โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ล่าปลาหมอสีคางดำ “วาระแห่งชาติ” สายเกินไปแล้วหรือไม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ค. 2567 เวลา 01.34 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2567 เวลา 01.34 น.

การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่น (Alien Species) ในประเทศไทย ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำในธรรมชาติและสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีตัวอย่าง Alien Species อย่าง ปลาซัคเกอร์ หอยเชอรี่ เต่าญี่ปุ่น และปลาพีคอกแบส มาก่อนหน้านี้ กระทั่งล่าสุดพบการระบาดของ “ปลาหมอสีคางดำ” จากการรายงานของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดเพชรบุรี ในปี 2560 โดยล่าสุดได้พบการแพร่ระบาดในพื้นที่ 25 จังหวัด บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี, ระยอง, สมุทรปราการ, กรุงเทพมหานคร, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, ราชบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา

ล่าสุดมีรายงานจากสมาคมประมงท้องถิ่นทั้งที่สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ สามารถจับปลาหมอสีคางดำในทะเลอ่าวไทย ห่างชายฝั่งถึง 3 ไมล์ทะเล กลายเป็นความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวง หลังพบปลาหมอสีคางดำสามารถอาศัยอยู่ในน้ำเค็มได้ และพร้อมที่จะแพร่ระบาดไปยังเกาะแก่งและปากแม่น้ำที่ไหลลงอ่าวไทยได้ทั่วประเทศ

เพิ่งห้ามปลาเอเลี่ยนปี 2561

ความร้ายแรงในการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ เริ่มเป็นที่ตระหนักในวงกว้างมากขึ้น หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับการร้องเรียนกรณีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ มาตั้งแต่ปี 2561 โดยเอกสารทางวิชาการระบุว่า ปลาหมอสีคางดำ เป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ไม่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยมาก่อน มีความสามารถในการปรับตัวอาศัยอยู่ได้ถึง 3 น้ำ (ปลา 3 น้ำ) คือ น้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย การผสมพันธุ์วางไข่ใน 22 วันสามารถออกวางไข่ได้ 300-600 ฟอง อัตราการรอดหลังฟักไข่เป็นตัว คิดเป็นร้อยละ 99 จัดเป็นปลาดุร้ายมีลำไส้ยาวเป็น 3-4 เท่าของลำตัว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมปลาหมอสีคางดำถึงหิวอยู่ตลอดเวลาและมีความสามารถในการกินอาหาร ทั้งลูกกุ้ง ลูกปลา หอย ท้องถิ่น ไปจนกระทั่งถึง “เคย” ในทะเลในลักษณะของการทำลายร้างทีเดียว

กรมประมงกล่าวถึงการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หลังพบในแหล่งน้ำสำคัญและหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปลาหมอสีคางดำมีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์อีก จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ก.การประมงปี 2558 และแก้ไขเพิ่มเติมออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่านหรือเพาะเลี้ยง “ยกเว้น” จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง พ.ศ. 2561 สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิดพันธุ์จากต่างประเทศ อันได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon Melanotheron), ปลาหมอมายัน (Cichlasoma Urophthalmus) และปลาหมอบัตเตอร์ (Heterotilapia Buttikoferi) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มีนาคม 2561

สำหรับสาระสำคัญของประกาศดังกล่าวก็คือ กรณีที่เกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิดในบ่อเพาะเลี้ยง ให้รีบนำปลาทั้งหมดมอบให้กับเจ้าหน้าที่กรมประมง กรณีที่ประชาชนจับปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ สามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ต้องทำให้ปลาตายก่อนจำหน่าย เช่นเดียวกับการพบปลาทั้ง 3 ชนิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติหลุดรอดเข้าไปในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรก็ให้นำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ หากส่วนราชการ สถาบันการศึกษาใดต้องการเพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิดเพื่อการวิจัย ให้แจ้งขออนุญาตต่อ กรมประมง ก่อน และห้ามปล่อยปลาทั้ง 3 ชนิดลงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด

มีข้อน่าสังเกตว่า ประกาศกรมประมงฉบับนี้มีขึ้นหลังจากที่ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งยื่นขออนุญาตนำ ปลาหมอสีคางดำ เข้ามาปรับปรุงพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2553 กับคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) เพื่อพิจารณาอนุญาต “การนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทุกชนิด” ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องขออนุญาตนำเข้าในฐานะ “สัตว์น้ำต่างถิ่น” ไม่ใช่ “สัตว์น้ำ 3 ชนิดพันธุ์ (ปลาหมอสีคางดำ-ปลาหมอมายัน-ปลาหมอบัตเตอร์)” ที่ห้ามนำเข้าตามประกาศในวันที่ 19 มีนาคม 2561

โดยปลาหมอสีคางดำที่ บริษัทเอกชน ขอนำเข้ามาปรับปรุงพันธุ์นั้นไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทได้ทำลายปลาเหล่านั้นไปหมดแล้ว นั้นเท่ากับว่า กรมประมง ได้รับรายงานและมีการตรวจพบการระบาดของปลาหมอสีคางดำมาก่อนปี 2561 รวมไปถึงข้อสงสัยที่ว่า อาจมีการ “ลักลอบ” นำเข้าปลาหมอสีคางดำเข้ามาในประเทศในลักษณะของการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม อีกด้วย ด้าน นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวยืนยันว่า ในช่วงปี 2556-2559 มีข้อมูลปรากฏ มีการส่งออกปลาหมอสีคางดำไปต่างประเทศรวม 230,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศจากผู้ส่งออก 11 ราย ซึ่งเป็นการส่งออกก่อนที่จะมีประกาศกรมประมงฉบับปี 2561 ออกมาบังคับใช้

5 มาตรการกำจัดคางดำ

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ในขณะนี้จึงยังไม่สามารถระบุ“ต้นตอ” ของการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ได้ว่า มาจาก “ใคร” เนื่องจากมีการเพาะเลี้ยงทั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือลักลอบนำเข้ามาตั้งแต่ก่อนปี 2556 แล้ว ส่งผลให้ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ปลาหมอสีคางดำ ได้ออกลูกออกหลานแพร่กระจายไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ปากแม่น้ำ ไปจนกระทั่งชายฝั่งทะเล อย่างกว้างขวาง เนื่องจากการเป็นปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่หิวอยู่ตลอดเวลา อัตราการทำลายล้างชนิดพันธุ์ท้องถิ่นในประเทศจึงสูงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ ปลาหมอสีคางดำ เป็นวาระแห่งชาติ และมีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ พร้อมทั้งกำหนด 5 มาตรการ 12 กิจกรรมสำคัญ ประกอบไปด้วย

มาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด โดยเบื้องต้น กรมประมง เสนอแผนใช้งบประมาณไป 181 ล้านบาท แต่ให้กลับมาทบทวนหาแนวทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ และสั่งการเร่งด่วนให้เร่งจัดจุดรับซื้อ ปลาหมอสีคางดำ ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในราคา 15 บาท/กก. โดยใช้เงินจาก กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในระหว่างที่รอของบฯกลางไปก่อน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับประชาชนให้มีส่วนร่วมควบคุมและกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบและเริ่มเปิดจุดรับซื้อในวันที่ 22 กรกฎาคมเป็นต้นไป

มาตรการที่ 2 การกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง หรือปลาผู้ล่าชนิดอื่น ขณะนี้มีการปล่อยปลาผู้ล่าไปแล้วกว่า 226,000 ตัว ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติใน 7 จังหวัด มี กทม. สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี ราชบุรี สงขลา

มาตรการที่ 3 การนำปลาหมอสีคางดำที่กำจัดไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำปลาป่น โดย กรมประมง ได้ประสาน สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย ในพื้นที่สมุทรสาคร จำหน่ายให้กับโรงงานปลาป่น 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ราคากิโลกรัมละ 10 บาท ได้รับการจัดสรรโควตา 500,000 กิโลกรัม (500 ตัน) จำหน่ายไปแล้ว 491,687 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 4,916,870 บาท และบริษัท อุตสาหกรรมปลาป่นท่าจีน จำกัด รับซื้อราคากิโลกรัมละ 7 บาท แบบไม่จำกัดโควตา เพื่อผลิตปลาป่น 510,000 กิโลกรัม มูลค่า 5,022,000 บาท และยังไม่รวมการจัดซื้อเพื่อทำน้ำหมักชีวภาพของภาครัฐและเอกชนที่รับซื้อไปเป็นปลาเหยื่อ

มาตรการที่ 4 การสำรวจเฝ้าระวังการแพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติตามพื้นที่กันชนต่าง ๆ แจ้งเบาะแสพิกัดที่พบการแพร่กระจายของปลาหมอสีคางดำ ได้ที่ https://shorturl.asia/3MbkG และ มาตรการที่ 5 การสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับทุกภาคส่วน พร้อมจัดทำ “คู่มือ” แนวทางในการรับมือกับปลาหมอสีคางดำ เมื่อตรวจพบประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม

ส่วนมาตรการในระยะยาว การกำจัดปลาหมอสีคางดำนั้น ขณะนี้ กรมประมง ได้นำโครงการวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอสีคางดำ โดยการศึกษาสร้างประชากรปลาหมอคางดำพิเศษที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด (4n) จากนั้นจะปล่อยลงแหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอสีคางดำปกติที่มีชุดโครโมโซม 2 ชุด (2n) จะทำให้เกิดลูกปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด (3n) ทำให้ปลาหมอสีคางดำเป็นหมัน เบื้องต้นการศึกษาจะทดลองในบ่อทดลองเลียนแบบธรรมชาติ ในศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี และจะทยอยปล่อยอย่างน้อย 250,000 ตัว ภายในเวลา 15 เดือน (ก.ค. 2567-ก.ย. 2568) คาดว่าจะเริ่มปล่อยพันธุ์ปลาได้ช้าสุดเดือนธันวาคม 2567 อย่างน้อย 50,000 ตัว โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี

“ตอนนี้เรายังไม่มีบทลงโทษตามกฎหมายที่อนุญาตให้นำเข้าปลาเข้ามาวิจัย ใครที่ทำผิด 2 เงื่อนไขในการอนุญาตของ คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) ทางกรมมีมาตรการเพียงแค่จะ “ระงับ” ไม่ออกใบอนุญาตให้มีการนำเข้าปลาชนิดดังกล่าวมาใช้วิจัยและพัฒนาได้อีก แต่หลังจากนี้ ผมในฐานะกรรมาธิการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมง เตรียมจะเพิ่มบทลงโทษทางอาญาเป็นโทษปรับและบทลงโทษทางปกครอง เพื่อให้ผู้นำเข้าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมด้วย” นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงกล่าว

ยากกำจัดให้สิ้นซาก

มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการด้านการประมงถึงการเร่งกำจัด ปลาหมอสีคางดำ ในขณะนี้ว่า การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างกว้างขวางตามแหล่งน้ำต่าง ๆ แม้กระทั่งในพื้นที่ กทม.ก็พบการระบาดของปลาหมอสีคางดำ ดังนั้นการกำจัดปลาหมอสีคางดำให้ “สิ้นซาก” จึงยากที่จะเป็นไปได้ ยิ่งมีรายงานเข้ามาว่า ปลาหมอสีคางดำ ออกสู่ทะเลชายฝั่งไปแล้ว “ก็ยิ่งยากที่จะทำลาย”

โดยวิธีที่เป็นไปได้เฉพาะหน้าขณะนี้ก็คือ 1) การกำจัดปลาหมอสีคางดำจากบริเวณที่พบตัวน้อยที่สุดไปสู่บริเวณที่พบการระบาดมากที่สุด 2) การกำจัดจะต้องดำเนินการพร้อม ๆ กันทั่วทุกแห่งที่พบตัว เนื่องจากเป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก 3) การใช้ปลาผู้ล่า อาทิ ปลากะพง มากิน ปลาหมอสีคางดำ อาจไม่ได้ผล เหตุระยะเวลาการกินอาหารต่อรอบของปลากะพง ไม่เร็วพอต่อระยะเวลาแพร่พันธุ์ของปลาหมอสีคางดำ 4) การกำหนดจุดรับซื้อปลาหมอสีคางดำ กก.ละ 15 บาทนั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณที่ขณะนี้ใช้เงินจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ไปพลางก่อน และ 5) การทำให้ปลาหมอสีคางดำเป็นหมัน จากโครงการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม เพิ่งเริ่มต้นการวิจัย ยังไม่อาจทราบผลการวิจัยสุดท้ายจะประสบความสำเร็จเมื่อไหร่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ล่าปลาหมอสีคางดำ “วาระแห่งชาติ” สายเกินไปแล้วหรือไม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...