โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘นักรัฐศาสตร์’ คอนเฟิร์มจุดยืนไทย ‘ทูตเซลล์แมน’ เวิร์กกว่าละตินอเมริกา เป็นมิตรไม่เลือกข้าง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 มิ.ย. 2567 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2567 เวลา 08.12 น.

‘นักวิชาการรัฐศาสตร์’ คอนเฟิร์มจุดยืนไทย ‘ทูตเซลล์แมน’ เวิร์กกว่าละตินอเมริกา เป็นมิตรไม่เลือกข้าง เพื่อนบ้าน-การค้า คือโจทย์สำคัญ พลิกผันศักยภาพเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ห้อง ร.103 ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัย (คณะรัฐศาสตร์) จัดเสวนาทางวิชาการ “Direk Talk : Looking Forward มองโลก มองไทย มองไปข้างหน้า” โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง

บรรยากาศเวลา 08.15 น. ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง สาธารณรัฐสิงคโปร์กล่าวปาฐกถาดิเรก ชัยนาม ประจำปี 2567 เรื่อง “Contending Citizens: Alternative meanings of popular participation in Thailand”

จากนั้น เวลา 10.00 น. เข้าสู่การเสนอผลงานวิจิยช่วงที่ 1 จาก สาขาวิชาการระหว่างประเทศ ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวถึง นโยบายต่างประเทศไทย ในแง่ของเศรษฐกิจ เพื่อนบ้าน และพหุภาคีนิยม

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการจะนำเสนอมากที่สุดมี 2 คำถาม คือ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอยู่มีความสมเหตุสมผลอย่างไร ในแง่ของการวิเคราะห์การประเมิน ทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศว่าตรงกับระเบียบความเปลี่ยนแปลงของโลกมากน้อยแค่ไหน และมันควรจะมีทิศทางหรือประเด็นอะไรที่ทำให้เราในฐานะประชาชน ลองสำรวจว่านโยบายต่างประเทศของไทยมีอะไรขาดไปบ้าง

โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากในบริบทประเทศไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเด็นทางด้านการระหว่างประเทศ เป็นการเมืองภายในและประเด็นเหล่านี้ถูกนำพาเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่มีความเป็นทางการมากขึ้น เราละเลยไม่ได้กับการตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ

“สิ่งที่เราเห็นและเข้าใจนโยบายต่างประเทศในโลกปัจจุบัน แน่แท้มันอาจจะเป็นพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศ” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าว

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าวต่อว่า เป้าประสงค์ของนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย มี 5 เรื่องคือ

1.ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ การใช้ทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เป็นเป้าหมายสำคัญการนำมาซี่งความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเปิดตลาด การค้าเสรี ไม่ใช่แค่ตลาดเก่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตลาดใหม่ด้วย ล่าสุดมี FTA ของไทยกับบังกลาเทศ ที่ผลักดันกันอยู่

2.พลังงานสะอาดสร้างสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ จากคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งน่าจะเป็นคำแถลงครั้งแรกหลังจากได้รับตำแหน่ง ประเทศไทยเอาเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศด้วย

3.การทำอย่างไรให้ไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก ในทัศนะส่วนตัวตนมองว่า มีการผสมผสานมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง หมายถึงให้ไทยเป็นศูนย์กลาง เป็นรอยเชื่อมต่อระบบ Supply chain

4.หลักการไม่แทรกแซงถูกดำเนินการอย่างมีนัยยะสำคัญในบริบทภูมิภาค และบริบทโลก เป็นสิ่งที่ไทยยึดว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

5.ความเป็นกลาง และเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไทยต้องการเป็นมิตรกับทุกฝ่าย

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวว่า การทูตเซลล์แมน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ คือ มีการทูตอยู่ 3 ลักษณะ ภายใต้การทูตเซลล์แมน อาจจะบอกว่าเป็นนวัตกรรม innovation

“ในทัศนะหนึ่ง เรามีการทูตลักษณะนี้มาก่อน เป็นสิ่งปกติที่รัฐบาลหลายยุคทำ รัฐบาลของทักษิณก็ทำ การไฮไลต์มาเป็นประเมินเป็นส่วนหนึ่งนโยบายต่างประเทศที่รัฐบาลชุดนี้ อาจจะโดดเด่นเสียหน่อย” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าว และว่า

ในอีกด้าน มี 3 อย่างในเรื่องการทูตเซลล์แมนดังนี้

1.การทูตภาคเอกชน นายกรัฐมนตรีมีการเดินทางไปเยือนกับต่างประเทศ ในที่ต่างๆ เช่น Microsoft, Alibaba, Dubai port world ภาคเอกชนกลายเป็นส่วนหนึ่ง และในหลายกรณีอาจเป็นผู้นำ ในการดำเนินนโยบายก็ได้ ถึงแม้ว่าเอกชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศ แต่มีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ

2.การทูตวัฒนธรรมใหม่ เป็นการทูตที่นำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ ในการตลาด (marketing) ภาคประชาสังคมไทย คนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลก รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัยกับสินค้าภูมิปัญญา เอามาเป็น niche ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วย ตนขอเรียกว่า การทูตวัฒนธรรม

3.การทูตดิจิทัล ท่านนายกรัฐมนตรีมีแอพลิเคชั่น X เราจะเห็นภาพการทำงานท่าน ในทางหนึ่งทำให้การต่างประเทศ เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เป็นเรื่องทั่วไปที่เข้าใจ รู้จักและสามารถเป็นส่วนหนึ่งนโยบายต่างประเทศ

ในทางหนึ่งการทูตเซลล์แมน เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่ช่วยเติมเต็มการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่มีเศรษฐกิจ เป็นเรือธงนำในการขับเคลื่อน และโจทย์สำคัญคือการพลิกผันศักยภาพเศรษฐกิจไทย

“ทัศนะของท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ดี การทูตที่เราทำเองก็ดี มันมีเป้าหมายสำคัญ ถ้าอยากติดตามนโยบายต่างประเทศของไทยที่จับต้องและเป็นชิ้นเป็นอัน แนะนำให้ลองไปดูการประชุมคณะทูตานุทูต ที่กระทรวงต่างประเทศ ในช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว และการแถลงข่าวของ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 3-4 วันที่แล้ว จะเห็นว่ามีทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจนอยู่ 3 เรื่อง” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ชี้

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจน 3 เรื่อง ได้แก่

1.การสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจการค้า เน้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
2.เพื่อนบ้าน เป็นโจทย์สำคัญของเรา ต้องการสร้างความเข้มแข็งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการค้าขาย โลจิสติก
3.การสร้างกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจ

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนการแสดงบทบาทอย่างหนึ่ง นโยบายต่างประเทศ ทำให้เห็นว่ารัฐไทยแสดงบทบาทอะไร รัฐไทยอยากเป็นพ่อค้า รัฐไทยอยากแสดงบทบาทค้าขาย เพื่อจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“คำถามต่อไปคือ เวลารัฐมีบทบาทอะไรบางอย่าง บทบาทส่งไปข้างนอก รัฐจะมีความชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าจะยินยอมพอใจมากแค่ไหน มีการถกเถียงที่หลากหลาย การยื่นเจตจำนงต่อ BRICKS เราจะเห็นว่าความคาดหวัง กำลังจะพาเราไปทิศทางไหน เกิดคำถามอย่างไรกับรัฐไทยปัจจุบัน”

“ประเทศไทยอยู่ในจุดยืนที่ดีกว่าละตินอเมริกาเยอะ ถ้าจะพูดถึงกรณีไต้หวัน เรามาพื้นที่ทางการทูตพอสมควร เรามีระยะห่างในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ในทางหนึ่งเรามีอิสรภาพในการเลือกทำ หรือไม่ทำ” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ชี้

เป็นโอกาสรัฐไทยเปลี่ยน mindset ในเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ว่าให้ความสำคัญหรือความหมายความความมั่นคงอย่างไร ecological security เป็นสิ่งใหม่ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเปลี่ยน mindset เกี่ยวข้องกับความมั่นคง (security)

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวถึงรัฐบาลภายใต้รัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน เราจะเห็นบทบาทของรัฐไทยอยู่ 3 บทบาท ดังนี้

1.รัฐค้าขาย ให้ความสำคัญการเปิดตลาด การสร้าง Hub การทำให้ไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางอะไรบางอย่าง อุตสาหกรรมการลงทุน การท่องเที่ยวหรือ Soft power ทำให้เห็นว่าไทยอยากเป็นพ่อค้า ให้ความสำคัญกับทางการค้ามากที่สุด ทำให้เราละเลยความคิดบางเรื่อง เช่น สิทธิมนุษยชนเพื่อนบ้าน หลักการในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในยุโรปหรือสงคราม เราอยากแสดงบทบาทรัฐ การเป็นรัฐค้าขาย

2.เราไม่แทรกแซงกิจการภายใน แม้กระทั่งการเอ่ย การพูดถึง หรือการแสดงความวิตกกังวล เราเห็นว่ารัฐไทยอยากเป็นรัฐอาเซียนวิถี หรือ ASEAN way

3.การพยายามอยากเป็นรัฐสะพานเชื่อม bridge building เป็นแนวปฏิบัติของการทูตไทยตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นความสำคัญของการร่วมพหุภาคีต่างๆ ในการต่อยอดและสร้างทางเลือกในรัฐเล็กๆ อย่าง ประเทศไทย

“เราพยายามแสวงหาเพื่อนที่หลากหลาย พยายามยกระดับการค้า เช่น การยื่นความจงเป็นสมาชิก BRICKS หรือ ยื่นความจำนงเป็นส่วนหนึ่งองค์การระหว่างประเทศ Bridge building ที่เราพยายามสร้างความสมดุลในการเกี่ยวพันกับชาติมหาอำนาจ ซึ่งมาพร้อมกับความพยายามในการมีส่วนร่วมใน Global agenda” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าว

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าวต่อว่า บทบาททั้ง 3 ของไทย เราจะเห็นว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ รัฐไทยเน้นย้ำเสมอว่า เป็นรัฐที่เป็นมิตร ไม่เลือกข้าง เป็น Master Role

“เราจะคุ้นหูกับคำว่าไผ่ลู่ลม เป็นวาทกรรมบางอย่าง เราจะเห็นได้ชัดในทศวรรษ 1970 เราบรรจุคำนี้ในยุทธวิถีทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจ ในขณะเดียวกันถ้าเรามองในประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นครั้งแรกที่เราพูดถึง ไผ่ลู่ลม ในลักษณะ regional context เรามี MOU เรามีความสัมพันธ์กับทุกประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เป็นต้น”

“เรามีความเสี่ยงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นช้างชนช้าง ผลกระทบที่เกิดจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นความเสี่ยงมันจะถูกลดได้ จากโอกาสที่เราจะต้องหาเพิ่มเติมเพื่อรับประกันความเสี่ยง การที่จะเล่นเรื่องสิทธิมนุษยชน บรรทัดฐาน อาจจะไม่คุ้มค่ากับการลดประกันความเสี่ยง เศรษฐกิจมันขายได้” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าว

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าวต่อว่า ดังนั้นถามว่า Master Role เป็นยุทธิวิถีทางเลือกหรือทางออก เป็นผู้เล่นที่ Active ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสมเหตุสมผลมาจากศักยภาพของรัฐไทยด้วย ซึ่งดูศักยภาพรัฐไทยมันไม่เหมือน 40-50 ปีที่แล้วรัฐไทยอยู่ Global Supply Chain รัฐไทยมีทรัพยากร มี Service Sector ที่เข้มแข็งเรามีแรงงานที่ดี ระบบจัดสรรการเดินทาง ระบบการศึกษาที่รองรับการเป็นศูนย์กลางต่างๆ ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ข้อดีคือเป็นเพื่อนได้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าเราจะชอบไผ่ลู่ลมหรือไม่อย่างไร แต่ข้อดีคือเราเป็นเพื่อนได้กับทุกคน

“ความเป็นเพื่อนนำมาสู่การเดินทาง เป็นคอมฟอร์ทโซน เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง เรามีศักยภาพเพียงพอ สิ่งที่ต้องการมาสุดคือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความต้องการเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่กังวลมากสุด” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นักรัฐศาสตร์’ คอนเฟิร์มจุดยืนไทย ‘ทูตเซลล์แมน’ เวิร์กกว่าละตินอเมริกา เป็นมิตรไม่เลือกข้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...