โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Alfred Molina เล่าทั้งน้ำตา เคยผิดใจกับพ่อนานหลายปี เพราะอยากไปทำงานเป็นนักแสดง

BT Beartai

อัพเดต 03 พ.ค. 2567 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2567 เวลา 02.32 น.
Alfred Molina เล่าทั้งน้ำตา เคยผิดใจกับพ่อนานหลายปี เพราะอยากไปทำงานเป็นนักแสดง

อัลเฟรด โมลินา (Alfred Molina) นักแสดงภาพยนตร์ ซีรีส์ และละครเวทีชาวอังกฤษ-อเมริกัน เชื้อสายสเปน-อิตาลีรุ่นใหญ่วัย 70 ปี ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจากบทบาท ดร. ออตโต อ็อกเทเวียส (Dr. Otto Octavius) หรือ ด็อกเตอร์อ็อกโทปุส (Doctor Octopus) วายร้ายตัวฉกาจใน ‘Spider-Man’ ของ Sony รับบทนี้เป็นครั้งแรกใน ‘Spider-Man 2’ (2004) ที่ทำให้เขากลายมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น และหวนกลับมารับบทนี้อีกครั้งใน ‘Spider-Man: No Way Home’ (2021) ที่ทำให้หลายคนชื่นชอบวายร้ายผู้นี้มากขึ้นไปอีก

แต่กว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ โมลินาเคยมีชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน เขาเติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพในย่านแพดดิงตัน (Paddington) กรุงลอนดอน พ่อชาวสเปนของเขาเป็นบริกรในร้านอาหาร ส่วนแม่ชาวอิตาเลียนเป็นพนักงานทำความสะอาด เขาเติบโตมาในชุมชนของชนชั้นแรงงานในย่านน็อตติงฮิลล์ (Notting Hill)

จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสเข้าเรียนด้านการแสดงใน Guildhall School of Music and Drama และเข้าเป็นสมาชิกของชมรมละครเวที National Youth Theatre ก่อนจะเริ่มมีผลงานการแสดงในอีกหลากหลายรูปแบบในเวลาต่อมา

หลังจากกลับมาปรากฏตัวใน ‘Spider-Man: No Way Home’ ตอนนี้เขาเองกำลังจะหวนกลับไปแสดงละครบรอดเวย์อีกครั้งในเรื่อง ‘Uncle Vanya’ (2024) โมลินาได้มาให้สัมภาษณ์และหวนรำลึกถึงผลงานอันโดดเด่นในอดีตของเขา ในคลิป YouTube ของ Vanity Fair จนถึงตอนท้ายคลิป ที่เขาได้เปิดใจเล่าช่วงเวลาที่เจ็บปวดในอดีต

Alfred Molina Raiders of the Lost Ark 1981

เพราะการเลือกตามฝันเป็นนักแสดงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และปฏิเสธความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่พ่อเขาเสนอให้ในยามยาก ทำให้เขาถึงกับผิดใจกับพ่อ และคิดว่าพ่อไม่เคยแยแสความฝัน และความรักในอาชีพนักแสดงของเขาเลย

“ตอนที่ผมยังเด็กมาก ๆ พ่อของผมให้ผมเข้าไปทำงานเป็นบริกรของร้านอาหารที่เขาทำงานอยู่ และผมเองก็ทำงานเสิร์ฟอาหารได้ดี จนถึงขั้นที่ผู้บริหารของร้านอาหารเสนอให้ผมได้ฝึกอบรมในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิมเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แต่สุดท้ายผมก็ปฏิเสธเพราะผมได้งานแสดงไปแล้ว”

“จนกระทั่งพ่อถามผมว่า ‘แล้วไอ้งานแสดงนี่พวกเขาจ่ายเงินให้ลูกเท่าไหร่เหรอ’ ผมก็เลยบอกไปว่า ‘ผมได้ค่าจ้างตามเกณฑ์ของสหภาพแรงงาน ก็ประมาณ 15 ปอนด์ต่อสัปดาห์น่ะครับ'”

“พ่อผมตอบกลับมาว่า ‘เดี๋ยวนะ แกทำงานที่ร้านอาหารนี้ได้สัปดาห์ละ 30-35 ปอนด์เลยนะ แต่แกดันไปเลือกทำงานที่ได้สัปดาห์ละ 15 ปอนด์อย่างนั้นน่ะเหรอ’ ผมบอก ‘ใช่ครับพ่อ’ แล้วเขาก็มองผมแบบสงสัยอย่างกับคนแปลกหน้าเลย เขามองเหมือนกับไม่เคยรู้จักผมมาก่อนอย่างนั้นแหละ”

"ตอนนั้นผมทำได้แค่พูดออกไปว่า 'ก็มันเป็นสิ่งที่ผมรักน่ะพ่อ' และเขาก็ไม่เคยเข้าใจเลย ผมทำให้พ่อผิดหวังมาก ๆ ผมคิดว่าถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่าเขาคงรู้เรื่องนี้ได้ว่าสิ่งที่ผมพยายามมาไม่ได้สูญเปล่า" (ร้องไห้)

หลังจากเคี่ยวกรำงานแสดงละครเวทีเวสต์เอนด์มาอย่างยาวนาน ในที่สุด โมลินาก็ได้ข้ามฝั่งมาโลดแล่นบนโทรทัศน์ด้วยการรับบทในซิตคอม ‘The Losers’ (1978) ของช่อง ITV ก่อนจะเริ่มข้ามฝั่งมารับบทสมทบเป็น ซาทีโป (Satipo) ไกด์และหัวขโมยชาวเปรู เคียงข้างกับแฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) ใน ‘Raiders of the Lost Ark’ (1981) ปฐมบทเรื่องราวของนักผจญภัย อินเดียนา โจนส์ (Indiana Jones)

“พ่อกับผมไม่เคยคุยกันเรื่องงานของผมเลยจริง ๆ นะครับ เขาไม่ได้เป็นคนชอบโทรมาถามไถ่ว่า ‘เป็นไงบ้างลูก ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่’ เราไม่เคยได้มีความสนิทสนมอะไรทำนองนั้นเลย”

Salma Hayek and Alfred Molina in Frida (2002)

แม้โมลินาจะพามาถึงจุดที่เขาใช้คำว่าไม่สูญเปล่าได้จริง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอสเตบัน โมลินา (Esteban Molina) ผู้เป็นพ่อก็ยังห่างเหิน จนกระทั่งเขาเองก็เริ่มมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตั้งแต่หนังนอกกระแส ‘Magnolia’ (1999), ‘Chocolat’ (2000), ‘Frida’ (2002) และข้ามฝั่งสู่หนังบล็อกบัสเตอร์ครั้งแรกใน ‘Spider-Man 2’ รวมทั้ง ‘The Da Vinci Code’ (2006)

โมลินาเคยเล่าถึงพ่อกับ The Guardian ถึงความสัมพันธ์ของเขากับพ่อว่า ยังคงเป็นไปได้ด้วยดี เขายังคงเคารพพ่อที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตอยู่เสมอ แต่เขากับพ่อก็นับว่ายังห่างเหิน แต่ที่เขาเสียใจอย่างมากก็คือ เขาไม่เคยได้คืนดีกับพ่อของเขาเลย จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1999 เขาถึงได้ตระหนักว่า พ่อของเขาใส่ใจและภูมิใจกับสิ่งที่ลูกชายของเขาเป็นมากถึงขนาดไหน

“ตอนที่พ่อของผมจากไป ผมเดินทางไปร่วมงานศพที่สเปน ผมได้คุยกับแม่เลี้ยงของผมที่ตอนนี้เป็นภรรยาหม้าย เธอลากกระเป๋าใบใหญ่ของพ่อมาให้ผม แล้วในนั้นก็เต็มไปด้วยข่าวของผมที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์เอย รูปถ่ายจากนิตยสารเอย รวมทั้งจดหมายที่ผู้คนเขียนมาบอกเขาว่าได้เห็นอัลเฟรโด (Alfredo – ชื่อจริงของโมลินาก่อนเข้าวงการ) ในหนัง”

“ซึ่งพ่อของผมเก็บมันเอาไว้ทั้งหมดเลย แล้วพ่อก็ไม่เคยบอกผม แม่เลี้ยงถามผมว่า ลูกจะเอาไปเก็บไว้เองไหม ผมเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน”

“มันเลยเป็นเหตุผลที่ผมต้องพยายามทำดีกับลูก ๆ ทุกคนของผม ไม่ว่าจะทั้งลูกสาวแท้ ๆ หรือลูกชายที่เป็นลูกบุญธรรม และลูกติดของภรรยา สิ่งที่ผมจะทำได้ก็คือให้กำลังใจ และบอกว่าพวกเขาเก่งขนาดไหน นั่นแหละครับเท่าที่ผมจะทำได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...