ขอรับ” เม็ดเหงื่อไหลอาบข้างแก้มของฮั่วซิว “คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่ขอรับ จากจำนวนคนที่บุกเข้ามาจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าพวกเขาจะต้องเดินทางเป็นขบวนใหญ่ ข้าน้อยได้ให้เหล่ามือปราบไปสอบถามจึงได้ความว่า เมื่อไม่นานมีรถม้ากลุ่มหนึ่งเร่งรีบเดินทางกลางดึก ทิศทางมุ่งหน้าไปทางเมืองเยี่ยน
เป่ยขอรับ”
“มีรถม้าทั้งหมดกี่คัน กลุ่มคนประมาณเท่าไร?” หวงหยุนซานถามรายละเอียดเพิ่ม หากเดินทางไปเมืองเยี่ยนเป่ย ก็หมายความว่ามีโอกาสที่พวกนั้นจะไปทิศทางใดก็ได้ทั้งนั้น ทั้งเขตใต้ เขตเหนือ หรือเขตตะวันออก หากเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะค้นหา
“ขอรับ มีรถม้าด้วยกันทั้งหมดสามคัน กลุ่มคนประมาณสามสิบกว่าคนขอรับ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ทราบที่มาอย่างชัดเจน คาดว่าน่าจะเป็นพ่อค้าจากต่างแคว้นขอรับ”
“ทำได้ดีมาก ไปได้”
“ขอรับท่านอี้โยว ข้าน้อยขอตัวลา”
อี้โยวเกาหัวถอนหายใจ “ส่งคนล่วงหน้าไปสืบหาเส้นทางที่กลุ่มคนพวกนั้นเดินทาง หากเร่งเดินทางเช่นนี้คาดว่าคงไม่หยุดพักและมุ่งหน้าด้วยความเร็ว ลองถามเส้นทางประตูเมืองทั้งหมดเพื่อหาเส้นทางที่เป็นไปได้ พวกเราจะออกเดินทางกันทันทีหลังจากนี้อีกหนึ่งเค่อ”
หลงลิ่วเย่คิ้วกระตุก หนึ่งเค่ออีกแล้ว ….ไม่ใช่ว่าท่านจะกลับไปนอนต่อใช่หรือไม่
---------------------------------------------------
[1] 1 เค่อ เท่ากับ 3 นาที
[2] หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามขู่แขวนคอตาย เป็นวิธีการที่ผู้หญิงไร้เหตุผลมักใช้เรียกร้องความสนใจเพื่อให้อีกฝ่ายยอมตามใจ
[3] หนี้ดอกท้อ หมายถึง ความผิดในการใช้เสน่ห์หลอกให้รัก หลอกเงิน และเรื่องทางเพศ