โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นภาลัยเคียงสายนที

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 17.05 น. • ไพรินสีมุก
ครุฑมักได้รับบทตัวร้ายในเรื่องราวของใครสักคน ซ้ำเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีปีกและกรงเล็บสุดแกร่ง ไม่ได้ชอบกินนาคเพราะมีอย่างอื่นน่ากินกว่า ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์เรื่องราวจะง่ายขึ้นบ้างไหม ? งั้นขอลองดูสักตั้ง ?

ข้อมูลเบื้องต้น

เนื้อหาทั้งหมดสร้างขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง ไม่มีการพาดพิงถึงบุคคลอื่น

อาจมีการอ้างอิงจากความเชื่อส่วนบุคคล สถานที่ที่มีจริง เหตุการณ์ หรือข่าวบางอย่าง เพื่อใช้เป็นเค้าโคลงแล้วแต่งเติมสีสันลงไป มีฉากน่ากลัว ระทึกขวัญ การต่อสู้ เรื่องราวเศร้าสะเทือนใจ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และการแสดงความคิดเห็น

หากมีความผิดพลาดประการใดขออภัย ณ ที่นี้

Chapter 1. อธิษฐานขอบุตร

ท้องฟ้าเบื้องบนเกิดปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ใจ กลีบดอกไม้นานาพันธุ์โปรยปรายลงมา สายรุ้งเจ็ดสีพาดผ่านยอดเขาทั้งเจ็ดรอบเขาพระสุเมรุ เสียงบรรเลงดนตรีขับกล่อมเสนาะหู กลิ่นหอมจรุงใจลอยไปทั่วสิบทิศ จากนั้นกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ก็ลอยเข้ามา เสียงฟ้าคำรนสายอสนีบาตทำให้ทุกที่สั่นสะเทือน สรรพชีวิตที่รับรู้ได้ถึงการถือกำเนิดของขุมพลังยิ่งใหญ่ ต่างลอบเมียงมองจากสถานที่กำบังตัว เหตุการณ์บ่งบอกถึงฤดูกาลทั้งสามปรากฏวนเวียนอยู่เช่นนั้นนานเก้าทิวาเก้าราตรี ก่อนมีปีกเจ็ดสีคู่มหึมาสยายบดบังเต็มพื้นนภา ภาพนิมิตหมายมงคลดังกล่าวคงอยู่เพียงสามลมหายใจ จากนั้นก็มลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น สัตว์น้อยใหญ่ล้วนเปรมปรีดิ์คล้ายได้รับพรอันประเสริฐ

ประเทศไทย : เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร

ตระกูลพรก้องเวหาเดิมเป็นตระกูลเก่าแก่มีบรรพบุรุษเป็นทั้งขุนนาง ขุนศึก พ่อค้าวาณิช พวกเขารุ่งเรืองขยายกิ่งก้านสาขาลูกหลานเหลนลื่อลืบไม่น้อย เสียดายที่ไม่เคยมีลูกสาวเกิดในสายตระกูลเลยสักคน แม้จะไม่ได้คาดหวังบีบบังคับลูกชายหรือลูกสะใภ้คนไหน แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนเฝ้ารอจะได้อุ้มชูเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าความหวังนี้ก็ไม่เคยสมหวังเลยสักครั้ง จนถอดใจปล่อยให้เป็นเรื่องโชควาสนานำพา ถึงอย่างนั้นทุกคนก็อดลุ้นให้มีทายาทเป็นสตรีเพศสักคนให้ชื่นใจไม่ได้ หลายครั้งถึงกับอยากลองไปบนบานศาลกล่าว ซึ่งแค่คิดกันขำๆ ไม่ได้ลงมือทำจริงสักครั้ง

กระทั่งคืนวันผันผ่านจากยุคอดีตมาสู่ยุคปัจจุบันในปีพุทธศักราช 2xxx คนตระกูลพรก้องเวหาก็ค่อยๆ ล้มหายตายจาก กิ่งก้านที่เคยแตกแขนงก็เหลือทายาทสืบสกุลรุ่นละหนึ่งหรือสองคน ทรัพย์สมบัติที่ดูแลไม่ไหวและไม่อาจทำให้งอกเงยก็ขายออกไปบ้าง เพื่อลดภาระของลูกหลานที่เหลืออยู่ แม้ครอบครัวจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เรืองอำนาจเท่าในอดีต แต่พวกเขาก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำสิ้นเนื้อประดาตัว แค่ทำอย่างไรทุ่มเทเท่าไรก็ประสบความสำเร็จไม่สุด มีเงินทองจับจ่ายไม่ลำบากทว่าไม่ใช่มหาเศรษฐี เป็นตระกูลผู้ดีเก่าที่บางคนคิดว่าเหลือเพียงเปลือกนอก คล้ายมีอุปสรรคที่มองไม่เห็นกีดขวางเส้นทาง

อานันกับอัปสรผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลพรก้องเวหาจึงไม่ใช่ไม่สะกิดใจสงสัย จึงลองเสาะแสวงหาความช่วยเหลือที่น่าเชื่อถือ ไม่ต้องการจ่ายเงินมหาศาลให้หมอดูนักทำนายที่มีชื่อเสียง ทั้งคู่บังเอิญพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังเดินธุดงค์ริมถนนด้วยอิริยาบถน่าเลื่อมใส รถตู้คันหรูจอดสนิทเพื่อให้สามีภรรยานำถวายน้ำดื่ม และกราบไหว้ผู้ทรงศีลที่สมควรได้รับความเลื่อมใส ซึ่งพระอาจารย์รูปนั้นก็เหมือนจะรู้ความประสงค์ของพวกเขา ยอมเปิดฝาบาตรรับขวดน้ำเล็กๆ สองขวดพลางทอดมองคนที่มีจิตใจเอื้ออารีด้วยแววตาสงบ หลังให้ศีลให้พรก็ไม่ได้ผละจากไปทันที กลับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเจือความเมตตา

“ใจของโยมทั้งสองกำลังร้อนรุ่มกระวนกระวายใช่ไหม แม้อาตมาไม่สามารถยื่นมือไปยุ่งในสิ่งที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ได้ แต่ภายภาคหน้าอาตมามีวาสนาได้เกื้อหนุนหลานสาวของพวกโยม เพราะแบบนั้นต้องตั้งใจคิดดีทำดีทำอะไรก็ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท สิ่งใดที่ไม่ใช่ของตัวเองสักวันก็ต้องส่งกลับคืนให้เจ้าของ ไม่มีใครแย่งชิงของของคนอื่นไปได้ตลอด วิบากกรรมอาจหนักหนาทำให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจ ถึงอย่างนั้นฟ้าหลังฝนย่อมสดใส”

“สาธุ” สองสามีภรรยาพนมมือยกขึ้นจรดนิ้วโป้งตรงหน้าผาก ความกระสับกระส่ายวิตกกังวลที่มีมาตลอดหลายปีราวกับเบาบางลง สัมผัสได้ถึงจิตใจร่มเย็นเป็นสุขมีกำลังใจจะแก้ไขปัญหาต่อไป

“แต่พระอาจารย์คะ ฉันกับสามียังไม่มีหลานสาวนะคะ มีแค่หลานชายซนเป็นลิงแสบซนยิ่งกว่าลูกแมวค่ะ” อัปสรเงยหน้ามองพระสงฆ์วัยกลางคนด้วยกิริยาอาการสับสน

“เป็นหลานชายห้าคน…น่าจะมากที่สุด เพราะผมก็เป็นลูกชายคนเดียวและมีลูกชายแค่สองคนครับ” อานันพูดเสริมภรรยาไม่ได้คิดว่าข้อมูลตรงส่วนนี้เป็นความลับ ยังคงให้ความเคารพต่อกิริยานิ่งสงบของพระสงฆ์รูปนี้

“อาตมาเห็นว่าพวกโยมมีหลานสาว และทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี ความอดทนมานะพากเพียรไม่ทรยศใคร แต่บางครั้งก็ต้องมีโอกาสให้ไขว่คว้าด้วย เจริญพร” พระสงฆ์พูดทิ้งท้ายพลางคลี่ยิ้มบาง ก่อนค่อยขยับเท้าก้าวย่างไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอ อากัปกิริยาไม่อาทรร้อนใจราวกับไม่เร่งรีบจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ เหลือแค่คู่สามีภรรยาตระกูลพรก้องเวหาที่มองสบตากัน และมองตามหลังของพระอาจารย์ที่พริบตาเดียวก็เดินห่างไปไกลพอสมควรแล้ว

“คุณคะ ที่…ที่พระอาจารย์ท่านพูดหมายความว่ายังไงคะ” อัปสรพูดตะกุกตะกักพยายามระงับความตื่นเต้นของตัวเองไว้สุดกำลัง แต่มือข้างหนึ่งบีบแขนของสามีแน่นพลางออกแรงเขย่าเบาๆ

“ผมก็ได้ยินเหมือนคุณนะ หรือลูกสะใภ้คนไหนของเราตั้งท้อง? ” อานันอดมีความหวังเล็กๆ ไม่ได้ เขารู้สึกถึงอารมณ์หลากหลายผสมปนเปจนแยกไม่ออก

“งั้นพวกเรารีบกลับบ้านไปหาลูกๆ หลานๆ ดีกว่าค่ะ ถ้ามีเด็กผู้หญิงสักคนในบ้านจากที่ดีอยู่แล้วก็คงดีมากๆ ดียิ่งๆ ขึ้นไปใช่ไหมคะ” อัปสรไม่ทันรู้ว่าจะสมพรปากของพระสงฆ์รูปนั้นหรือไม่ ทว่าเธอก็อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม หน้าตาอิ่มเอิบสดใส ไม่มีความหม่นหมองกังวลใจให้เห็นแม้เพียงเสี้ยวเดียว

“ครับๆ บ้านเราต้องครึกครื้นคึกคัก เผื่อมีน้องสาวพวกจอมซนจะได้เพลาๆ ลงบ้าง” อานันกอบกุมมือของภรรยาด้วยความอ่อนโยนทะนุถนอม นอกเหนือจากนี้ยังหวนรำลึกถึงคำสั่งเสียที่ตกทอดกันมาในตระกูล ก่อนประคองคู่ชีวิตให้ลุกขึ้นยืนและก้าวขึ้นรถยนต์ เพื่อกลับบ้านด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย

ฟากนภดลลูกชายคนเล็กของอานันกับอัปสรเดินทางไปเจรจาธุรกิจนอกเมืองหลวง เนื่องจากพักหลังๆ กลางวันภรรยามักเหม่อลอยคล้ายครุ่นคิดบางอยู่ตลอดเวลา ส่วนกลางคืนก็ฝันทุกคืนพอตื่นมาก็จำรายละเอียดไม่ได้ จำได้แค่เสียงกระพือปีกกับสายลมพัดโหม แม้จะไม่รับรู้ถึงอันตรายหรือความน่ากลัวจากภาพฝันซ้ำมีความสบายใจ แต่มันก็ทำให้ทั้งคู่รวมถึงคนรอบข้างอดกังวลใจไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจพาดุจฟ้ากับลูกชายอีกสองคนชื่อ เหนือนภากับกลางนภาตามมาท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ขณะรถตู้เลี้ยวลดตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่พื้นที่ของหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศ เด็กชายวัยกำลังได้เลื่อนชั้นขึ้นมัธยมต้น เต็มไปด้วยพละกำลังก็ชี้ชวนให้เห็นวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมียอดเจดีย์โดดเด่นท่ามกลางแมกไม้สีเขียว

“พ่อแม่ครับ พวกเราไปที่วัดนั่นได้ไหม เหนืออยากเห็นใกล้ๆ ครับ” เหนือนภาเรียกบิดามารดาด้วยน้ำเสียงที่ระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ แววตาเปล่งประกายระยิบระยับอย่างที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้น

“กลางเห็นนกสวยๆ เต็มไปหมดเลย พ่อกับแม่พาพี่เหนือกับกลางไปวัดโน้นนะครับ” กลางนภาพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุนพี่ชายอย่างแข็งขัน ทำให้คนเป็นบิดามารดาชะเง้อคอมองตามคำบอกกล่าวของลูกชายทั้งสองคน ก่อนจะยอมผงกศีรษะตามใจ เพราะตั้งแต่แรกก็ตั้งใจไหว้พระทำบุญและเที่ยวโบราณสถาน เพื่อให้พวกเขาได้เดินชมวัดวาอารามที่ผ่านยุคสมัยนับร้อยปี

“เกรียงเปลี่ยนไปที่วัดนั้นอย่างที่เด็กๆ ต้องการเถอะ ทำบุญไหว้พระวัดไหนก็ไม่ต่างกันหรอก ถ้าช่วยให้เราสบายใจได้ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกมาก” นภดลพูดกับคนขับรถยนต์ประจำตัว ก่อนหันมาทางภรรยาที่เหมือนจะสนอกสนใจวัดดังกล่าวเหมือนลูกทั้งสองคน

“อือ พี่เหนือกับน้องกลางเลือกวัดเองทั้งที พวกเราก็อย่าขัดลูกๆ เลยนะคะ” ดุจฟ้ามีความสุขมากจนฉายชัดถึงดวงตา แม้ใครๆ จะวิตกเรื่องความฝันที่เธอนึกไม่ออก แต่กลับกันเธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบตัว บางทีอาจกำลังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นก็เป็นไปได้

นภดลเออออด้วยรอยยิ้มละมุนพลางนวดฝ่ามือของภรรยาเบาๆ ทั้งไม่ลืมเตือนให้เจ้าลิงซนที่โตขึ้นนิดหน่อยนั่งดีๆ เดี๋ยวจะเกิดการเจ็บตัวจากความกระตือรือร้นเกินขอบเขต อย่ามองว่าคนโตนิ่งกว่าคนเล็กเพราะความจริงเป็นการดื้อตาใสน่ามันเขี้ยว ทว่าพวกเขาก็พูดจารู้เรื่องเข้าใจเหตุและผลได้ดี บางครั้งยังหัวหมอใช้ความเจ้าเล่ห์เอาตัวรอดได้หน้าตาเฉย ขณะนั้นก็เริ่มมองเป็นซุ้มประตูทางเข้าวัด ความร่มรื่นเป็นสิ่งแรกที่รับรู้ได้ด้วยตาเปล่า ต่อมาคือความเงียบสงบที่สัมผัสได้หลังสองเท้าเหยียบลงบนพื้น ลมเย็นพัดมาเป็นระยะช่วยบรรเทาความร้อนแรงของแสงแดดเหนือศีรษะ

“พวกคุณต้องการเข้ามาไหว้พระขอพรจากพญาครุฑใช่ไหมครับ” เด็กวัดวัยมัธยมต้นที่กำลังกวาดใบไม้แถวลานวัดละจากงานของตัวเอง แล้ววิ่งเหยาะๆ พร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า กิริยามารยาทสุภาพอ่อนน้อมชวนให้ประทับใจ ทั้งยังเดินนำครอบครัวสี่คนไปยังพระอุโบสถด้วยท่าทางกระตือรือร้น ระหว่างทางก็เล่าประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้ สอดแทรกความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างน่าสนใจ ประหนึ่งมัคคุเทศก์นำเที่ยวมืออาชีพ

“วัดเก่าแก่มากเลยแต่สภาพไม่โทรมและสวยมาก บรรยากาศก็เงียบสงบ…ที่นี่ไม่มีคนมาทำบุญหรือไหว้พระเลยเหรอจ๊ะ” ดุจฟ้าชื่นชมเด็กชายที่มีชีวิตชีวาสลับกับลูกชายสองคนที่ถูกทักษะการเล่าเรื่องชวนน่าตื่นเต้น ทำให้พวกเขาสนอกสนใจเนื้อเรื่องคล้ายนิทานจึงเดินตามคนที่อายุมากกว่าสามสี่ปี

“ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แล้วก็มีคนต่างถิ่นที่เป็นนักท่องเที่ยวบ้างครับ” เด็กวัดเชิญทุกคนเข้าไปด้านในพระอุโบสถ ซึ่งมองเห็นพระประธานปางประทานพรท่ายืน ทั้งองค์เป็นสีทองเหลืองอร่ามสุกปลั่ง สีหน้าเปี่ยมเมตตาปรานีช่วยให้คนมองรู้สึกจิตใจเย็นสบาย

“อ่อ คนแถวนี้เชื่อกันว่า การจะมาวัดนี้ได้ต้องมีสิ่งนำทาง หลวงตาเจ้าอาวาสก็พูดบ่อยๆ เอ่อ…สิ่งที่นำทางคือ การต้องการที่พึ่งทางใจ หรือมีปัญหาที่ยากเกินกว่าจะแก้ไขได้น่ะครับ” เด็กวัดคนเดิมพยายามเลียนแบบคำพูดของท่านเจ้าอาวาสที่ช่วยเลี้ยงดูเด็กกำพร้าอย่างตัวเอง พลางจัดเตรียมธูปเทียนให้ครบจำนวนคนโดยไม่จุดไฟ เพื่อให้คนมาเยือนได้ใช้ไหว้พระพุทธรูป และตั้งจิตอธิษฐาน

“หืม หลวงตาท่านพูดได้น่าคิดมาก บางคนถ้าไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนก็ไม่นึกถึงวัดวาหรือพระสงฆ์องค์เจ้าหรอก พวกเราก็คงคล้ายๆ กันใช่ไหมล่ะ” นภดลพูดด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงกับภรรยา แล้วมองลูกชายทั้งสองที่มองซ้ายมองขวาผนังของโบสถ์ ซึ่งมีภาพวาดจิตรกรรมเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยเก่าก่อน สูงขึ้นไปก็เป็นเรื่องราวของทศชาติชาดก รวมถึงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า

“ก็จริงค่ะ ทำยังไงได้ละคะ พวกเรายังเป็นคนที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และตัดกิเลสไม่ได้นี่นะคะ” ดุจฟ้าพยักหน้าหงึกหงักเห็นตรงกับสามี

เด็กวัดปล่อยให้ครอบครัวสี่คนได้ซึมซับความสุขสงบ ก่อนลองชักชวนให้พวกเขาเดินไปยังอีกจุดหนึ่งของวัด “เรื่องบางเรื่องพระท่านก็อาจช่วยไม่ได้ แต่ถ้าคุณๆ ไม่รีบไปที่ไหนต่อผมอยากพาที่ที่หนึ่งครับ” ตอนได้ยินประโยคนี้คู่สามีภรรยาก็เกิดอาการสองจิตสองใจ

ทว่าลูกชายที่ชอบพูดว่าตัวเองโตเป็นหนุ่มแล้ว เป็นหนุ่มน้อยวัยประถมที่ใกล้จะขึ้นมัธยมต้นน่ะ รีบลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงระคนตื่นเต้น ร้องขอให้พี่ชายเจ้าถิ่น บิดา มารดาพาไปสถานที่ดังกล่าวเร็วๆ ซึ่งคนที่อายุมากกว่าทั้งสามคนก็ไม่ขัดใจ ค่อยๆ เดินออกจากพระอุโบสถมุ่งหน้าไปยังจุดที่มัคคุเทศก์น้อยนำเสนอ แค่เดินอ้อมบริเวณโบสถ์ไปด้านหลังไม่นานก็เห็นแปลงดอกไม้สลับกับต้นไม้ยืนต้น คอยให้ร่มเงาไม่ต้องทนร้อนจากดวงอาทิตย์ที่แผดแสงแรงกล้า

เมื่อมาถึงสถานที่ดังกล่าวก็พบว่า เป็นศาลาทรงไทยพื้นที่เปิดโล่งให้ลมเย็นๆ พัดผ่าน มีรูปสลักไม้ของพญาครุฑตัวใหญ่สยายปีกตั้งอยู่ตรงนั้น นอกจากป้ายบอกคาถาสำหรับสวดก่อนขอพร ก็ไม่มีกระถางปักธูปหรือเทียน มีแค่โต๊ะตัวยาวไว้วางดอกไม้กับพวงมาลัยเท่านั้น ซึ่งบรรยากาศของที่นี่แตกต่างจากหน้าวัดพอสมควร สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามแผ่ออกมามากกว่าความเย็นกายเย็นใจ หนำซ้ำวัดส่วนใหญ่มักสร้างพญานาคให้ผู้คนได้สักการบูชา เพราะมีความเชื่อเกี่ยวเนื่องในพุทธกาล ส่วนเจ้าแห่งนภาที่อาศัยบนวิมานฉิมพลีกลับเห็นได้น้อยมาก ส่วนสี่คนพ่อแม่ลูกที่บังเอิญเจอก็มีสีหน้ายินดี พวกเขาต่างได้รับการถ่ายทอดเรื่องเล่าประจำตระกูลต่อๆ กันมาว่า บรรพบุรุษนับถอยหลังไปเกือบร้อยปี ล้วนเคารพศรัทธาในพญาครุฑอย่างยาวนาน แล้วเริ่มห่างหายลดน้อยลงจากการบูชาตามระยะเวลาที่ผ่านไป

“พวกเราลองอธิษฐานขอลูกสาวสักคนกับท่านดีไหมคะ หลายๆ ที่อาจไม่ประสบผลสำเร็จแต่ที่นี่…ก็ไม่แน่นะคะ” ดุจฟ้าจ้องมองเข้าไปดวงตาของรูปสลักไม้พญาครุฑครู่หนึ่ง ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่คุ้นเคย จึงกระซิบถามสามีที่เหมือนจะสนใจศิลปะที่สร้างพญาครุฑองค์นี้ได้ละเอียดลออ พลิ้วไหวราวกับไม่ได้ทำจากไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะแววตาที่คล้ายส่อประกายการมีชีวิต

“ผมตามใจดุจครับ จะมีแค่ลิงแสบก็ได้ แต่ถ้ามีลูกสาวตัวน้อยเพิ่มก็ดี ผมมีความสุขที่มีคุณกับลูกๆ เสมอครับ” นภดลพูดจากใจจริงไม่ได้แค่ต้องการเอาใจ หรือตอบส่งๆ ปัดปัญหาให้พ้นตัว

“ผมกับพี่เหนือจะช่วยพ่อแม่ขอน้องสาวดีไหมครับ” กลางนภาชะโงกหน้าแทรกกลางบิดามารดาด้วยท่าทางทะเล้น ไม่ลืมดึงพี่ชายให้ร่วมวงอีกคน

“…จากน้องกลางจะกลายเป็นพี่กลางนะ” เหนือนภาแกล้งพูดลอยๆ แอบดูอากัปกิริยาของน้องชายที่เป็นคนสุดท้อง หากไม่นับรวมลูกพี่ลูกน้องลูกๆ ของลุงภาสกรกับป้าสะใภ้เรวดี ซึ่งมีเด็กชายที่อายุน้อยกว่าอยู่หนึ่งคน

“ผมชอบชื่อพี่กลางมากกว่าน้องกลางครับ” กลางนภาทำท่าเชิดคางจนจมูกแทบชี้ขึ้นฟ้า กิริยาอาการน่ามันเขี้ยวมาก ทำให้บิดามารดาพี่ชายหลุดหัวเราะตลกท่าทางนั้นของเจ้าตัว

“งั้นทั้งพี่เหนือว่าที่พี่กลางมาช่วยแม่กับพ่ออธิษฐานขอน้องสาวกันเนอะ” ดุจฟ้าลูบแก้มของลูกชายทั้งสองคนอย่างเท่าเทียม ก่อนยกมือพนมกลางอกท่องบทสวดตามป้ายด้วยความตั้งใจ และคนเป็นสามีกับลูกๆ ก็ปฏิบัติตามทันที จากตอนแรกไม่ได้จริงจังมากมาย แต่เวลานี้ไม่เหลือคราบการล้อเล่นหยอกล้อกัน ต่างตั้งสมาธิหวังว่าองค์พญาครุฑ ณ เบื้องหน้าช่วยอำนวยอวยพรให้พวกเขามีลูกสาวน้องสาวสักคน

**เขียนชายหญิงปัจจุบันแฟนตาซีครั้งแรก ถ้ามีตรงไหนติดขัดไม่ไหลลื่น หรือผิดพลาด สามารถทักท้วงคนเขียนได้ค่ะ

Chapter 2. เสียงร้องแรกเกิด

เวลาผ่านไป 3 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนผันไปตามกระแสเวลา ตระกูลพรก้องเวหาพยายามประคับประคองกิจการให้พ้นวิกฤตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนคนวงในคาดเดาว่าพวกเขานอกจากมีความสามารถแล้ว ยังมีอาจารย์หรือของดีช่วยป้องกันความเลวร้ายต่างๆ ต่อให้ไม่ร่ำรวยอู้ฟู่เข้าขั้นมหาเศรษฐีติดอันดับเหมือนหลายตระกูลที่รู้จักมักจี่กัน แต่ก็ไม่มีทางล้มละลายต้องขายทรัพย์สินมรดกเปลี่ยนเป็นเงินทุนหมุนเวียน เรียกว่าบางครั้งก็ลอยตัวเหนือปัญหาแม้แต่ช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตก ยิ่งโหมกระพือข่าวลือของวงสังคมธุรกิจไฮโซเพิ่มขึ้นไปอีก ปัจจุบันตระกูลนี้ก็มีทายาทโดดเด่นรวมกัน 5 คน เป็นผู้ชายล้วนแบบที่บางตระกูลอิจฉา และอดกระซิบถามเคล็ดลับจากสองพี่น้องภาสกรและนภดล ส่วนอานันเกษียณอายุไปใช้ชีวิตสบายๆ กับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ปล่อยให้คนหนุ่มมีเรี่ยวแรงรับภาระไปบริหารกันเอาเอง

ดุจฟ้าจดๆ จ้องๆ แปลงดอกไม้ในเรือนกระจกของมารดาสามี เธอสูดกลิ่นหอมอ่อนของบุปผานานาพันธุ์ พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหิวโหย เนื่องจากรู้สึกว่ากลิ่นอาหารแปลกไปจึงไม่ค่อยเจริญอาหาร ตักกินได้ไม่กี่คำก็ฝืนทนไม่ไหวขอดื่มนมสดหนึ่งแก้วให้อิ่มท้อง หัวก็ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ทว่ามือข้างหนึ่งเอื้อมไปเด็ดกลีบกุหลาบใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“ดุจทำอะไรน่ะ!!! ” เรวดีร้องเสียงหลงรีบจับข้อมือของภรรยาน้องชายสามีด้วยสีหน้าตกใจ สลับกับมองดอกกุหลาบสีแดงสดที่บิดามารดาสามีคอยประคบประหงมฟูมฟักกว่าจะออกดอกได้สวยสะพรั่งขนาดนี้

ดุจฟ้าคล้ายเพิ่งได้สติมองฝ่ามือที่มีกลีบกุหลาบคาอยู่ กับรสชาติหอมหวานที่อบอวลภายในปากตัวเอง ซ้ำรู้สึกผิดเล็กๆ ในใจ “เอ่อ ฉันแค่รู้สึกอยากกินมากๆ แล้วกลิ่นอาหารก็เหม็นคาวแปลกๆ พอกินไม่อิ่มท้องก็หิวเลย…เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ” เธอทอดถอนหายใจฉวยโอกาสที่อีกคนกำลังมึนงง ยัดกลีบกุหลาบที่เหลือใส่ปากเคี้ยวกลืน บรรเทาความยากและกระเพาะที่ว่างเปล่า

“โอเคๆ แต่ดอกไม้พวกนี้ทั้งฉีดยาทั้งมีฝุ่น มันอันตรายและสกปรกค่ะ” เรวดีเห็นการกระทำของอีกคนคาตา แต่สีหน้าสับสนวุ่นวายระคนน้อยใจของคู่สะใภ้ทำให้ไม่กล้าบ่นมาก แค่เตือนด้วยความเป็นห่วงกลัวจะเจ็บป่วย

“…หรือว่าฉันกำลังป่วยเป็นโรคอะไรหรือเปล่าคะ เบื่ออาหารแต่อยากกินดอกไม้ มันอดใจไม่ไหวจริงๆ ค่ะ” ดุจฟ้าพูดเสียงวิตกปนน้อยใจ น้ำใสคลอรอบหน่วยตาทำท่าจะหลั่งรินอาบสองแก้ม ร้อนให้คนเป็นพี่สะใภ้รีบปรับเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลงและใช้เสียงสี่เสียงห้าปลอบประโลมใจ

“ฉันว่าอาจไม่ใช่อาการป่วย อาการแปลกๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ดั่งใจน่าจะเกี่ยวกับ…” เรวดีโอบไหล่ของคู่สะใภ้พร้อมระบายยิ้มตื่นเต้นระคนยินดี สายตาจับจ้องไปที่ท้องของสตรีอีกคนด้วยจิตใจว้าวุ่น

ดุจฟ้าค่อยๆ วางฝ่ามือทาบลงบนหน้าท้องของตัวเอง พลางทบทวนเกี่ยวกับร่างกายอย่างจริงจัง “หรือ…หรือจะเป็นข่าวดีจริงๆ คะ”

“จริงไม่จริงก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่า เดี๋ยวฉันสั่งให้แม่ครัวคิดทำอาหารที่มีพวกกลีบดอกไม้ พวกยำดอกดาหลา กลีบดอกไม้ชุบแป้งทอดกับน้ำพริก พอกลับมาก็น่าจะได้กินพอดีเนอะ” เรวดีพยายามนึกเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของดอกไม้เท่าที่รู้จัก ก่อนประคองคนที่อาจตั้งครรภ์อ่อนให้เดินออกจากเรือนกระจกไปด้วยกัน

“ขอบคุณเรมากนะคะ แค่ได้ยินชื่อก็น้ำลายสอแล้วค่ะ” ดุจฟ้าใช้ปลายนิ้วแตะมุมปากตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เผลอทำน้ำลายหก เพราะสองสะใภ้สนิทสนมกันดีจึงมีความสัมพันธ์คล้ายเพื่อนสาวมากกว่าฐานะพี่สะใภ้น้องสะใภ้ บางครั้งคนเป็นสามียังแกล้งบ่นเรียกร้องความสนใจจากภรรยาที่มักจับมือไปเดิน shopping ตามประสาสาวๆ ไร้เงาบุรุษข้างกาย

เรวดีปิดปากหัวเราะท่าทางมีจริตน่ามอง “พวกเรารีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ จะได้รู้ว่าต้องฉลองหลานตัวน้อยหรือเปล่า ถ้าป่วยก็จะได้รู้ว่าเกิดจากอะไรไม่ต้องเครียดให้เสียสุขภาพจิตค่ะ”

ดุจฟ้าพยักหน้าน้อยๆ รู้สึกมีความสุขที่ได้แต่งเข้ามาเป็นหนึ่งในตระกูลพรก้องเวหา ไม่ต้องแสร้งปั้นหน้าตลอดเวลาไม่เหลือเวลาพักหายใจหายคอ ไม่ร่ำรวยมากบารมีแล้วยังไง บ้านหลังใหญ่ที่สร้างมาตั้งแต่รุ่นทวดและเป็นสมบัติที่ไม่ว่าใครติดต่อขอซื้อก็ไม่คิดขายไป ต่อให้มูลค่าจะพุ่งไปเกือบหลักร้อยล้าน ซึ่งวงในกระซิบกันว่าด้วยเหตุที่ชัยภูมิที่ตั้งหรือฮวงจุ้ยของที่นี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งดีเลิศหายาก จึงช่วยพยุงดวงชะตาคนของตระกูลนี้ไม่ให้ถดถอย ทว่าอานันกับอัปสรปฏิเสธความเชื่อดังกล่าวเสียงแข็ง กระนั้นก็ไม่มีใครคิดเป็นจริงเป็นจัง ใครที่มีของดีอยู่ในมือแล้วจะยอมรับง่ายๆ บ้างล่ะ

มื้อเย็นที่สมาชิกในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา บนโต๊ะอาหารตัวยาวที่มีอาหารเบาท้องย่อยง่าย มีอาหารที่แม่ครัวรังสรรค์ขึ้นเพื่อมารดาตั้งครรภ์สามเดือนเป็นการเฉพาะ บรรยากาศในห้องนี้อบอวลด้วยความสุขปนตื่นเต้น ยิ่งกับเด็กชายทั้งห้าคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังมีน้องตัวจิ๋วเพิ่มก็กระตือรือร้นถามไถ่รายละเอียดต่างๆ หนำซ้ำยังสนใจบรรดาอาหารที่มีวัตถุดิบเป็นกลีบดอกไม้ คนเป็นปู่ย่าถึงกับกำชับให้ห้องครัวสั่งจองดอกไม้สำหรับใช้ทำของกิน ห้ามซื้อดอกไม้วางขายทั่วไปเด็ดขาด ทุกคนไม่กดดันว่าเด็กคนนี้จะเป็นเพศอะไร ถึงแบบนั้นในใจย่อมรู้ดีว่าล้วนภาวนาในเป็นเด็กหญิงอวบขาวขี้อ้อนยิ้มหวาน

ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ลูกคนนี้ของดุจฟ้านั้นเรียบง่ายราบรื่นมาก ไม่มีอาการแพ้เวียนหัวหรือโอ้กอ้ากให้ทรมาน ขอแค่มีอาหารทำจากกลีบดอกไม้วางบนโต๊ะ ว่าที่แม่ลูกอ่อนก็เจริญอาหารไม่มีการเหม็นเบื่อ ทั้งปู่ ย่า ลุง ป้า และพี่ชายทุกคนพร้อมใจมารวมตัวกันบ่อยๆ คอยเฝ้ามองท้องที่โตขึ้นทุกวัน และผลัดเปลี่ยนทำหน้าที่อ่านหนังสือเสริมพัฒนาให้น้องจิ๋ว ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงความรักจากคนรอบข้าง จึงมักขยับทักทายเบาๆ คล้ายระมัดระวังไม่เผลอทำให้มารดารู้สึกเจ็บ ช่างเป็นเด็กดีใส่ใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ทว่าซึมซับความสุขดังกล่าวได้แค่ห้าหกเดือน พระอาจารย์ที่ผู้อาวุโสของบ้านจดจำได้ขึ้นใจก็มาเยือน ทั้งที่ทั้งสองคนไม่เคยแจ้งพิกัดของคฤหาสน์ แล้วกล่าวเตือนว่าคนตั้งครรภ์ควรออกห่างจากเมืองหลวง แม้ไม่อยากหลงงมงายสิ่งที่ไม่มีอะไรพิสูจน์ แต่พวกเขาไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ดังนั้นสองสามีภรรยาเล็กจึงฝากฝังลูกชายสองคนไว้กับบิดามารดา ก่อนออกเดินทางไปยังบ้านพักที่ตั้งอยู่บนจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพย์สินส่วนตัวของนภดล และได้รับการเห็นชอบจากทุกคน

ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนเขายามเช้ามีหมอกปกคลุม อากาศเย็นสบายสามารถสูดลมหายใจได้เต็มปอด บรรยากาศเงียบสงบปลอดเสียงดังจอแจรบกวนการพักผ่อน คนจากเมืองหลวงก็แวะเวียนนำของบำรุงมาให้เดือนละครั้งสองครั้ง เพื่อไม่ให้หลานตัวจิ๋วหลงลืมเสียงของกลุ่มคนที่กำลังรอคอยพบหน้า ที่นี่ไม่ได้แร้นแค้นห่างไกลอย่างที่คิด ขับรถยนต์ไม่นานก็ถึงตัวเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ช่วยคลายความห่วงจากคนรอบข้างได้บ้างเล็กน้อย กระนั้นผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลพรก้องเวหาก็ส่งคนที่ไว้ใจได้ให้คอยเป็นหูเป็นตาดูแลลูกชายกับลูกสะใภ้คนเล็ก

คืนวันเพ็ญพระจันทร์ดวงกลมโตที่สุดลอยเด่นบนท้องฟ้าราตรี ดุจฟ้าก็สะดุ้งตื่นขึ้นสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากสามีที่นอนเคียงข้าง แสงนวลกระจ่างตาส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านตรงประตูระเบียง ร่างอุ้ยอ้ายค่อยๆ ขยับลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน พลางใช้มือลูบท้องนูนป่องของตัวเองแผ่วเบา คล้ายปลอบประโลมลูกที่เหมือนจะตื่นพร้อมเธอ ก่อนมองหาโทรศัพท์มือถือเพื่อดูว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงกี่ยามแล้ว จึงรู้ว่าเพิ่งผ่านวันใหม่ได้ไม่นานตัวเลขตรงหน้าจอปรับเป็นศูนย์สี่ตัว ข้างนอกยังมืดสนิทเห็นแค่ความเลือนรางใต้แสงจันทร์นวลผ่อง คนท้องก็ผ่อนลมหายใจพึมพำชวนลูกให้กลับลงนอนอีกครั้ง ทว่าศีรษะไม่ทันแตะหมอนความเจ็บก็แล่นริ้วก่อนหายไป

“เจ็บท้องเตือนสินะ” ดุจฟ้าหายใจเข้าออกช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปเขย่าปลุกสามี ซึ่งชายหนุ่มก็เด้งตัวขึ้นนั่งดวงตาเปิดกว้างไร้ความง่วงงุน หันศีรษะมองเจ้าของมือนุ่มอุ่นด้วยท่าทางห่วงใย

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ คุณเป็นเหน็บชาเท้าบวมหรืออยากเข้าห้องน้ำ” นภดลเข้าประคองภรรยาอย่างระมัดระวัง เกรงว่าตัวเองนอนเพลินไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของคนตั้งครรภ์ใกล้คลอด

“คุณนภใจเย็นๆ ค่ะ เหมือนฉันจะแค่เจ็บท้องเตือน ตอนนี้พวกเราต้องไปโรงพยาบาลแล้วนะคะ” ดุจฟ้าพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนนิ่วหน้าเพราะอาการเจ็บท้องที่เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ

“เด็กจิ๋วจะออกมาเจอหน้ากันแล้วสินะ โอเคๆ ผมกับดุจต้องใจเย็นๆ และที่สำคัญเด็กจิ๋วก็ต้องใจเย็นเหมือนกันนะครับ” นภดลพูดเสียงนุ่มพยายามตั้งสติ ก้าวลงจากเตียงเปิดไฟทุกดวงในห้อง คว้ากุญแจรถยนต์และกระเป๋าใส่ข้าวของจำเป็นจากโต๊ะ ไม่ลืมหยิบเสื้อคลุมของภรรยาแล้วย้อนกลับมาพยุงร่างอวบอิ่มให้ลงมายืนอย่างมั่นคง จากนั้นก็เปิดประตูห้องพากันเดินลงบันไดทีละขั้น พร้อมตะโกนเรียกหาคนขับรถ แม่บ้านที่ช่วงหลังย้ายมาพักที่ห้องข้างล่าง เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกเหมือนคืนนี้

ไม่กี่นาทีรถตู้คันหรูสมรรถนะดีเยี่ยมก็เคลื่อนออกจากหน้าบ้านพัก ถนนสายย่อยบางช่วงไม่มีไฟข้างทางทำให้เกรียงศักดิ์ต้องใช้สมาธิอย่างหนัก ไม่ให้ความร้อนรนในใจทำให้ขาดการระแวดระวัง ครั้นพ้นบริเวณใกล้บ้านพักหลังนั้นจู่ๆ ก็เกิดลมพัดแรงดวงจันทร์ถูกเมฆดำทะมึนบดบังทีละนิด มีฟ้าแลบฟ้าร้องเป็นระยะบ่งบอกว่าอีกสักพักฝนจะตกห่าใหญ่ คนในรถยนต์จึงอดกังวลเรื่องความปลอดภัย และความล่าช้าของการเดินทางไม่ได้ กระนั้นก็จำต้องลดความเร็วลงเล็กน้อยด้วยเหตุที่สายน้ำตกกระหน่ำจากฟ้าราวกับเบื้องบนมีรูรั่ว ต้นไม้ข้างทางไหวลู่ตามแรงลมกระโชก เสียงดังหวีดหวิวสลับกับซู่ซ่าจนหลอนหู บางครั้งบางคราวยังได้ยินคล้ายเสียงหัวเราะ เสียงกระซิบกระซาบ เสียงก่นด่าดังขึ้นรอบตัว

เกรียงศักดิ์เขม่นตามองป้ายบอกทางด้วยอาการฉงน เขามั่นใจว่าเคยขับผ่านไปแล้วครั้งหนึ่ง ปกติต้องเริ่มเห็นถนนสายหลักของตัวเมืองใหญ่ ไม่ใช่ต้นไม้หนาทึบที่เรียงรายสองอยู่ข้างทาง ม่านน้ำฝนเม็ดหนาเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อวิสัยทัศน์ ทำให้คนขับรถประจำตัวลูกชายคนเล็กของตระกูลพรก้องเวหาตัดสินใจจอดรถยนต์ใกล้ป้ายบอกทาง ซึ่งขับผ่านเป็นครั้งที่สามและเขามั่นใจว่าไม่ได้เข้าใจผิดหรือจำผิดป้ายแน่ๆ ความผิดปกติดังกล่าวสองสามีภรรยาที่นั่งอยู่ข้างหลังก็รับรู้เช่นกัน ฉับพลันในหัวก็ระลึกถึงคำเตือนของพระภิกษุรูปนั้น ลูกของพวกเขาคนนี้ไม่ธรรมดา มีทั้งผู้ที่รอคอยการเกิดและไม่ยินดีให้เกิด ฉะนั้นจึงต้องออกห่างจากเมืองหลวงที่มีดวงเมืองค้ำจุน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นยามแรกลืมตา

“คุณนภคะ อย่าให้ใครทำร้ายลูกของเรานะคะ” ดุจฟ้าหอบหายใจสะท้านรับรู้ว่า นอกตัวรถยนต์มีสิ่งไม่น่าวางใจกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ แค่เธอไม่รู้และมองเห็นเท่านั้น

นภดลกุมมือของภรรยาใกล้คลอดแน่น เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “ผมจะพาคุณกับเด็กจิ๋วไปโรงพยาบาลอย่างปลอดภัยแน่นอนครับ” พูดจบก็ก้มลงจูบหน้าผากคนท้องอย่างอ่อนโยนหวังปลุกปลอบขวัญ

“นายครับ ผมว่าทางข้างหน้าอันตรายมาก ถ้าฝืนขับไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องดีครับ” เกรียงศักดิ์ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เอี้ยวตัวรายงานต่อเจ้านายทั้งสองด้วยใบหน้าเคร่งเครียด อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกไม่เหมือนมาจากพายุฝนแค่อย่างเดียว ขนลุกขนพองแต่ต้องข่มใจไม่ให้แสดงความกลัวออกมา

“แบบนี้ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ เพราะเมียกับลูกฉันต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ” นภดลไม่ใช่คนไร้เหตุผล ทั้งสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็อยู่ตรงหน้า แม้ใจของเขาจะไปถึงโรงพยาบาลแล้ว แต่ความจริงคือทั้งสามคนติดฝนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ในตอนนี้ จึงพยายามองหาทางออกที่ดีกว่าอดทนรออยู่ตรงนี้

“ฉันทนได้ค่ะ ถ้าเด็กจิ๋วของเราอยากคลอดบนรถก็ทำอะไรไม่ได้ แม่ทุกคนมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งมากกว่าที่คุณคิดนะคะ” ดุจฟ้ากระเซ้าเย้าแหย่สามีพร้อมผ่อนลมหายใจให้เป็นจังหวะไม่ตื่นตระหนก ยังไงเธอก็เคยคลอดลูกตามธรรมชาติตั้งสองคน คนที่สามไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่มากมาย ท่าทางไม่หวั่นกลัวของคนท้องทำให้ผู้ชายอีกสองคนใจชื้นขึ้นอีกนิด ทว่าการคลอดลูกก็เหมือนเอาชีวิตไปเสี่ยง พวกเขาควรอยู่ในสถานที่ที่พร้อมกว่านี้ ไม่ใช่อยู่ในรถตู้กลางสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ระหว่างที่พวกเขามืดแปดด้านสมองตีบตันคิดวิธีแก้ไขไม่ออก ข้างนอกก็มีเงาสีดำวนเวียนแฝงเร้นบังตาขัดขวางไม่ให้เหยื่อที่หมายตาหลุดพ้นไปได้ เสียงระฆังก็กังวานมาจากที่ไกลๆ แทรกแทบกลบเสียงลมฝนราวกับทรงพลังมากกว่าฝูงบริวารจากอวิชชาต่ำช้า ซึ่งทั้งสามคนในรถยนต์ก็ได้ยินพร้อมกันแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด เสียงดังกล่าวให้ความรู้สึกตรงข้ามกับสรรพเสียงตอนแรกอย่างสิ้นเชิง อาศัยแสงไฟคู่จากหน้ารถยนต์ก็เห็นกลุ่มสตรีหลากหลายอายุกางร่มเดินเข้ามาใกล้ พวกเธอสวมชุดทอพื้นเมืองเป็นเสื้อแขนกระบอกผ้าซิ่นสีขาว มีลวดลายประดับที่คอ ปลายแขน ชายเสื้อ และตีนผ้านุ่ง ใบหน้าของทุกคนประดับรอยยิ้มอ่อนละมุน

“รถเสียเหรอคุณ ทำไมมาจอดตรงนี้ล่ะ” หญิงสูงวัยหยุดยืนไม่ใกล้ไม่ไกลถามเสียงเป็นมิตรราวกับญาติผู้ใหญ่พูดกับลูกหลาน คล้ายเสียงอื้ออึงทั้งหมดไม่มีผลต่อพวกเธอ หัวใจที่แขวนบนเส้นด้ายผ่อนความตึงเครียดลง

“เมียผมปวดท้องคลอดครับ ตั้งใจจะขับรถไปโรงพยาบาลในเมือง แต่ฝนตกหนักขับต่อไม่ไหว คุณป้าพอจะช่วยพวกเราได้ไหมครับ” นภดลคิดว่าทุกคนเป็นชาวบ้านแถวนี้ เจ้าถิ่นย่อมรู้ทางหนีทีไล่ดี บางทีพวกเธออาจมีคำแนะนำดีๆ กว่าการนั่งกระสับกระส่ายในรถตู้

“…” หญิงสูงวัยแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดทะมึนด้วยหมู่เมฆฝน ก่อนกวาดตามองรอบๆ ด้วยแววตาล้ำลึกคล้ายกำลังพินิจพิจารณาบางอย่าง ก่อนคลี่ยิ้มปลอบประโลมทั้งสามคน พลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “ถ้าไม่ถือสาว่าพวกเราเป็นคนแปลกหน้า ป้าจะช่วยทำคลอดให้เมียของพ่อหนุ่มเอง ไม่ต้องห่วงๆ ป้าเป็นหมอตำแยทำคลอดผู้หญิงในหมู่บ้านหลายต่อหลายคนแล้ว”

คราแรกนภดลยังลังเลใจแต่แรงบีบที่แขนจากภรรยา และแววตาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของคนท้อง ทำให้เขากัดฟันพยักหน้ายอมรับความช่วยเหลือ จากนั้นด้านในรถตู้ก็เปลี่ยนเป็นห้องคลอดฉุกเฉินชั่วคราว คนเป็นผู้ชายรับร่มต่อจากหมอตำแยสาวใหญ่ ยืนรออยู่ข้างรถยนต์พร้อมจังหวะหัวใจเต้นระรัว ช่วงเวลานั้นลมฝนที่เทกระหน่ำมาหลายสิบนาทีคล้ายจะบางเบาลง ทว่าแนวป่ากลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเหมือนมีคนมากมายจับลำต้นไม้เขย่า ทั้งมีเสียงครวญครางโหยหวนแสดงความโกรธเกรี้ยวขุ่นเคือง จนหนึ่งเจ้านายหนึ่งลูกน้องเผลอขยับตัวยืนชิดกัน พริบตาเดียวลมฝนที่คล้ายจะสงบลงก็โหมแรงขึ้นอีก

แต่กลุ่มสตรีกลับนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตั้งใจทำคลอดให้ดุจฟ้าที่เปล่งเสียงแข่งเสียงรอบด้านพลางเบ่งคลอดไม่กี่ครั้ง ทารกน้อยก็หลุดพรวดออกมาอย่างง่ายดาย หนำซ้ำทำสีหน้าไม่พอใจ ดวงตาที่ไม่ควรเปิดตอนนี้ก็ยกปรือเล็กน้อย ก่อนเด็กคนนั้นจะอ้าปากร้องครั้งแรกด้วยเสียงกัมปนาท สะท้านสะเทือนขับไล่ผีบริวารทั้งหลายให้แตกกระเจิง สะท้อนอวิชชากลับคืนเจ้าของเดิมเล่นงานจนบาดเจ็บหนัก

“แง!!! ”

“เด็กผู้หญิงน่าเกลียดน่าชังจริงๆ ขวัญเอ๋ยขวัญมา” ทุกคนแสดงความยินดีต่อการเกิดของเด็กทารก ไม่มีใครรับรู้สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ พายุฝนค่อยๆ ซาลงเมฆดำถูกพัดกระจายหายไปทำให้ท้องฟ้าเปิด อากาศที่เคยข้นหนักเปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งเบาสบาย

“ลูก…ลูกสาว…เด็กจิ๋วของพวกเราค่ะ” ดุจฟ้าเหนื่อยอ่อนแต่ก็แย้มยิ้มให้สามีที่กำลังยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความสุขระคนโล่งใจ และมีคนขับรถประจำตัวช่วยส่งทิชชูให้เจ้านายซับน้ำใสๆ ที่ไหลเปื้อนแก้ม

Chapter 3. เด็กป่วยมีกี่ปัจจัย

กลุ่มสตรีสวมชุดขาวจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ทั้งมอบผ้าเนื้อนุ่มและเรียบลื่นสำหรับใช้ห่อตัวเด็กทารกแรกเกิด รับแค่คำขอบคุณจากใจจริงของสองสามีภรรยา ก่อนกล่าวคำลาแล้วเดินถือร่มกระดาษจากไปเงียบๆ เหมือนตอนขามา ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสามคนถามข้อมูลติดต่อภายหลัง ต่างกันแค่เวลานี้ท้องฟ้าเบื้องบนใสกระจ่าง ดวงจันทร์กลมโตไม่ได้เลือนหายไปจากสายตายังคงลอยเด่นส่องแสงนวลผ่อง กลุ่มเมฆดำทะมึนสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ท่ามกลางกลิ่นดินหญ้าเปียกฝนกับเสียงจิ้งหรีดเรไรดังเป็นระยะ บรรยากาศรอบข้างกลับคืนสู่ความปกติ ถนนหนทางสว่างจากไฟข้างทางไม่มืดทึม บุรุษสองคนหายใจหายคอได้คล่องขึ้น ไม่อึดอัดเหมือนถูกบางอย่างกดไว้แล้ว

“คุณนภคะ? ” ดุจฟ้าที่กำลังอุ้มลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนเรียกสามีด้วยความห่วงใยระคนสงสัย เพราะทั้งสามีทั้งคนขับรถมีท่าทางเลิ่กลั่กพลางกวาดสายตามองรอบๆ ราวกับติดใจอะไรบางอย่าง

นภดลไม่อาจหาคำตอบของคำถามในหัวได้ จึงเลือกไม่ใส่ใจเพราะทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว เขาควรพาภรรยากับลูกสาวออกไปจากที่นี่ ไม่ใช่มัวสนใจอะไรก็ตามที่ไม่ได้สลักสำคัญเท่าทั้งสองคน ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ

“ผมแค่ตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติครับ เกรียงขึ้นรถกันเถอะ…พวกเราต้องไปโรงพยาบาล” พูดแล้วก็เข้ามานั่งข้างภรรยาที่มีท่าทีอิดโรย เขาจึงรับทารกที่กำลังหลับสนิทมาอุ้มแนบอกแทนด้วยกิริยาทะนุถนอม ดวงตายังแดงระเรื่อจากการร้องไห้ นอกจากการแผดเสียงแรกเกิดก่อนหน้านี้แล้ว เด็กจิ๋วของพวกเขาก็สงบเสงี่ยมไม่แสดงอาการงอแงอีกเลย ชวนให้บิดามารดารักใคร่เอ็นดูไม่อยากละสายตา

“ครับ” เกรียงศักดิ์ไม่ชักช้ารีบเข้าประจำที่นั่งหลังพวงมาลัยรถยนต์ เขามั่นใจว่าคราวนี้ต้องถึงที่หมายอย่างปลอดภัยไม่มีอุปสรรคแน่นอน ดังนั้นรถตู้ยี่ห้อหรูนำเข้าจากต่างประเทศจึงวิ่งฉิวไปบนถนน ตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวของจังหวัดนี้

“คุณดุจอดทนอีกนิดเดียวนะครับ ถ้าถึงโรงพยาบาลก็จะได้พักผ่อน ผมไม่ทันถามชื่อกับที่อยู่ของหมอทำคลอดฉุกเฉินให้เจ้าจิ๋วของเราเลย น่าจะเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านแถวนี้ แต่ออกมาทำอะไรดึกดื่นแถมฝนก็ตกหนักขนาดนั้น” นภดลเสียดายที่ไม่ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณมากกว่ากล่าวคำขอบคุณ เนื่องจากถนนสายย่อยไม่มีบ้านเรือนตั้งหนาตาเท่าในตัวเมือง ส่วนใหญ่เป็นไร่นาแนวป่าตลอดแนว นับว่าเป็นโชคของพวกเขาที่ได้พบกลุ่มสตรีที่มีน้ำใสใจจริง

“ฉันสบายดีค่ะ แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้คลอดลูกแบบดั้งเดิม สมัยนี้จะเจอหมอตำแยที่ชำนาญคงยากมาก ตัวจิ๋วของเราได้รับการช่วยเหลือที่คาดไม่ถึงนะคะ อ่อ…คุณคิดชื่อลูกไว้บ้างหรือยังคะ” แม้ดุจฟ้าอ่อนเพลียจากการคลอดบุตร แต่เด็กคนนี้คลอดง่ายรู้สึกเจ็บปวดแค่ชั่วครู่ ก็ได้เห็นหน้าค่าตาจึงมีเรี่ยวแรงจะพูดคุย ไม่ผล็อยหลับไปตั้งแต่ได้ยินเสียงร้องเปี่ยมพลังของบุตรสาว

“เหนือนภา กลางนภา คนเล็กก็ต้องมีคำว่านภาเหมือนกันใช่ไหม? ” ทั้งที่ก่อนหน้านี้นภดลหมกมุ่นกับการเปิดตำราตั้งชื่อบ่อยๆ ทว่าจนบัดนี้ก็ยังเลือกชื่อที่เหมาะสมถูกใจไม่ได้ ทำให้คนเป็นภรรยาหลุดหัวเราะกับหน้านิ่วคิ้วขมวดของสามี หากเลขาหน้าห้องได้เห็นกิริยาท่าทางแบบนี้ของเขา คงนึกค่อนขอดเจ้านายที่ตอนทำงานก็ไม่ได้มีท่าทางจริงจังเคร่งเครียดเท่านี้

“อืม งั้นลองฟังชื่อที่ฉันคิดบ้างดีไหมคะ” ดุจฟ้าที่นอนเอนหลังบนเบาะนุ่มไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองลำบากอะไร กลัวผู้ชายสองคนจะทนกลิ่นคาวเลือดที่ยังเจือจางไม่ได้มากกว่า กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้แสดงกิริยาอาการใดๆ หนำซ้ำระมัดระวังไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนถึงตัวเธอ

“…” นภดลโยกแขนเบาๆ คล้ายกล่อมลูกสาว รีบหันมองภรรยาด้วยความกระตือรือร้น

เปลือกตาของดุจฟ้าเริ่มหนักขึ้นเล็กน้อย ร่างกายกำลังเตือนให้เธอพักผ่อน ในห้วงคำนึงคนเป็นมารดามองเห็นไม้แกะสลักรูปพญาครุฑสยายปีกชัดเจน ริมฝีปากอมยิ้มน้อยๆ ท่าทางผ่อนคลายไร้กังวล

“ปกนภา…น้องปก คุณนภคิดว่าเป็นยังไงบ้างคะ”

“ปก-นะ-ภา” นภดลพูดทวนทีละคำก่อนพร้อมแววตาที่เปล่งประกายถูกใจอย่างที่สุด แล้วก้มมองลูกสาวที่ขยับกำปั้นน้อยๆ พลางว่าปากหาวหวอดท่าทางน่ารักน่าชัง อดใจไม่ไหวต้องกดจมูกบนหน้าผากเล็กแผ่วเบา “ผมชอบมากครับ ได้ยินแล้วก็นึกถึง…” คนพ่อที่กำลังเห่อลูกสาวคนแรกก็กะพริบตามองภรรยาที่คล้ายจะเคลิ้มหลับเพราะความอ่อนเพลีย การให้กำเนิดหนึ่งชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย คนเป็นแม่เกือบทุกคนต่างแข็งแกร่งและมีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่

“องค์พญาครุฑที่วัดนั้นใช่ไหมคะ” ต่อให้หลับตาและใกล้หลับสนิท ดุจฟ้าก็รู้ว่าสามีหมายถึงอะไร จึงแย้มยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันขาว

นภดลประหลาดใจนิดหน่อย ก่อนผงกศีรษะตอบภรรยา ประคองลูกสาวที่นอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องรู้ราว “น้องปกจิ๋วของเราอาจเป็นท่านส่งมาให้ เพราะหลังขอท่านก็ไม่เคยอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนอีกเลยครับ น่าจะประมาณสามปีใช่ไหมนะ” ชายหนุ่มนั่งเอียงตัวเพื่อทำหน้าที่เฝ้าสังเกตอาการของคนเพิ่งคลอดได้ถนัด ภาพวัดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ช่วยให้จิตใจว้าวุ่นสงบลงฉายชัดขึ้นในใจ หลังจากนี้เขากับภรรยาควรหาโอกาสแวะเวียนกลับไปไหว้อีกสักครั้ง โดยเฉพาะเด็กหญิงปกนภา พรก้องเวหา พวกเขาควรพาไปฝากเนื้อฝากตัวสักหน่อย ต่อให้มองไม่เห็นก็ถือว่าเพื่อความสบายใจส่วนตัว

ไม่กี่วันต่อมาบรรดาญาติพี่น้องก็เดินมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อน ทุกคนตื่นเต้นที่ในตระกูลมีเด็กผู้หญิงถือกำเนิดคนหนึ่ง จึงค่อนข้างเห่อจนอดใจไปยืนมุงเมียงมองเด็กทารกในรถเข็นที่พยาบาลพาเข้ามาให้มารดาป้อนนม แม้จะต้องรอหลังเด็กน้อยกินอิ่มก่อนก็ไม่ย่อท้อ ทั้งเด็กหญิงปกนภาไม่เคยอารมณ์เสียใส่ปู่ ย่า ลุง ป้า หรือพี่ชายทั้งห้าคนเลย พยายามโบกแขนดีดขาพร้อมยิ้มอวดเหงือกแดง ตอบสนองการหยอกล้อได้นานสองนาน ดวงตากลมใสตกให้ผู้ใหญ่มอบของขวัญให้อย่างใจป้ำ ทั้งโฉนดที่ดิน เงินสด ทอง และกำไลเงินห้อยกระพรวนสวมใส่ข้อเท้าสองข้าง ส่วนเหล่าพี่ชายก็อยากยกของที่ตัวเองชอบ คิดว่าสุดยอดในสายตาให้น้องสาวด้วยความเต็มใจ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดพยาบาลก็จะพาเด็กทารกกลับไปที่ห้องเด็กอ่อน แม้ทุกคนจะอาลัยอาวรณ์เด็กจิ๋วยิ้มแก่งแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากกวนเวลานอนของลูกหลาน ถึงแบบนั้นก็ยังมองตามไปจนสุดสายตา

บรรดาพยาบาลที่เข้าเวรทำหน้าที่ดูแลเด็กแรกเกิด ยิ้มรับเพื่อนที่เข็นรถเข็นเด็กหญิงกลับมาเรียงไว้ที่ตำแหน่งเดิม ไม่รู้พวกเธอคิดมากไปเองหรือยังไง ตั้งแต่มีเด็กคนนี้เด็กคนอื่นๆ ก็เหมือนจะหลับลึกไม่ตื่นบ่อย ไม่ส่งเสียงงอแงโดยไม่รู้สาเหตุให้พวกเธอกระวนกระวายใจ ยกเว้นตอนหิวกับตอนถ่ายหนักถ่ายเบา ที่พอท้องอิ่มเนื้อตัวไม่เหนอะหนะก็ยิ้มเผล่ตาแป๋วเหมือนเป็นคนละคน ซึ่งวันนี้ก็ไม่ต่างกันห้องเด็กสุขสงบจนนางพยาบาลบางคนอยากขอย้ายมาเสพความหนุบหนิบน่าเอ็นดูของเด็กๆ เพื่อฮีลใจเติมพลังจากภาระงานที่เครียด ทว่าก็ไม่ได้มีแค่เด็กทารกที่แข็งแรงสมบูรณ์ นางพยาบาลมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีตระเตรียมพื้นที่รองรับเด็กที่มีร่างกายอ่อนแอ หากไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะชีวิตต่อจากนี้คงลำบาก ถึงแบบนั้นเงินทองก็ไม่ได้หาง่ายๆ บิดามารดาต่างทุกข์ใจโทษตัวเองที่ดูแลช่วงตั้งครรภ์ไม่ดีพอ ส่งผลให้มีผลเสียต่อลูกที่เพิ่งลืมตาเกิด

เด็กหญิงปกนภาหรือเด็กจิ๋วของตระกูลพรก้องเวหา คล้ายจะรับรู้ได้จึงปรือเปลือกตาสีอ่อนขึ้นมองความเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงของเหล่านางฟ้าชุดขาว พื้นที่ข้างพลันว่างเปล่าครู่ต่อมาก็มีรถเข็นเด็กอ่อนคันใหม่ถูกเข็นเพิ่มเข้ามา ด้วยเหตุที่พวกเธอมีความเชื่อที่พูดออกมาไม่ได้ จึงแอบกล่าวฝากฝังให้เด็กหญิงที่เพิ่งมีอายุได้ไม่กี่วันช่วยดูแลเด็กคนนี้อีกสักคน

“พวกเธอพูดจาแปลกๆ น้องปกนภาจะรู้เรื่องรู้ราวได้ยังไง อย่าเที่ยวพูดความคิดไปทั่วล่ะ ถ้าเรื่องนี้ถึงหู ผอ. อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่” พยาบาลรุ่นพี่ที่บังเอิญแวะมาตรวจความเรียบร้อย และเป็นห่วงสถานการณ์ของห้องเด็กอ่อน ทว่าไม่คาดคิดจะได้เห็นพยาบาลอายุน้อยกว่ากระซิบกระซาบคล้ายบนบานศาลกล่าวกับเด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่ง เธอจะดุก็พูดได้ไม่เต็มเสียงเพราะดันใจอ่อนยวบไม่อยากให้เด็กๆ ที่กำลังหลับตาพริ้มตกใจตื่น

“ขอโทษค่ะ” พยาบาลกลุ่มนี้ก้มศีรษะยอมรับผิด ไม่กล้าบอกว่า ตอนนี้เรื่องความแข็งแกร่งของเด็กหญิงกระจายทั่วโรงพยาบาล แค่ส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อถือล้วนไม่เห็นเป็นสาระสำคัญ พวกข่าวลือเกินจริงบนโลกนี้มีมากมายเกินนับไหว

พยาบาลอาวุโสตักเตือนอีกสองสามคำก็เดินจากไป จากนั้นพยาบาลคนอื่นก็ถอนหายใจยาวเหยียด หมุนตัวกลับไปมองรถเข็นที่มีป้ายชื่อติดไว้ว่า เด็กหญิงปกนภา พรก้องเวหา กับรถเข็นของเด็กทารกที่เพิ่งพ้นขีดอันตรายออกมาตู้อบด้วยแววตาคาดหวังเล็ก ก่อนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่มีใครมองเห็นเงาสีดำยืนรายล้อมรอบรถเข็นเด็กทารกคนนั้น มือสกปรกปกคลุมด้วยความอัปมงคลพยายามยื่นไปใกล้ สูบพลังชีวิตบริสุทธิ์จากเด็กที่เพิ่งเกิดเติมเต็มความกระหาย ทว่าจู่ๆ ถูกสายลมคมกริบเฉือนมือพวกนั้นทิ้ง แล้วมันก็สลายหายไปในอากาศ เงาดังกล่าวหวีดร้องอย่างเจ็บปวดพร้อมถอยห่างด้วยความหวาดกลัว รีบหันเหมองหาต้นตอพลังที่น่าเกรงขาม กระทั่งสะดุดตากับเด็กทารกเพศหญิงที่นอนลืมตาแป๋วบนรถเข็นด้านข้าง

“แอ้!!! ” ปกนภาพยายามส่งเสียงตวาด (?) ด้วยเสียงน้ำนมที่ฟังยังไงก็น่าเอ็นดูแทนที่จะน่ากลัว พวกเงาดำกลับมีปฏิกิริยาตรงข้ามไม่กล้าเข้าใกล้เด็กทารกคนเดิม พวกมันสั่นกลัวแต่ก็ไม่ยอมหายไปไหนราวกับมีบางอย่างบังคับควบคุม พลังงานขมุกขมัวส่งผลให้เด็กแรกเกิดที่มีประสาทสัมผัสว่องไวเกิดความไม่สบายตัว สีหน้าของเด็กๆ จึงเริ่มยับย่นเตรียมจะส่งเสียงกระจองอแง

“หื้ม เกิดอะไรขึ้น ทุกคนมาช่วยดูเด็กๆ หน่อย เมื่อกี้ยังดีๆ กันอยู่เลย” พยาบาลคนหนึ่งสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ จึงเรียกเพื่อนร่วมงานให้แบ่งเบางานที่เกินมือของตัวเอง ซึ่งพยาบาลคนอื่นๆ ก็พยายามตรวจดูว่ามีคนไหนถ่ายหนักถ่ายเบาหรือไม่

“อ๊า!!! ” ปกนภาทำหน้าย่นไม่พอใจหนักกว่าเดิม ดวงตากลมใสมีประกายขุ่นเคืองผิดวิสัยทารกอายุไม่ทันครบเดือน มือสองข้างกำแน่นแล้วถลึงตาใส่เงาดำพวกนั้น เพียงแค่นี้มันก็ถูกทำร้ายไม่เหลือซาก ลมหายใจถี่กระชั้นของเด็กทารกที่นอนบนรถเข็นข้างกันค่อยๆ คืนสู่ปกติ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผิวหนังสีเหลืองซีดเริ่มเปลี่ยนไป ใบหน้าสดใสมีชีวิตชีวาแตกต่างจากก่อนหน้านี้สิ้นเชิง เด็กทารกที่เหลือก็ละทิ้งความอึดอัด อากัปกิริยาผ่อนคลาย สามารถกลับไปนอนหลับสนิทคล้ายไม่เคยเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศเย็นยะเยือกที่เหมือนจะแทรกซึมเงียบๆ นั้นหายไปเช่นกัน

พยาบาลสองสามคนชำเลืองมองสบตากัน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นตอนนี้ พวกเธอทำปากบุ้ยใบ้ให้ตรวจดูอาการของเด็กในห้องเด็กอ่อนทีละคนอย่างละเอียด จนมาถึงเด็กทารกเพศชายที่เพิ่งย้ายจากตู้อบมาที่นี่ พวกเธอล้วนเห็นสภาพภายนอกที่ดีขึ้นถนัดตา

“อย่าเพิ่งเอะอะไป รอดูอีกสักคืนให้แน่ใจค่อยรายงานคุณหมออีกที”

“น้องปกนภา? ” นางพยาบาลที่กำลังดูแลเด็กทารกหญิงที่เป็นขวัญใจของพวกเธอ ก็เป็นร่างเล็กทำท่าทางแปลกๆ ริมฝีปากเบะออกจึงรีบแหวกดูในผ้าอ้อม พอไม่ได้กลิ่นหรือเห็นความเฉอะแฉะก็ฉงนนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนสันนิษฐานว่าอาจหิวนม แต่เธอจำได้ว่าเพิ่งกลับจากกินนมได้ไม่นานนี้เอง ถึงแบบนั้นก็ต้องแจ้งกับพยาบาลคนอื่น แล้วเข็นรถของปกนภามุ่งหน้าไปยังห้องพัก VIP เพื่อให้คนเป็นมารดาป้อนนมที่มีประโยชน์และอิ่มท้องให้ทารกที่กำลังหิวโหย

ไม่กี่วันก็มีข่าวแพร่สะพัดเกี่ยวกับเด็กที่ออกจากตู้อบ แล้วสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างปาฏิหาริย์ บิดามารดาของเด็กทารกเพศชายคนดังกล่าวขอบคุณแพทย์พยาบาลด้วยความซาบซึ้งใจ การได้เห็นลูกมีร่างกายแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป และเติบโตไม่มีโรคภัยย่อมเป็นปรารถนาสูงสุด

คู่สามีภรรยาคนเล็กตระกูลพรก้องเวหาก็กำลังออกจากโรงพยาบาลวันนี้ เพื่อเดินทางกลับไปพักที่บ้านในเมืองหลวง หลังได้รับคำอนุญาตจากแพทย์พร้อมคำแนะนำการเลี้ยงดูทารกในยุคปัจจุบัน บรรดาพยาบาลที่ทำงานในห้องเด็กอ่อนก็ออกมายืนส่งพลางแอบโบกมือน้อยๆ ดุจฟ้าที่รู้ว่าลูกสาวได้รับความเอ็นดูจากทุกคน ก็ไม่ได้ก้าวขึ้นรถยนต์ทันทีแต่โอบประคองร่างเล็กให้เห็นน้ำใจจากทุกคน แม้เด็กจิ๋วยังไม่ครบเดือนไม่น่าจะเข้าใจสิ่งต่างๆ แต่เธอก็อยากตอบรับความรู้สึกดีๆ ที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝงจากคนรอบตัวเท่าที่ทำได้

หน้าคฤหาสน์ตระกูลพรก้องเวหาคนเป็นปู่ ย่า ลุง ป้า และพี่ชายของปกนภายืนชะเง้อชะแง้คอยาว รอต้อนรับสามพ่อแม่ลูกที่ส่งโทรศัพท์บอกว่าอยู่หน้าหมู่บ้านแล้ว แต่จู่ๆ ท้องฟ้าที่ปิดมืดครึ้มตั้งแต่เช้าก็มีแสงแดดส่องทะลุชั้นเมฆเป็นลำแสง ทุกคนต่างมองเห็นภาพธรรมชาติที่สวยงาม สายลมเย็นฉ่ำพัดเป็นระยะหอบกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ให้ได้สูดดม ขณะเดียวกันประตูรั้วก็เปิดออกให้รถตู้วิ่งเข้ามาจอดเทียบบันไดหน้าบ้าน

“หนูปกชอบบ้านของเราหรือเปล่าคะ” อัปสรยื่นมือรับหลานสาวจากลูกสะใภ้มาอุ้มเอง พูดเสียงอ่อนโยนแล้วหัวเราะกับท่าทางอ้าปากหวอของเด็กทารกในอ้อมแขน

“น้องสาวต้องชอบแน่นอนครับคุณย่า เพราะน้องยิ้มหวานมาก” รพี…ลูกชายคนเล็กของภาสกรกับเรวดีเขย่งปลายเท้ามองเด็กจิ๋วด้วยความตื่นเต้น แม้ใจอยากขอลองอุ้มน้องบ้าง แต่ก็กลัวทำน้องตกน้องเจ็บ จึงทำได้แค่ใช้ปลายนิ้วจิ้มบนปล้องแขนอวบขาวนิ่มเบาๆ

“พวกเราจะมีน้องสาวให้เอาไปอวดเพื่อนๆ แล้วล่ะครับ แถมน้องปกยังน่ารักที่สุดด้วย” กลางนภายืดตัวเอนอกอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งทุกคนก็ประสานเสียงหัวเราะเอ็นดูระคนขบขันพวกเด็กๆ จากนั้นค่อยทยอยเดินเข้าข้างในพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพื่อจะได้นั่งพักพูดคุยกันไม่ต้องยืนตากแดดตามลมให้เมื่อยเปล่าๆ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...