วิกฤตการศึกษา 'เด็กลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า' ถูกตัดงบดูแล ร.ร.ไม่มีเงินจ้างครู
วิกฤตการศึกษา ‘เด็กลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า’ ถูกตัดงบดูแล ร.ร.ไม่มีเงินจ้างครู
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ในขณะที่เด็กไทยกำลังกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้งหลังจากปิดเทอมภาคฤดูร้อนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน ยังคงมีเด็กพลัดถิ่นจากเมียนมาจำนวนมากที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน
ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการรับรองผู้ลี้ภัย และผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่หนีจากความขัดแย้งและความยากจน และได้นำ ‘นโยบายการศึกษาเพื่อปวงชน’ มาใช้ ซึ่งกำหนดให้มีการศึกษาฟรี 15 ปีสำหรับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร หรือคนไร้สัญชาติ
อย่างไรก็ตาม เด็กที่ไม่มีเอกสารแสดงตนต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าเรียนในโรงเรียนไทยมาโดยตลอด โรงเรียนในที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไม่ได้เป็นไปตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงระบบโรงเรียนไทยได้ และไม่มีโอกาสในการการศึกษาระดับสูง รวมถึงไม่มีโอกาสในการทำงาน
พบว่างบประมาณช่วยเหลือถูกตัดลงจำนวนมากในช่วงโรคระบาดโควิด-19 เนื่องจากผู้บริจาคมุ่งเน้นบริจาคให้กับวิกฤตอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับโควิดในพื้นที่อื่น ๆ แทน ทำให้ไม่สามารถสามารถจ่ายเงินเดือนครู ซื้อหนังสือเรียนใหม่ หรือแม้แต่ซ่อมแซมโครงสร้างของโรงเรียนที่อยู่ในที่พื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่กว่า 90,000 คนได้
กีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหาร Save the Children Thailand (มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย) กล่าวว่า “เด็กทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะมีภูมิหลังหรือสถานะทางกฎหมายอย่างไร แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการของไทยจะกล่าวว่าพร้อมให้การศึกษาสำหรับเด็กทุกคน แต่เด็กพลัดถิ่นและเด็กอพยพจำนวนมากยังคงไม่ได้รับสิทธิจากนโยบายนี้ เด็กๆ ควรจะได้รับสิทธิในการไปโรงเรียน และพวกเขาไม่ควรต้องถูกปิดกั้นในการเข้าสู่ระบบการศึกษาเพียงเพราะไม่มีเอกสารแสดงตน”
ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพมายังประเทศไทยนั้นส่วนมากมาจากประเทศเมียนมา ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีนโยบายให้การช่วยเหลือผู้หนีภัยและให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้หนีภัยเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านจึงไม่มีสถานะทางกฎหมายและมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมหรือส่งกลับประเทศ
จอร์เนย์ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี มาจากครอบครัวจากเมียนมาที่เกิดในค่ายแม่หละ ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐไทย กล่าวว่า “ผมได้รับการศึกษาในค่าย แต่การศึกษาของเราไม่ได้รับการยอมรับ แม้จากเราเรียนจบไป เราก็ไม่มีงานทำ”
เอสเธอร์ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ครูฝึกสอนวิชาภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในค่าย รู้สึกกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อเธอพูดถึงห้องเรียนบางห้องในที่พักพิงชั่วคราว ส่วนใหญ่เป็นอาคารพื้นฐานที่มีหลังคามุงจาก ที่แทบจะไม่มีหนังสือเรียน และบางเล่มก็เก่าจนตัวพิมพ์เลือน และอ่านไม่ออก
เดวิด (นามสมมติ) อายุ 22 ปี เติบโตในค่ายแม่หละ ซึ่งเป็นที่พักพิงชั่วคราวที่ใหญ่ที่สุดตามแนวชายแดนไทย กล่าวว่า “พ่อแม่ของผู้พลัดถิ่นในค่ายเคยผลักดันให้ลูกๆ ศึกษาต่อ แต่อุปสรรคหลักนั้นคือ มันมีกำแพงที่กั้นระหว่างเรา”
Save the Children Thailand ได้เข้าเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้แห่งหนึ่งในเมืองแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมา โดย ครูใหญ่ เบน (นามสมมติ) อายุ 46 ปี กล่าวว่าเขาต้องทำหน้าที่เป็นคนขับรถของโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนขาดแคลนบุคลากร และเงินทุน
ทั้งนี้ Save the Children Thailand เรียกร้องให้มีการเพิ่มเงินทุนสำหรับโครงการการศึกษาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา รวมถึงการปรับปรุงระบบเพื่อการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กอพยพ และเด็กพลัดถิ่นผู้ที่ไม่มีเอกสาร และการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับครู ขั้นตอนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างอนาคตที่มั่นคง และสร้างความหวังสำหรับเด็กพลัดถิ่น
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโรงเรียนไทยสำหรับเด็กอพยพ และเด็กพลัดถิ่นตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และให้การสนับสนุนการบูรณาการเข้าสู่ระบบการศึกษา
โดยที่ผ่านมาทางมูลนิธิได้สนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กกว่า 20,000 คน อายุ 5-18 ปี ใน 46 โรงเรียนในที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย (DFAT) รวมถึงการสนับสนุนการฝึกอบรมครูจากพันธมิตรในท้องถิ่น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตการศึกษา ‘เด็กลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า’ ถูกตัดงบดูแล ร.ร.ไม่มีเงินจ้างครู
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th