โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยอมแลกไหม? ถ้าต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน แต่ได้เงินเดือนเพิ่ม

TODAY Bizview

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 05.47 น. • workpointTODAY

แม้จะพ้นช่วงการแพร่ระบาดใหญ่มาพักหนึ่งแล้ว แต่ทุกวันนี้ออฟฟิศบางแห่งยังมีนโยบายให้พนักงานทำงานอยู่บ้านได้ 100% หลายแห่งปรับวิธีการทำงานเป็นระบบไฮบริด เข้าออฟฟิศสลับทำงานอยู่บ้าน โดยปัจจุบันพบว่า การกลับเข้าทำงานที่ออฟฟิศเต็มเวลาทั้ง 5 วัน กลายเป็นโจทย์ยากของนายจ้างไปแล้ว

สำนักข่าว BBC ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์ของบริษัทในอเมริกาขณะนี้ว่า หากบริษัทใดต้องการให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน พวกเขาต้องยอมจ่ายเงินเดือนมากขึ้น สถิติในปี 2565 พบว่า นายจ้างเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานมากขึ้นถึง 29.2% เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น คนทำงานเหล่านี้ก็เลือกที่จะเปลี่ยนใจไปหาองค์กรที่ให้ทำงานจากที่บ้านได้มากกว่านั่นเอง

[ ยืดหยุ่นไม่ได้ ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่ม ]

ZipRecruiter แพลตฟอร์มที่เปรียบเสมือนมาร์เก็ตเพลสของคนทำงาน ระบุว่า บริษัทในอเมริกาเสนอเงินเดือนให้กับคนทำงานที่เต็มใจเข้าออฟฟิศทุกวัน ด้วยค่าจ้างเฉลี่ยราว 82,037 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ากว่า 33% ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยความยืดหยุ่นที่พนักงานให้ความสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย

ยิ่งมีการกดดันให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศมากเท่าไร บริษัทยิ่งต้องยอมจ่าย-เชือดเฉือน เพื่อชิงตัวคนเก่งมาด้วยอัตราเงินเดือนที่สูงเท่านั้น ZipRecruiter ระบุว่า พนักงานที่เปลี่ยนรูปแบบจากการทำงานแบบรีโมต 100% สู่การทำงานเต็มเวลาที่ออฟฟิศ ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับพนักงานที่ย้ายไปทำงานที่อื่น

ด้าน Julia Pollak หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ ZipRecruiter ได้ข้อสรุปว่า ขณะนี้คนทำงานกำลังเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนที่มากขึ้น แลกกับการที่พวกเขาต้องกลับเข้าออฟฟิศทุกวัน สำหรับบริษัทที่ให้ความยืดหยุ่นกับคนทำงานได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนที่มากกว่าปกติ เพราะมีข้อเสนอเหล่านี้เป็นแรงจูงใจได้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ไม่ได้มาในรูปแบบตัวเงิน

ส่วนออฟฟิศที่ต้องการให้พนักงานเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถเสนอได้เฉพาะเงื่อนไขทางการเงินเท่านั้น มองว่า สวัสดิการอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาไม่อาจทดแทนการกลับเข้าออฟฟิศทุกวันได้ โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะคิดเป็นมูลค่าเงินดอลลาร์ตามจำนวนเวลาที่ใช้ในสำนักงาน

ไม่เพียงในอเมริกาเท่านั้น แต่ฝั่งยุโรปเองเองก็พบว่า ความพร้อมของออฟฟิศที่เอื้อให้พนักงานทำงานจากที่บ้านหรือทางไกลก็มีน้อยลงเช่นกัน จากการสำรวจด้วยกลุ่มตัวอย่างของคนทำงานกว่า 15,000 คน ในสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนตุลาคม 2566 พบว่า มีคนทำงานถึง 43% ที่กลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศโดยสมบูรณ์แบบแล้ว

[ ทำงานที่บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายออฟฟิศ Win-win ทั้งสองฝ่าย ]

ทว่า สำหรับออฟฟิศบางแห่งที่ไม่ได้เรียกร้องให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ พบว่า เป็นสถานการณ์ที่ ‘Win-win’ กันทั้งสองฝ่าย ออฟฟิศเองก็ประหยัดต้นทุนในการจัดหาทรัพยากรเต็มรูปแบบเหมือนกับตอนที่ทุกคนทำงานในออฟฟิศเต็มเวลา ส่วนคนทำงานเองก็รู้สึกสบายใจ ได้จัดการเวลาที่ยืดหยุ่นกับวิถีชีวิตมากขึ้น

แต่สำหรับนายจ้างบางรายแล้ว พวกเขายอมจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่ถึงพร้อมเพื่อให้คนทำงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลาให้ได้ Pollak เสริมว่า นายจ้างบางรายรับรู้ว่า การทำงานจากที่บ้านมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการเข้าออฟฟิศ พวกเขาจึงเต็มใจที่จะจ่ายมากขึ้น ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยเงินทอง หรือการสนับสนุนทั้งกายและใจของพนักงานก็ตาม

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด มองในมุมกลับว่า ดีมานด์-ซัพพลายในตลาดแรงงานลักษณะนี้ อาจมีผลกระทบต่อความคลาดเคลื่อนของฐานเงินเดือนในตลาดต่อไปได้ งานที่มีรายได้สูงแต่ความยืดหยุ่นน้อย ทำให้พนักงานบางคนเลือกสละค่าตอบแทนดังกล่าวแล้วไปเลือกงานที่ให้อิสระมากกว่า

หากนายจ้างต้องการให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศจริงๆ การขับเคี่ยวด้วยตัวเลขที่สูงกว่าตลาดเช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไป เพราะรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดหรือการทำงานจากที่บ้านคงไม่หายไปง่ายๆ คนทำงานยังต้องการความยืดหยุ่น และในตลาดเองก็มีงานมากมายที่ดึงดูดกลุ่มคนทำงานเหล่านี้ด้วยข้อเสนอการทำงานจากที่บ้านไม่น้อยกว่า 2 วันต่อสัปดาห์

อย่างไรเสีย นายจ้างยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สู้กันด้วยการเพิ่มฐานเงินเดือนไปเรื่อยๆ ตราบใดที่การทำงานในรูปแบบดังกล่าวยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...