โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

จะดีจะชั่ว ตัวข้า... ขอเลือกเอง! (อ่านฟรี 15 วันจบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 พ.ค. 2567 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2567 เวลา 06.33 น. • novel-and-manga
สวรรค์ช่างลำเอียง ส่งข้ามาเกิดใหม่ทั้งทียังให้เกิดในร่างเด็กปัญญาอ่อนวัย 6 ปีในชนบทอันห่างไกล ไหนจะยังเป็นเด็กกำพร้าที่โดนจับลอยมาตามน้ำ โชคดีที่มีสามีภรรยาชรารับเลี้ยงดู แต่ก็ใกล้จะอดตายกันอยู่แล้ว!

ข้อมูลเบื้องต้น

กลุ่มไลน์โอเพ่น 'หม่านเป่า' สนใจกดตามลิงค์นี้ค่ะ

อีบุ๊คนิยายที่ MEB สนใจซื้อกดตามลิงค์นี้ค่ะ

ทำไมข้าตื่นขึ้นมาเป็นเด็กปัญญาอ่อนไปได้ล่ะเนี่ย?

ข้าอยากกลับบ้าน… ท่านเทพทั้งหลายโปรดส่งข้ากลับไป ที่นี่ไม่มีสมาร์ทโฟนข้าอยู่ไม่ได้… ข้าไม่เคยทำกรรมหนักอะไรเลยนะ แค่ขโมยนุ่นก็เท่านั้นนนน (ไม่ใช่ละแม่!)

สวรรค์ช่างลำเอียง ส่งข้ามาเกิดใหม่ทั้งทียังให้เกิดในร่างเด็กปัญญาอ่อนวัย 6 ปีท่ามกลางชนบทอันห่างไกล ไหนจะยังเป็นเด็กกำพร้าที่โดนจับลอยมาตามน้ำ โชคดีที่มีสองสามีภรรยาแก่ชรารับเลี้ยงดู แต่ก็ใกล้จะอดตายกันทั้งบ้านอยู่แล้ว ชีวิตช่างน่าสงสารนัก!

ได้! ในเมื่อข้าพยายามจมน้ำเพื่อกลับบ้านตั้งหลายครั้งยังไม่ได้กลับ งั้นข้าก็จะอยู่มันที่นี่แหละ! มาดูกันว่าข้าจะอยู่อย่างมีความสุขได้หรือไม่ เย่เวยจาก ‘กรมทำลายป่าไม้’ มาเองแล้ว อะไรก็ไม่ต้องกลัว! พวกชั่วๆ ส่งมาให้ข้าจัดการเอง

เวยเวย… มาแล้วจ้าแม่!

พบกันตอนแรกในวันที่ 1 พ.ค. 2567 นะคะ

จะอัพให้วันละ 10 ตอน จนกว่าจะจบ

อัพครบจบเรื่อง - ปิดตอนนะคะ

ถูกใจอย่าลืมโดเนท อย่าลืมให้ของขวัญกันบ้างนะคะ

ขอบคุณค่าาาา

ปิดตอนในวันที่ 16 พ.ค. 2567 เวลา 18.00 น. นะคะ

บทที่ 1 เด็กปัญญาอ่อน

ถึงเวลาย่อมมาตามนัด ผิดนัดใครก็ได้แต่ห้ามผิดนัดกับเย่เวยนะจ้าาาาาา มาค่ะ… ไปดูเย่เวยกันเล้ยยย

บทที่ 1 เด็กปัญญาอ่อน

เวยเวยเป็นเด็กหญิงผอมบางผิวดำไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ที่แตกต่างกันมีเพียงอย่างเดียว เด็กคนอื่นๆ บ้างฉลาด บ้างไม่ฉลาด แต่ไม่มีใครถึงขั้นโง่เขลาหรือออกอาการปัญญาอ่อนอย่างเวยเวยเลยสักคนเดียว!

เมื่อ 6 ปีก่อน หญิงชราเย่กำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่พาดผ่านหน้าหมู่บ้าน นางมองเห็นอ่างไม้ลอยมาตามน้ำจึงรีบหาทางดึงกลับมา อ่างไม้ใบหนึ่งก็ไม่ได้ราคาถูกๆ เลยของได้เปล่าใครเล่าจะไม่ต้องการ แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าในอ่างไม้กลับมีทารกตัวน้อยนอนหลับอุตุอยู่หนึ่งคน ตอนนั้นหญิงชราเย่รู้สึกมีความสุขมาก เพราะคิดว่านี่เป็นเด็กที่สวรรค์จงใจส่งมาให้กับพวกเขาสองสามีภรรยาสกุลเย่ได้เลี้ยงดู เพราะสงสารที่พวกเขาแต่งงานกันมานับสิบปีแต่กลับไม่มีลูกเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นคู่สามีภรรยาสกุลเย่จึงตั้งชื่อให้นางว่าเย่เวย

ใครจะรู้ว่าเมื่อเลี้ยงดูอย่างยากลำบากจนเด็กเริ่มโตขึ้นแล้ว ถึงได้รู้ว่าเย่เวยไม่ปรกติเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ นางเกิดมานอกจากจะปัญญาอ่อนแล้ว ยังมีร่างกายที่อ่อนแอป่วยง่ายอีกต่างหาก คู่สามีภรรยาสกุลเย่ผู้ใจดีจึงพาเย่เวยเด็กหญิงปัญญาอ่อนผู้นี้ไปรักษาตัวทั่วทุกหนทุกแห่ง ที่ใดมีข่าวเรื่องหมอเก่งกาจพวกเขาล้วนดั้นด้นไปหา เพื่อรักษาเย่เวยให้หายปัญญาอ่อนให้ได้

รักษามารักษาไป ในที่สุดก็เลี้ยงดูจนเย่เวยอายุได้หกขวบในปีนี้ เดิมครอบครัวสกุลเย่ก็มีฐานะที่ไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งใช้เงินรักษาเย่เวยเป็นจำนวนมาก ฐานะก็ยิ่งยากจนลงไปอีก กระทั่งบ้านที่อยู่อาศัยก็พังทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ข้าวของใดก็ล้วนไม่มี หม้อรามชามไหในบ้านที่ใช้อยู่ก็เป็นแค่ของที่แตกหัก สมควรได้รับการเปลี่ยนใหม่ตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนสักชิ้น

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เย่เวยมักจะเดินออกจากบ้านมานั่งกอดเข่าเจ่าจุกเหม่อลอยอยู่ริมแม่น้ำหน้าหมู่บ้านจนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านล้วนคุ้นชินกันหมดแล้ว

หนึ่งเดือนก่อน เย่เวยเดินเหม่อลอยออกจากบ้านมาถึงริมแม่น้ำหน้าหมู่บ้าน เห็นเด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนล้วนว่ายน้ำเป็นกันทั้งนั้น ส่วนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นจะเล่นอยู่ริมฝั่งไม่ออกไปในน้ำลึก

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ในวันนั้นเย่เวยก็เดินลุยลงไปในแม่น้ำหน้าหมู่บ้าน กระทั่งจมหายไปในสายน้ำเพราะนางว่ายน้ำไม่เป็น เดือดร้อนให้เสี่ยวเมาเด็กน้อยวัย 8 ขวบที่ว่ายน้ำเก่งมากคนหนึ่ง เสี่ยงดำน้ำไปลากเย่เวยกลับขึ้นมา แต่ว่า… เย่เวยตายแล้ว!

เด็กๆ พลันแตกตื่นตกใจ ต่างคนต่างวิ่งหนีแตกฮือไปคนละทิศละทาง ทิ้งให้เสี่ยวเมานั่งปากอ้าตาค้างทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างศพของเย่เวยเพียงลำพัง ขณะที่เสี่ยวเมากำลังจะคลานหนีอย่างหวาดหวั่นอยู่นั้น เย่เวยที่หยุดหายใจไปพักหนึ่งก็กลับมาหายใจใหม่อีกครั้ง และลุกขึ้นนั่งหันมามองเสี่ยวเมาด้วยสายตาที่แปลกประหลาดเล็กน้อย

เสี่ยวเมาตกใจร้อง ‘ผี’ คำเดียวแล้วตาเหลือกหงายหลังเป็นลมหมดสติไปทันที เย่เวยยังไม่ทันจะคลานไปตรวจสอบดูว่าเสี่ยวเมาเป็นอย่างไรบ้าง นางก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากหน้าทางเข้าหมู่บ้าน

“จริงๆ นะแม่ นังปัญญาอ่อนนั่นจมน้ำตายไม่หายใจแล้ว!”

“เหลวไหล! เสี่ยวโก่วบอกว่าเสี่ยวเมาช่วยนางขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือ?” เสียงป้าคนหนึ่งสวนกลับดังมาแต่ไกล เมื่อเย่เวยหันกลับไปมอง ก็เห็นนางยกมือป้องตามองสวนทางกลับมาเช่นกัน “นั่นอย่างไร! เย่เวยยังนั่งได้อยู่ นางตายเสียที่ไหนกันห๊า!”

“แม่! นางเป็นผีน้ำแน่นอน!”

“ใช่ๆ นางไม่หายใจแล้วแน่ๆ!”

“ปีศาจ!”

เสียงเด็กหลายคนโหวกเหวกโวยวายดังลั่น หันหลังวิ่งหนีกลับเข้าหมู่บ้านไม่ฟังเสียงเรียกของเหล่าผู้ใหญ่ที่ชะงักเท้าอย่างไม่แน่ใจขึ้นมาเสียแล้ว

“ทำยังไงดี! เย่เวยตายแล้วจริงๆ หรือ? ถ้านางตายแล้วที่นั่งอยู่นั่นล่ะ… ปีศาจจริงๆ หรือ?” ผู้ใหญ่หลายคนเริ่มพูดคุยกันเบาเสียงลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่พวกเขาปรึกษากันจะไม่ได้ยินมาถึงริมฝั่งที่ร่างเล็กจ้อยของเย่เวยนั่งอยู่

แต่บังเอิญว่าเมื่อครู่ลมเปลี่ยนทิศพอดี จึงพัดเอาคำพูดกระท่อนกระแท่นเหล่านั้นมาให้เย่เวยได้ยิน ร่างเล็กจ้อยของเย่เวยเองก็ไม่เข้าใจและค่อนข้างสับสนว่าอยู่ๆ นางมาโผล่ที่นี่ในร่างเล็กจ้อยนี้ได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ นางได้ยินชัดว่าเจ้าของร่างนี้ชื่อเย่เวย เป็นเด็กปัญญาอ่อน จมน้ำตาย และเด็กชายตัวน้อยที่นอนเป็นลมอยู่ด้านข้างชื่อเสี่ยวเมา เป็นเขาที่ช่วยลากร่างนี้ขึ้นมาจากใต้น้ำ แต่คนที่ตื่นขึ้นไม่ใช่เย่เวยคนเดิม แต่เป็นดวงจิตของเย่เวยจากยุคปัจจุบัน!

เอาแล้วไง… นี่คือการเกิดใหม่ คือการทะลุมิติในตำนานใช่มั้ย! พระเจ้าช่วย! เรื่องนี้มันเกิดกับเธอได้ยังไง?

แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นมาอย่างไร ตอนนี้และเดี๋ยวนี้เย่เวยรู้กระจ่างชัดว่าตนเองต้องเอาตัวให้รอดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้ก่อน อย่าเพิ่งทะลุมิติเข้าร่างมาแล้วโดนคนเข้าใจว่าเป็นผีน้ำ เป็นปีศาจ จับนางไปเผาไฟเสียก่อนเล่า

เมื่อผู้ใหญ่เหล่านั้นปรึกษากันจนเข้าใจดีแล้วก็พากันค่อยๆ เดินเข้ามาริมตลิ่งอย่างระมัดระวัง ป้าคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า สะกิดแขนเล็กบางสีดำของเย่เวยที่นั่งนิ่งสายตาเหม่อลอยมองไปข้างหน้าราวกับเด็กไร้วิญญาณ

เมื่อเย่เวยหันไปตามแรงสะกิดนั้นด้วยสายตาเหม่อลอยไร้ความรู้สึก ป้าคนนั้นก็แตะหลังมือที่หน้าผากของเด็กน้อย ลงมือฉีกเปลือกตาของนางออกดู เย่เวยคันตายุบยิบแต่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ ขึงตาให้ดูเหม่อลอยคล้ายคนปัญญาอ่อนให้มากที่สุดต่อไป

เมื่อเห็นท่าทีของเย่เวยไม่หือไม่อือดังเดิม ป้าคนนั้นก็คว้าข้อมือของนางมาสัมผัสหาชีพจร ครู่หนึ่งนางก็วางมือของเย่เวยลงแล้วหันไปพูดกับคนอื่นๆ ด้านหลังว่า “นางยังตัวอุ่นๆ อยู่ แววตาเหม่อลอยเหมือนปรกติที่เคยเป็น ชีพจรก็ยังเต้นอยู่เลย นางยังไม่ตาย”

“งั้นลองถามดูสินางเป็นใคร”

หลายคนค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ได้ยินมาว่าการยืมศพคืนชีพ การสิงร่างผู้อื่น ต่อให้ขยับเคลื่อนไหวได้แต่นั่นก็ยังเป็นร่างที่ตายแล้ว ไม่มีแววตา ไม่มีอุณหภูมิ ไม่มีชีพจร แสดงว่าเย่เวยยังไม่ตายถึงจะถูก

ป้าคนนั้นจึงหันมาถามกับเย่เวยใหม่ว่า “เจ้าบอกป้ามาซิ ว่าเจ้าเป็นใคร?”

เย่เวยไม่ขยับ นางแค่มองไปด้านหน้าตรงๆ ท่าทางดูงี่เง่าเล็กน้อย เหม่อลอยเล็กน้อย นางไม่รู้จริงๆ ว่าร่างเดิมนี้ปัญญาอ่อนขนาดไหน แต่ไม่ตอบไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ป้าคนนั้นเห็นท่าทางทึ่มทื่อของเย่เวยแล้วค่อยยิ้มออกมาได้ จึงยืนขึ้นหันไปพูดกับคนข้างหลังว่า “เรื่องไร้สาระจริงๆ! นางเด็กเย่เวยคนโง่นี่ก็ยังคงเป็นคนโง่คนเดิมอยู่ดี หากวิญญาณใหม่มาสิงร่าง มันจะโง่ได้ขนาดนี้เรอะ! บางทีนางอาจจะไม่ได้หยุดหายใจนานนัก เจ้าเด็กเหล่านั้นก็ทึกทักเอาว่านางตายแล้วน่ะสิ เอาละ, นางไม่เป็นไรแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปเถอะ ไป, ไป, กลับบ้านๆ”

ชาวบ้านที่เหลือก็เฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกโล่งใจที่เห็นว่ามีเงาอยู่ด้านหลังเย่เวยจริงๆ นางยังสามารถเคลื่อนไหวได้และยังสามารถหายใจได้ ทั้งยังมีเงาอยู่

“เจ้าเด็กป่าขนดกพวกนี้นี่! เดี๋ยวเถอะกลับไปแม่จะตีก้นให้ลายเลยเชียว อ้าวนั่น, ปลุกเสี่ยวเมาเสียด้วย เหนื่อยจนหลับไปแล้วล่ะสิ!”

ฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันไป เมื่อปลุกแล้วเสี่ยวเมาไม่ตื่นจึงมีคนช่วยแบกเขากลับบ้านไปทั้งอย่างนั้น ยังมีคนใจดียื่นมือมาจูงเย่เวยกลับไปด้วยกันเสียเลย เย่เวยรู้ว่าตอนนี้นางรอดตัวแล้ว ถึงแอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ

นับแต่นั้นมา เย่เวยจะหาเวลามานั่งเหม่ออยู่ริมน้ำหน้าหมู่บ้านเป็นประจำ นางพยายามคิดว่าที่ผ่านมานั้นเป็นความฝันหรืออะไร? รออีกไม่นานเท่าไหร่นางน่าจะตื่นขึ้นมาที่โลกเดิมได้ แต่นางตื่นมาทุกครั้งก็ยังคงเป็นร่างเล็กจ้อยของเย่เวยเด็กปัญญาอ่อนเหมือนเดิม

สายตาเหม่อลอยของเย่เวยจับจ้องนิ่งอยู่ที่ผิวน้ำ หากว่ารอแล้วนางไม่ยอมตื่นกลับมาในร่างเดิมเสียที ถ้าอย่างนั้น… ถ้านางจมน้ำอีกครั้งล่ะ? วิญญาณดวงนี้จะกลับคืนสู่ยุคปัจจุบันหรือไม่?

นางไม่อยากอยู่ที่นี่เลย ไม่อยากติดอยู่ในยุคโบราณที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีช่องทางสั่งของออนไลน์แบบนี้

ด้วยความคิดนี้ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เย่เวยจึงหาทางจมน้ำไปแล้วสี่ครั้ง บางครั้งถึงขั้นเกือบตายแต่ไม่ตาย ฟื้นกลับคืนมาในร่างเล็กจ้อยนี้ทุกครั้งไป และจะว่าโชคร้ายก็โชคร้ายอยู่นะ ทุกครั้งที่นางวางแผนจมน้ำเจาะจงต้องเป็นเสี่ยวเมาที่ลากนางขึ้นมาจากน้ำได้ทุกครั้งไปสิน่ะ! เย่เวยจับจ้องสายน้ำเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย วันนี้นางจะลองพยายามดูอีกสักครั้ง!

“ดูนั่นสิ, ปลาติดเบ็ดของพี่เสี่ยวเมาแล้ว!”

“ว้าว! พี่เสี่ยวเมาน่าทึ่งมาก”

“ว้าว! ช่างเป็นปลาตัวใหญ่อะไรอย่างนี้”

หางคิ้วของเย่เวยสั่นกระตุก เสี่ยวเมาก็คือเสี่ยวเมา วันนี้เขาไม่ได้เล่นน้ำแต่นำเบ็ดมาตกปลาอยู่ริมแม่น้ำห่างออกไปอีกหน่อย ทำให้เย่เวยชักไม่แน่ใจ ถ้านางหาเรื่องจมน้ำอีกครั้ง เสี่ยวเมาจะเข้ามาช่วยเอาไว้ได้ทันอีกหรือเปล่า?

แต่… ค่อนข้างห่างอยู่เหมือนกัน มันน่าจะสำเร็จนะ เมื่อคิดดีแล้วเย่เวยจึงไถลตัวลงน้ำทิ้งร่างแน่นิ่งดิ่งไปกับสายน้ำ ไม่รับรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น หากว่าใต้น้ำแห่งนี้มีรูหนอนซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างสองมิติอยู่จริงๆ โปรดน้ำพาวิญญาณของนางกลับบ้านด้วยเถอะ!

แต่หากว่าครั้งนี้ไม่สำเร็จ และยังอยู่ในร่างนี้เหมือนเดิม ต่อไปเย่เวยจะยอมรับความจริง แต่ขอลองอีกสักครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย หากว่าไม่สามารถกลับไปสู่ยุคปัจจุบันได้จริงๆ นางจะยอมตัดใจและใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้ อยู่ต่อไปให้ดีๆ!

หลังจากโลกมืดดับความรู้สึกเลื่อนลอยไร้แก่นสารช่างคุ้นเคย แต่สุดท้ายเย่เวยก็ตื่นขึ้นมาในร่างเล็กจ้อยเช่นเดิม ตรงหน้าคือเสี่ยวเมาที่หอบหายใจเปียกปอนไปทั้งตัว… อีกแล้ว เย่เวยได้แต่แอบถอนหายใจเงียบๆ

ในเมื่อสวรรค์ต้องการให้นางอยู่ที่นี่

ก็ได้… นางจะอยู่ที่นี่ และต้องอยู่ต่อไปอย่างดี!

“พี่เสี่ยวเมา, นางเด็กโง่นี่จมน้ำอีกแล้วเหรอ? ถ้านางอยากตายพี่ก็อย่าช่วยนางอีกเลย”

“เหลวไหล!” เสี่ยวเมาหันไปดุเด็กน้อยอีกคนที่เสนอความคิดไม่เข้าท่าเช่นนั้นออกมา “ต่อไปแค่อย่าให้นางมาริมน้ำก็ได้แล้ว”

เสี่ยวเมาไม่เต็มใจที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาตบแก้มของเย่เวยเบาๆ พลางพูดอย่างโกรธเคือง “ต่อไปเจ้าห้ามมาริมน้ำอีกนะ! ข้าช่วยเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้ายอมให้เจ้าตายไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียแรงที่เคยช่วยไปหลายครั้งนะรู้มั้ย!”

เย่เวยแอบกลอกตาอยู่ในใจกับเหตุผลไม่ได้เรื่องเช่นนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องขอบคุณเสี่ยวเมาจริงๆ ที่เขามักจะระวังทุกครั้งที่เห็นนางเข้าใกล้ริมน้ำ

เย่เวยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและจ้องตรงไปยังเสี่ยวเมา เสี่ยวเมาพูดไม่ออกไม่รู้ว่าเวยเวยกำลังคิดอะไรอยู่ กระทั่ง…

“ปลา~~”

“อะไรนะ?”

“ปลา~~”

เสี่ยวเมาตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้เขาก็ชี้ปลาตัวใหญ่ที่ยังคงดิ้นสะบัดหางอย่างอ่อนแรงอยู่บนพื้นหญ้าริมฝั่ง แล้วถามขึ้นอย่างงุนงงว่า “เจ้าต้องการมันหรือ?”

เย่เวยพยักหน้า เสี่ยวเมาฟังแล้วแม้จะงุนงงแต่ก็ยอมรับได้ เขาคว้าไหล่ของเย่เวยแล้วพูดว่า “ข้าจะให้ปลากับเจ้าทุกวัน แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่มาริมน้ำอีก ตกลงมั้ย?”

เย่เวยปัดมือของเสี่ยวเมาออกไป นางค่อยๆ ลุกขึ้นใช้มือดึงเสื้อผ้าที่เปียกลีบของตนเอง ปัดผมเปียกแนบหน้าผากออกอย่างลวกๆ แล้วเดินเงอะงะไปที่ปลาตัวใหญ่ทีละก้าว… ทีละก้าว…

นางย่อตัวลงครู่หนึ่ง ก่อนจะจับปลาตัวนั้นขึ้นมากอดเอาไว้ในอ้อมแขน แล้วปีนขึ้นไปบนตลิ่งของแม่น้ำหน้าหมู่บ้านทีละก้าว มุ่งหน้ากลับเข้าหมู่บ้านอย่างช้าๆ

เสี่ยวเมายืนนิ่งอยู่ข้างตลิ่งริมแม่น้ำอยู่นาน ทันใดนั้นก็ตะโกนใส่แผ่นหลังของเด็กหญิงตัวน้อย “เวยเวย! ต่อไปนี้เจ้าห้ามเข้าใกล้แม่น้ำแล้วนะ รู้มั้ยว่าสัญญากันแล้วห้ามผิดสัญญา!”

เย่เวยหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นางผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินหน้าต่อช้าๆ ไปยังทางเข้าหมู่บ้านโดยไม่หันกลับมามองด้านหลังอีกเลย ไม่ใช่แค่สัญญากับเสี่ยวเมา แต่เย่เวยยังสัญญากับตนเองอีกด้วย

(จบตอนแล้วจ้า เจอกันตอนหน้าอีก 5 นาที)

บางท่านเข้ามาโดยไม่ได้อ่านคำโปรยเรื่องที่ขึ้นเอาไว้ให้ จึงขอพื้นที่แจ้งบอกซ้ำให้ที่ตรงนี้เลยแล้วกันนะคะ เรื่องนี้จะอัพให้วันละ 10 ตอน จนกว่าจะจบ แบ่งเป็นหกโมงเช้าสามตอน เที่ยงสามตอนและหกโมงเย็นสี่ตอนนะคะ

อัพครบจบเรื่อง - ปิดตอนนะคะ

ถูกใจอย่าลืมโดเนท อย่าลืมให้ของขวัญกันบ้างนะคะ

(พร้อมเพย์ 0882952116)

ขอบคุณค่าาาา

ปิดตอนในวันที่ 16 พ.ค. 2567 เวลา 18.00 น. นะคะ

บทที่ 2 ยังต้องรอโอกาส

บทที่ 2 ยังต้องรอโอกาส

นางจะไม่หาทางจมน้ำตายอีกแล้ว ชาติก่อนนางเป็นคนงานชุดหมีในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฐานการผลิตส่งออกทั่วโลก แน่นอนว่านางว่ายน้ำเป็นและว่ายน้ำเก่งมากด้วย วันหยุดสุดสัปดาห์ นางไปว่ายน้ำในสระเพื่อผ่อนคลาย แต่ใครจะรู้ว่านางดำน้ำลงไปก้นสระ แล้วอยู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมากลายเป็นเด็กหญิง 6 ขวบปัญญาอ่อนเย่เวยคนนี้เสียได้

ในเมื่อกลับไปยังยุคสมัยใหม่ที่จากมาไม่ได้แล้ว เช่นนั้นนางก็จะอยู่ที่นี่ อยู่ที่บ้านที่น่าสงสารหลังนั้นของพ่อกับแม่บุญธรรมสกุลเย่ก็ได้ เมื่อคิดจะอยู่ที่นี่ทัศนคติของเย่เวยก็พลิกกลับทันที นางลงมือปล้นปลาตัวโตจากเสี่ยวเมาเดินกอดกลับบ้านไปทันที ปลาตัวโตขนาดนี้ควรค่าให้บ้านเราได้กินเป็นมื้ออาหารดีๆ สักมื้อสองมื้อ ใช่ไหมล่ะ?

ส่วนสามีภรรยาสูงวัยสกุลเย่ที่เย่เวยเรียกว่าพ่อกับแม่นั้น ตลอดหนึ่งเดือนที่ติดอยู่ที่นี่ เย่เวยมองเห็นและสัมผัสด้วยหัวใจว่าพวกเขาเป็นคนที่รักเด็กหญิงปัญญาอ่อนเย่เวยคนนี้จริงๆ เมื่อคิดถึงประเด็นนี้ เย่เวยก็รู้สึกว่านางไม่ควรคิดยึดติดเกี่ยวกับสิ่งลวงตาเพื่อแสวงหาหนทางกลับบ้านเหล่านั้นอีกต่อไป นางควรทำอะไรสักอย่างเพื่อพ่อกับแม่ที่โลกนี้ พ่อแม่ที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับเย่เวยเด็กปัญญาอ่อนที่จากไปแล้ว

คิดเสียว่า เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าของร่างนี้

ดังนั้นเย่เวยจึงเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เวยเวย, เจ้ากลับมาแล้ว” แม่เย่หญิงชราร่างผอมบางในวัย 40 กว่าปี รีบเดินออกจากบ้านมาด้วยเท้าผอมๆ คู่หนึ่งของนาง เมื่อเห็นเสื้อผ้าบนร่างของเย่เวยเปียกลีบติดตัว นางก็พูดขึ้นอย่างลำบากใจ “เวยเวย, เจ้าตกน้ำอีกแล้วหรือ แม่บอกแล้วว่าอย่าไปเล่นใกล้ริมน้ำ จำไม่ได้หรือ?”

“แม่~~ ปลา~~” เย่เวยเงยหน้าขึ้นและพยายามพูดอย่างโง่เขลาแสดงท่าทีปัญญาอ่อนน้ำลายไหลเล็กน้อย

แม่เย่ประหลาดใจมาก นางเพิ่งสังเกตเห็นตัวปลาในอ้อมกอดของเย่เวยในตอนนี้เอง ทั้งๆ ที่ปลามันตัวใหญ่มาก แต่เพราะจิตใจของนางอยู่ที่ตัวเย่เวยนางจึงไม่เห็นปลานั่นเอง “โอ้, นี่มันปลาจริงๆ ด้วย!”

แต่ครู่หนึ่งนางก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “เวยเวย, ปลานี่มาจากไหนบอกแม่สิ? มันมาจากถังของคนอื่นหรือเปล่า? ถึงครอบครัวเราจะยากจนแต่เราจะลักเล็กขโมยน้อยไม่ได้นะ ถ้าพระโพธิสัตว์รับรู้เข้าท่านจะส่งเทพภูเขามากัดนิ้วเจ้านะรู้ไหม? บอกแม่ว่าเจ้าไปเอาปลาจากถังของใครมา เราจะได้ส่งคืนกลับไป”

เย่เวยถอยหลังสองก้าวแล้วมุ่ยปากอย่างไม่พอใจ “เมา~~”

“ปลาจากถังของเสี่ยวเมาหรือ? มา, เอาปลาให้แม่แล้วแม่จะเอาปลาไปคืนให้เสี่ยวเมานะ ตกลงไหม?”

“ไม่~~” เย่เวยหลีกเลี่ยงสองมือของแม่เย่ นางกอดปลาตัวใหญ่เอาไว้อย่างดื้อรั้น อย่าตำหนิที่นางพูดจาได้ทีละคำสองคำ ทำให้คนอื่นเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ต้องทายเอาเองบ้าง ใครให้เจ้าของร่างเดิมนี้เป็นคนโง่ปัญญาอ่อนมาตั้งแต่เกิดล่ะ แค่นางพูดอธิบายได้สักสองสามคำก็ดีมากแล้ว ถ้าจู่ๆ นางพูดปร๋อออกมาละก็… โดนจับไปย่างไฟแทนปลาแน่แม่!

“ตาเฒ่าเอ๊ย! ออกมาเร็วๆ เข้า เวยเวยของเรากลับมาพร้อมกับปลา”

“แค่กๆ” หลังจากไอเป็นเวลานาน ชายสูงวัยสกุลเย่ก็เดินค้ำไม้เท้าในมือออกมาจากบ้านช้าๆ สัมผัสหน้าผากของเย่เวย มุมตาเปียกชื้นเล็กน้อย “เวยเวยเด็กดีอยากกินปลาหรือ? ต้องโทษที่พ่อกับแม่ไร้ความสามารถ”

เย่เวยทำเป็นไม่เข้าใจ นางยกปลาในมือขึ้นก่อนพูดกับพ่อแม่ที่ออกจากบ้านมาว่า “กิน~~”

“เวยเวย, ขโมยปลามาไม่ได้นะรู้มั้ย?” แม่เย่พูดซ้ำด้วยความวิตกกังวล ถ้าเย่เวยขโมยปลามาจริงๆ ประเดี๋ยวได้เกิดเรื่องแน่ๆ

“เจ้าก็คิดไปได้ แม้เวยเวยจะไม่เหมือนคนอื่น แต่พฤติกรรมลักขโมยนางไม่ทำแน่นอน” พ่อเย่หันไปตำหนิแม่เย่ ก่อนจะหันมาถามเย่เวยขึ้นว่า “เวยเวยบอกพ่อซิ เจ้าไปเอาปลามาจากไหน?”

“เมา~~ ให้~~”

“เสี่ยวเมาให้แน่หรือ?” แม่เย่ถามขึ้นอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ เมื่อเห็นเย่เวยพยักหน้า นางก็ทอดถอนใจออกมา “เสี่ยวเมาช่างดีกับเวยเวยจริงๆ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่เขาช่วยลากเวยเวยขึ้นจากน้ำ นี่ยังมอบปลาให้กับนางอีก”

“พ่อ~~ แม่~~ กิน~~” เวยเวยยื่นปลาให้กับแม่เย่

พ่อกับแม่ลูบหัวเวยเวยด้วยความโล่งใจ “ได้, คืนนี้เรากินปลากันเถอะนะ”

เย่เวยรีบส่งยิ้มโง่งมให้พ่อเย่กับแม่เย่ นับแต่นี้นางไม่ใช่เย่เวยคนเดิมอีกแล้ว และภารกิจหลักในตอนนี้คือหาทาง ‘หาย’ จากอาการปัญญาอ่อนให้ไวที่สุด แต่ก็ต้องปลอดภัยไม่โดนใครเพ่งเล็งและจับเผาไฟด้วยจ้าแม่!

แม้จะกล่าวรับปากกับเย่เวยว่าคืนนี้บ้านเราจะกินปลากัน แต่แท้ที่จริงแล้วคู่สามีภรรยาสกุลเย่ก็ยังรู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนักเกี่ยวกับที่มาของปลาตัวนี้ ระหว่างที่กำลังลำบากใจกันอยู่นั้น เสี่ยวเมาเจ้าของปลาก็วิ่งมาถึงหน้าบ้านพอดี

“ปู่เย่-ย่าเย่” เสี่ยวเมาวิ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านสกุลเย่อันทรุดโทรมด้วยใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจเล็กน้อย เดิมทีเขาก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่ชอบขว้างก้อนหินใส่เย่เวยเด็กปัญญาอ่อน เพราะรังเกียจที่นางโง่แล้วยังมีพ่อแม่แก่ชราคราวปู่ย่าอีก

แต่ในวันนี้เสี่ยวเมาโตพอที่จะรู้แล้วว่า เย่เวยไม่ได้เป็นลูกสาวของสองสามีภรรยาสกุลเย่แต่อย่างใด นางเป็นเด็กลอยน้ำที่สองสามีภรรยาสกุลเย่เก็บมาเลี้ยงเอาไว้เท่านั้น พ่อกับแม่ก็คอยสอนให้เขาเลิกรังแกเย่เวย ชีวิตของเย่เวยกับปู่ย่าสกุลเย่น่าสงสารมากพออยู่แล้ว เมื่อเขาตั้งใจมองเย่เวยอีกครั้ง จึงพบว่าความจริงแล้วหน้าตาของเย่เวยก็น่าเอ็นดูอยู่มาก เสียแต่แววตาของนางชอบเลื่อนลอย บางวันก็มีน้ำลายไหลย้อยเลยไม่น่าเข้าใกล้นักก็เท่านั้น

คู่สามีภรรยาสกุลเย่เงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวเมา แม่เย่จึงเอ่ยขึ้นอย่างเขินอายว่า “เสี่ยวเมา, เวยเวยของเราไม่ค่อยรู้ความนัก นางทึกทักนำปลาของเจ้ามาใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบนำปลาตัวนี้กลับไปเถอะนะ”

เสี่ยวเมารีบโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็วและพูดว่า “ไม่ๆ ย่าเย่เข้าใจผิดแล้ว ข้ามอบปลาตัวนั้นให้กับนางเอง ย่าเย่ดูนี่สิ ข้าจับปลาได้อีกตัวหนึ่งแล้วนะ รับเอาไปด้วยสิ”

เสี่ยวเมาเอาปลาที่แอบไว้ด้านหลังออกมาให้ย่าเย่ได้เห็น มันเป็นปลาตัวใหญ่อีกตัวที่ร้อยเหงือกด้วยเชือกเถาวัลย์ข้างทางห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของเขา คู่สามีภรรยาชราเห็นแล้วก็ค่อยวางใจ ว่าเย่เวยไม่ได้ขโมยปลามาจริงๆ แต่ก็ยังไม่สบายใจนัก “ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ ขายได้ไม่ต่ำกว่าห้าอีแปะเชียวนะ เสี่ยวเมาเด็กดี, รีบนำมันกลับบ้านไปเถอะ”

“ขอบใจเสี่ยวเมามาก แต่ปลาแค่ตัวเดียวก็พอแล้วละนะ เจ้านำตัวนั้นกลับบ้านไปเถอะ” พ่อเย่เองก็ช่วยเกลี้ยกล่อมเสี่ยวเมาเช่นกัน ผู้คนมีน้ำใจแต่เราไม่สามารถเอาเปรียบรับปลามาทั้งหมดได้ ใช่ไหมล่ะ?

เสี่ยวเมาพูดอีกสองสามคำ เมื่อเห็นว่าคู่สามีภรรยาสกุลเย่ปฏิเสธไม่ยอมรับ เขาก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว จับปลาตัวใหญ่ตัวที่สองยัดเอาไว้ในอ้อมแขนของเย่เวยแล้วหมุนตัวหันหลังกลับวิ่งหนีไปทันที

“เฮ้, เสี่ยวเมาอย่าวิ่ง เสี่ยวเมาระวังหกล้ม!” หญิงชราเย่ตะโกนตามหลังเขาไปหลายคำ แต่เสี่ยวเมานั้นวิ่งเร็วมากจนหายลับไปในพริบตา

หญิงชราเย่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้กลับนำมามอบให้พวกเรา ถ้าพ่อแม่ของเขารู้เข้า จะไม่ดุเขาหรอกหรือ?”

ชายชราเย่กล่าวขึ้นว่า “ช่างมันเถอะยายเฒ่า กลับเข้าบ้านกัน นี่คือหัวใจของเด็กน้อย รับเอาไว้สักครั้งแล้วค่อยหาโอกาสตอบแทนเขาทีหลังก็แล้วกัน”

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น” สองสามีภรรยาสกุลเย่ยังคงพึมพำกันอีกสองสามประโยค ในขณะที่เย่เวยกลับไม่สนใจ นางก็แค่อุ้มปลาตัวใหญ่ทั้งสองตัวเดินเข้าไปในลานบ้านด้วยตนเอง จัดการโยนปลาลงในอ่างไม้แล้วใช้เปลือกน้ำเต้าผ่าซีกตักน้ำใส่ลงไป ปลาตัวแรกยังคงแน่นิ่งสนิท แต่ปลาตัวใหม่ที่เสี่ยวเมาเพิ่งวิ่งตามเอามาให้กลับกระโดดดีดดิ้นไปมาทันทีที่เจอน้ำ เย่เวยแสร้งหัวเราะโง่งมออกมาด้วยความดีใจ และปรบมือแล้วตะโกนขึ้นว่า “ปลา~~ ปลา~~”

ยังคงต้องแสร้งปัญญาอ่อนต่อไปก่อนนะแม่!

เมื่อมองเห็นเย่เวยดีใจขนาดนี้ คู่สามีภรรยาชราสกุลเย่ก็ได้แต่ถอนหายใจและประคองกันเดินเข้าไปในลานบ้านที่ใช้ไม้ไผ่ล้อมรั้วขึ้นมาอย่างง่ายๆ ในเย็นนั้นหญิงชราเย่ชำแหละปลาตัวที่ตายแล้ว ใช้มันต้มน้ำแกงปลาผักป่าหม้อใหญ่ นางจงใจหยิบเนื้อปลาออกมาใส่ลงในชามใบเล็กสำหรับเย่เวย ส่วนนางกับชายชราเย่ก็ตักผักป่าในหม้อน้ำแกงขึ้นมาแบ่งกันกิน

แม้จะเป็นแค่ผักป่า แต่มันเคลือบเอาไว้ด้วยกลิ่นเนื้อและน้ำมันจากตัวปลา มันจึงปลายเป็นผักป่าที่เอร็ดอร่อยอย่างมาก หากเป็นเย่เวยเด็กปัญญาอ่อนคนเดิมย่อมไม่รู้สึกอะไร แต่ในขณะนี้ไม่ใช่เย่เวยคนเดิมแล้ว ด้านในของนางเป็นจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ในยุคสมัยใหม่คนหนึ่ง นางจะปล่อยให้คู่สามีภรรยาสกุลเย่กินแต่ผักป่า ในขณะที่ตนเองกินเนื้อปลาได้อย่างไร? นางจึงจัดการแกะก้างปลาออกจากเนื้อปลาอย่างหมดจด แล้วแบ่งให้คู่สามีภรรยาสกุลเย่ได้กินเนื้อปลาด้วยกัน

คู่สามีภรรยาสกุลเย่ก้มลงมองเนื้อปลาในชามของตนเองอย่างประหลาดใจ ไม่อยากจะเชื่อสายตา หัวตาของหญิงชราเย่พลันเปียกชื้น “เวยเวยของเราโตแล้ว แต่แม่ไม่กินหรอก แม่อิ่มแล้ว แม่ยกให้เวยเวย”

เย่เวยยู่ปากรีบคว้าชามตนเองมากอด “แม่~~ กิน~~”

ชายชราเย่ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ยายเฒ่า, ลูกกำลังกตัญญูต่อพวกเรา รีบกินเสียเถอะ”

หญิงชราเย่จึงยอมกินปลาแต่ว่านางอิ่มที่หัวใจ

ฝ่ายเย่เวยกินอาหารไปพลางก็ก้มหน้าลงครุ่นคิดไปพลางพยายามจินตนาการถึงฉากหาโอกาสสำหรับ ‘หายปัญญาอ่อน’ ของตัวเองไปพลาง เคยมีนิยายที่กล่าวถึงนางเอกปัญญาอ่อนอยู่บ้าง โดยส่วนใหญ่ข้ออ้างของการ ‘หาย’ ก็มีไม่หลายวิธีนัก หนึ่งคือหัวกระแทกแล้วตื่นมาหายดี

อันนี้อาจใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่เหมือนคนความจำเสื่อม นี่คนปัญญาอ่อนนะ หัวกระแทกแล้วหาย มัน… ฟังดูไร้เหตุผลมากเกินไป หากชาวบ้านไม่เชื่อแต่คิดว่าโดนปีศาจเข้าสิงแทนล่ะ ซวยสิเจ้าคะท่านแม่!

สองอ้างว่าเจอเทพเซียน ก็นะ… ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเซียนโด่งดังอยู่บนเขาสูงก็น่าเสี่ยงดั้นด้นขึ้นไปหา ตอนกลับลงมาค่อยหายปัญญาอ่อน ก็พอฟังขึ้นได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นอยู่ใกล้ๆ มันก็เสี่ยงที่คนจะไม่เชื่ออีกเช่นกัน

สามคือหาหมอเก่งๆ มารักษา แต่วิธีนี้คู่สามีภรรยาสกุลเย่ใช้มาหกปีจนถอดใจไปแล้ว แต่มันก็ยังเป็นทางออกที่ดีอยู่นะ แค่รอจังหวะ รอโอกาส หากได้ข่าวว่ามีหมอดีที่ไหนนางค่อยหาทางยุยงให้คู่สามีภรรยาสกุลเย่พาไปรักษาอีกที ขอแค่โอกาสเท่านั้น ไม่จำเป็นว่าหมอจะต้องเก่งกาจ รับรองว่าครั้งนี้เย่เวยจะ ‘หาย’ ปัญญาอ่อนได้แน่นอน เมื่อคิดมาคิดไปในที่สุดเวยเวยก็ตัดสินใจเลือกทางที่สาม เช่นนั้นคงต้องรอโอกาสอีกสักระยะหนึ่ง

(จบตอนแล้วจ้า เจอกันตอนหน้าอีก 5 นาที)

ทอล์คท้ายตอน ====

เดิมทีไม่มีทอล์คท้ายตอนของตอนนี้นะคะ แต่ผ่านไป 8 วัน ประเด็นสำคัญที่หลายคนมากกกก ติดใจคือ 40 ปีนี่เรียกว่าชราแล้วหรือ? ไรต์ก็ไล่ตอบไปเยอะมาก แล้วก็ยกไปตอบไว้ท้ายตอน ตอนไหนก็จำไม่ได้แล้ว ไล่ตามหาก็… หาไม่เจอแล้ว เลยตอบใหม่อีกทีตรงนี้จะดีกว่าเนาะ

คือ… ประเด็นที่ไรต์เขียนเอาไว้ว่า 40 ปี นี่เรียกหญิงชราแล้วนั้น ขออธิบายว่า ในมุมมองของนักเขียน นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายในยุคโบราณที่หญิงชายมักจะแต่งงานกันเร็ว 14-16 ปี แต่งงานมีลูกแล้วพอ 30-35 ปี เป็นย่า-ยายกันได้แล้ว คนเป็นย่ายาย ปู่ตา ในสายตาของสังคมยุคนั้นคือคนในวัยชรากันแล้ว คนในยุคสมัยนั้นก็อายุไม่ยืนยาวกันด้วยค่ะ

นักอ่านโปรดมองข้ามช่วงอายุตรงนี้ อย่านำมาเทียบกับอายุของคนในยุคปัจจุบันค่ะ คนยุคปัจจุบัน 40 กว่าปียังไม่แต่งงานยังไม่มีลูกนั้นเยอะมาก วัยนี้ยังถือว่าเป็นวัยฉกรรจ์ด้วยซ้ำไปค่ะ ดังนั้น… นักอ่านที่อายุเท่านี้แล้วมาอ่านเข้าก็สบายใจได้ เรายังไม่ได้ชราจ้าาาาาาาา

บทที่ 3 ตกเขา

บทที่ 3 ตกเขา

วันรุ่งขึ้น พ่อเย่ที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็อยู่กับบ้านสานตะกร้าเป็นอาชีพที่ใช้เลี้ยงตนเองกับครอบครัว พ่อเย่เป็นชายอายุ 40 กว่าปี แต่เพราะความยากลำบากในช่วงหลายปีมานี้ทำให้เขาดูชรากว่าอายุจริงมาก หากจะบอกว่าเขา 50 ย่าง 60 ก็ไม่มีใครค้าน

ส่วนหญิงชราเย่ก็อยู่กับบ้านทำงานจิปาถะเสร็จแล้วก็นั่งสานรองเท้าฟางเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวเช่นกัน ส่วนเวยเวยนางก็มักเล่นอยู่ในลานบ้านอย่างเลื่อนลอยคนเดียว ไม่ก็ออกไปเดินรอบๆ หมู่บ้าน เห็นอะไรก็เหม่อลอย งุนงงอยู่ตรงโน้นบ้าง งุนงงอยู่ตรงนี้บ้าง สรุปคือเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ

หลังจากที่เย่เวยเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางก็ยังคงแสร้งโง่ปัญญาอ่อนรอคอยโอกาสต่อไป ชาวบ้านเห็นเข้าก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนัก นับว่าเย่เวยกลมกลืนกับชาวบ้านได้อย่างแนบเนียน

วันนี้ เมื่อหญิงชราเย่แบกตะกร้าไปที่ภูเขาด้านหลังเพื่อขุดหาผักป่า เย่เวยก็ลุกขึ้นเดินตามหลังหญิงชราเย่ไปอย่างเงียบๆ “เวยเวย, ทางขึ้นเขาเดินลำบาก หกล้มได้ง่าย เมื่อหกล้มแล้วก็จะเจ็บตัว เจ้ารีบกลับบ้านให้พ่อช่วยสานนกน้อยให้เล่นเถิดนะ”

เย่เวยเงยหน้าขึ้นมองหญิงชราเย่สีหน้าเลื่อนลอยไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ทันทีที่หญิงชราเย่หันหลังออกเดิน นางก็เดินตามไปด้วย สุดท้ายหญิงชราเย่ก็ไล่เย่เวย ให้กลับบ้านไปไม่สำเร็จ จึงได้แต่ตัดใจพาเย่เวยขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน เดินไปพลางก็สอนนางไปพลางว่าผักป่าชนิดใดกินได้ ผักป่าชนิดใดกินไม่ได้ ผักชนิดใดมีกรรมวิธีพิเศษก่อนกิน ทั้งที่รู้ว่าเย่เวยจะไม่เข้าใจ แต่หญิงชราเย่ก็ยังคงพูดสอนไปเรื่อยๆ อย่างไม่รำคาญใจ

แม้เวยเวยจะแสดงอาการนิ่งเฉยแต่สมองน้อยๆ ของนางกำลังเรียนรู้สิ่งที่แม่เย่สอนอย่างหนัก เพราะนางรู้ว่านี่คือสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกโบราณแห่งนี้ เมื่อพากันเดินขึ้นเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หากเย่เวยพบเห็นผักป่าที่แม่เย่สอนนางจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามันไม่ยอมเดินต่อไป ทำทีเป็นจ้องมันเขม็งจนแม่เย่กวักมือเรียกก็ยังไม่ขยับจนแม่เย่ต้องวกกลับมาดู ถึงได้รู้ว่าที่นางยืนมองจ้องอยู่คือผักป่าที่นางสอนไปเมื่อครู่นั่นเอง

“เวยเวยของเราจำได้จริงๆ!” แม่เย่ดีใจมาก หลังจากนั้นนางจึงสอนเรื่องผักป่าให้เย่เวยรู้จักอีกหลายชนิด และพบว่าเด็กคนนี้จำได้จริงๆ เมื่อนางหยุดเดินรอให้แม่เย่ย้อนกลับมาดู หญิงชราเย่รีบวางตะกร้าหลังลง นั่งคุกเข่ากุมมือคำนับไปทางยอดภูเขา

“อมิตาพุทธ! ขอบคุณท่านเทพแห่งขุนเขา ต่อไปถ้าไม่มีพวกเราเวยเวยจะไม่อดตายแล้วหากนางรู้จักแยกแยะผักป่าได้เช่นนี้”

เย่เวยย่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่าที่จริงชาวบ้านยุคนี้ก็เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่นางคิดเสียอีก ที่แท้ไม่จำเป็นต้องไปหาดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่ออะไรมาทำให้ตนเอง ‘หาย’ จากอาการปัญญาอ่อน แค่นางอ้างถึงเทพแห่งขุนเขาขึ้นมา…

ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเชื่อหรือเปล่านะแม่!

เมื่อหญิงชราเย่คุกเข่าโค้งคำนับไปที่ทางยอดภูเขาเรียบร้อยแล้ว นางก็หันมาสัมผัสใบหน้าเล็กๆ ของเย่เวยด้วยความรักและพูดด้วยความโล่งใจว่า “โชคดีจริงๆ ที่พาเวยเวยมาใกล้ชิดกับท่านเทพแห่งขุนเขา ไม่แน่ว่าพาเวยเวยมาบ่อยๆ เจ้าอาจดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้”

นั่น… ได้ช่องทางแล้วหนึ่งละแม่!

เย่เวยก็ดีใจมาก ค้นพบช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หากใช้ช่องทางนี้จริงๆ คงต้องค่อยเป็นค่อยไป อาการดีขึ้นเรื่อยๆ จะ ‘หาย’ แบบปุบปับมิได้

เย่เวยและแม่เย่ขุดผักป่าไต่สูงขึ้นไปตามไหล่เขา จนถึงจุดหนึ่ง นางก็ยืนนิ่งมองลงไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างเปิดทิวทัศน์แบบพาโนรามากว้างสุดสายตา

“เวยเวยมองอะไรอยู่?” หญิงชราเย่วางตะกร้าลงแล้วลุกขึ้นทุบเอวตนเอง

เย่เวยชี้นิ้วไปที่สุดขอบฟ้าด้านหนึ่ง “แม่~~”

หญิงชราหยีตามองจ้องอยู่เป็นเวลานานก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เวยเวยแม่แก่แล้ว สายตาไม่ดี มองไม่เห็นอะไรเลย”

เย่เวยหันกลับมามองแม่เย่ รูปลักษณ์ของนางเป็นหญิงชราคนหนึ่งที่มีผมสีขาวงอกแซมอยู่ท่ามกลางผมสีดำ ผมหงอกสะท้อนประกายระยิบระยับอยู่ท่ามกลางแสงแดด ริ้วรอยบนใบหน้าของนางเป็นร่องลึกเกือบจะดักจับยุงหนีบจนพวกมันตายได้แล้ว นี่คือรูปลักษณ์ของหญิงช่วงวัย 40 กว่าปีจริงหรือ?

เย่เวยได้แต่ถอนหายใจลับๆ

รอให้นางมีรายได้ที่มากพอก่อน นางจะต้องบำรุงร่างกายของพ่อเย่กับแม่เย่ให้พวกเขามีรูปร่างที่สมวัยของตนเอง ไม่ใช่แก่กว่าวัยมากมายเช่นนี้ให้ได้ คอยดู!

ขณะที่หญิงชราเย่กำลังนั่งพักผ่อน เย่เวยหยิบจอบเล็กของแม่แย่ขึ้นเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณบนเนินเขาแห่งนั้น และหยุดนั่งลงขุดผักป่าขึ้นมาเป็นระยะ ได้จำนวนหนึ่งก็หอบกลับมากองตรงหน้าแม่เย่ แล้ววิ่งออกไปขุดหากลับมาใหม่ ทางหนึ่งก็สนุกดี ทางหนึ่งก็ประหยัดแรงให้แม่เย่ ทางหนึ่งก็เป็นการเรียนรู้ไปในตัว ขุดมาขุดไปเดินเข้าใกล้ทางลาดโดยไม่รู้ตัว และนางก็สะดุดโดยไม่ทันสังเกตและเกือบจะกลิ้งลงเนินเขาไปเสียแล้ว

โชคดีที่นางคว้าต้นไม้เล็กๆ ข้างทางลาดเอาไว้ได้ทัน หลังจากปีนขึ้นมาแล้วก็ตบอกด้วยความกลัว แต่เอ๊ะ… ถ้านางแสร้งกลิ้งตกเขาแล้วตื่นขึ้นมา ‘หาย’ ชาวบ้านจะสงสัยมั้ยนะ?

เย่เวยรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป มันไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด อันที่จริงต่อให้นางจะล้มลงตรงนี้ อย่างมากที่สุดก็แค่กลิ้งกุกๆ ลงไปหยุดอยู่ด้านล่างผิวหนังถลอกปอกเปิกไปบ้างก็เท่านั้น อย่าว่าแต่ชาวบ้านจะไม่เชื่อเลย แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เชื่อว่านางจะ ‘หาย’ ได้เพราะเหตุนี้

เย่เวยตัดสินใจเลิกคิดที่จะทำให้ตนเองเจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์ จึงก้มลงหอบผักป่าขึ้นมาเต็มอ้อมอกหมุนตัวปีนขึ้นเขาไปหาแม่เย่แทน

“แม่~~” เย่เวยร้องเรียกแม่เย่พร้อมชูผักป่าในมือขณะปีนขึ้นไปหาหญิงชราเย่

“ว่าไงเวยเวย” หญิงชราเย่ยืนขึ้นและเดินมาหาเย่เวยอย่างรวดเร็ว เมื่อนางเข้ามาใกล้เย่เวยที่กำลังปีนขึ้นมาก็เท้าลื่นกรีดร้องดัง “อ๊ะ!” แล้วกลิ้งลงมาตามทางลาดแบบไม่ได้ตั้งใจ กลิ้งแล้วก็… กลิ้ง…

สาบานได้เลยนางไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แม่!

“อ๊า! เวยเวย! เวยเวยของข้า! ใครก็ได้ช่วยด้วย…” หญิงชราเย่ตะโกนด้วยความตื่นตระหนก เย่เวยกลิ้งลงไปตามทางลาด ในที่สุดก็… โป๊ก!

เจ๊ย… หัวกระแทกบางสิ่งอย่างแรงจนหมดสติไป!

โอย… ปวดหัวชะมัดยาด!

เย่เวยที่ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพยายามยกมือขึ้นแตะหน้าผากที่ปวดตุบๆ แต่นางพบว่ามือของตนเองช่างหนักยิ่งนักและไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย เมื่อนางลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดจ้าส่งผ่านช่องหน้าจั่วของหลังคาผุพังที่บ้านลงมาเป็นลำยาว ทำให้แสบตาจนต้องปิดตาลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

ที่แท้นางก็กลับมาถึงบ้านแล้ว ไม่รู้จะทำให้แม่ตกอกตกใจมากหรือไม่ นี่แหละน้า… คนคิดไม่ดี วางแผนโน่น นี่ นั่น มากมายทั้งวัน โดนสวรรค์ลงโทษเลยแม่!

“แม่เสี่ยวเมา, ขอบใจมากจริงๆ ที่ช่วยเหลือพวกเรามากมายเช่นนี้” เสียงของแม่เย่กล่าวคำสุภาพกับแม่ของเสี่ยวเมาอยู่ด้านนอกตัวบ้านทำให้เย่เวยรีบเงี่ยหูฟังทันที เกิดอะไรขึ้นอีกหรือ?

“ป้าเย่, มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย เป็นเสี่ยวเมาที่ได้ยินคนหมู่บ้านข้างเคียงพูดว่ามีต้าซือที่รู้วิชาแพทย์ผ่านทางมาแถวนี้ เขาจึงรีบวิ่งไปเชิญต้าซือมาเผื่อว่าจะช่วยรักษาให้กับเวยเวยได้บ้าง ใครจะไปรู้ว่าต้าซือยังไม่ทันมาถึง เวยเวยก็พลัดตกเขาหัวแตกเข้าเสียก่อนแล้วน่ะ เฮ้อ… เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ” แม่เสี่ยวเมาตอบกลับขณะนั่งพูดคุยกับแม่เย่อยู่นอกตัวบ้าน

เย่เวยหูตั้งหางชี้ฟ้าขึ้นมาทันที ต้าซือที่รู้วิชาแพทย์

โอกาสที่รอคอยมาถึงแล้วแม่!

ไม่ว่าต้าซือจะเก่งหรือไม่เก่ง ครั้งนี้นางได้ ‘หาย’ ปัญญาอ่อนแน่ๆ แล้ว เย่เวยอยากหัวเราะดังๆ นักแต่ทำไม่ได้ ได้แต่สะกดอดกลั้นเอาไว้ ใจจดใจจ่ออย่างรอคอย เมื่อไหร่ต้าซือจะมา~~

ความทรมานคือการรอคอย ยิ่งเป็นการรอคอยที่ขยับไปไหนไม่ได้ต้องนอนหงายรออยู่เงียบๆ ทำเอาเย่เวยหลับสนิทไปอีกรอบหนึ่งแล้วต้าซือก็ยังไม่มา กระทั่งนางค่อยรู้สึกตัวอีกครั้งพลันพบว่าในห้องไม่ได้มีเพียงนางแต่ยังมีคนอื่นอยู่ด้วยจึงแสร้งปิดตาทำหลับต่อไปเงียบๆ

“สภาพร่างกายของเด็กคนนี้ประหลาดมาก” นั่นคือเสียงเก่าแก่ชราภาพอย่างมากเสียงหนึ่ง เย่เวยที่หลับตานอนนิ่งบนเตียงคาดเดาว่าน่าจะเป็นเสียงของต้าซือที่เสี่ยวเมาวิ่งไปเชื้อเชิญมา

“นางเพิ่งกลิ้งตกเขาลงมา อาการร้ายแรงหรือขอรับต้าซือ?” พ่อเย่เอ่ยถามขึ้นอย่างวิตกกังวล

“นางปัญญาอ่อนมาตั้งแต่เกิดแล้วเจ้าค่ะต้าซือ” เสียงของแม่เย่เองก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกับเสียงของพ่อเย่

“อาตมาไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านั้น นอกจากหัวที่แตกเล็กน้อยร่างกายนางไม่มีอะไรผิดปรกติ ไม่ถูกสิ! ขออาตมาตรวจสอบร่างกายของนางอีกครั้ง” เสียงชราภาพยังคงดังอยู่ข้างหูก่อนจะมีสัมผัสบางอย่างแตะไปตามข้อต่อของมือและเท้ารวมถึงกดลงมาตรงกลางช่วงท้องเบาๆ

ทุกจุดที่สัมผัส เย่เวยรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายเข้ามาในร่างกายของตนเองอย่างประหลาด หือ? ที่คือกำลังภายใน ในตำนานหรือเปล่าแม่?

“ไม่ผิด” สุดท้ายเสียงของต้าซือชราก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง “สภาพร่างกายของนางแปลกประหลาดจริงๆ เสียด้วย ประสกแจ้งเวลาเกิดของนางให้อาตมาทราบทีเถิด”

“เรียนต้าซือ, พวกเราไม่มีเวลาเกิดของนางเจ้าค่ะ” เสียงแม่เย่กล่าวตอบต้าซือชราอย่างนอบน้อม พร้อมอธิบายต่อว่า “นางไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเรา พวกเราเก็บนางได้จากสายน้ำหน้าหมู่บ้านเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนั้นนางเป็นทารกแรกเกิดลอยมาตามน้ำเจ้าค่ะ”

“6 ปีก่อนหรือ…” เสียงของต้าซือชราคล้ายเหม่อลอยเล็กน้อย “เมื่อ 6 ปีก่อน เกิดอุกกาบาตตกใส่เมืองตงเปียนที่อยู่ทางเหนือต้นแม่น้ำสายนี้ ในเมืองตงเปียนเกิดโรคระบาดแปลกประหลาดทำให้ผู้คนในเมืองนั้นล้วนตกตายเป็นจำนวนมาก เมื่อทางการรู้เข้าก็ส่งกองทัพมาปิดล้อมเมืองไม่ให้ใครเข้าออก สุดท้ายชาวเมืองก็ตกตายจนสิ้น หากประสกบอกว่าเก็บนางได้จากสายน้ำ…”

ไม่ต้องให้ต้าซือชราพูดต่อ เย่เวยก็พิจารณาเองได้แล้วว่า ที่แท้ตนเองไม่ใช่พ่อแม่ไม่รัก แต่เพราะต้องการให้นางมีทางรอดจึงจับนางลอยมากับถังไม้ อาจมีเพียงทางนี้ทางเดียวก็ได้ที่จะช่วยให้นางรอดพ้นจากเมืองที่ถูกทางการปิดล้อมเมืองนั้น

“บางทีเด็กคนนี้อาจรับเชื้อประหลาดนั่นเอาไว้ในตัว ทำให้นางอ่อนแอเจ็บป่วยออดแอดให้พวกประสกพานางไปหาหมอทั่วทุกที่มาตลอด 6 ปี จนในที่สุดนางก็รอดมาได้เช่นนี้ บางทีนี่อาจเป็นเคราะห์แต่ก็อาจเป็นโชคเช่นกัน เฮ้อ…” ต้าซือชราทอดถอนใจ

“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?” แม่เย่วิตกกังวลเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นางจะอายุสั้นอย่างนั้นหรือ?”

“มิได้ๆ” ต้าซือชราพูดต่อว่า “การที่นางรักษาชีวิตรอดพ้นมาได้ ถือว่าผ่านเคราะห์นั้นไปแล้ว แต่โรคประหลาดนั่นก็ปรับสภาพร่างกายของนางจนแปลกพิกลเช่นนี้ ส่วนที่เป็นหยินกลับไม่เป็นหยิน ส่วนที่เป็นหยางกลับไม่เป็นหยาง สภาพภายในร่างกายยุ่งเหยิงไปหมด นางถึงได้อ่อนแอช่วยเหลือตนเองไม่ได้ แต่หาก…”

เสียงของต้าซือชราเงียบงันไปนานอย่างครุ่นคิดก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “แต่หากอาตมาลองฝังเข็มช่วยปรับหยินหยางให้กลับคืนสภาพเดิมได้ บางทีร่างกายนางจะไม่อ่อนแอเช่นนี้อีกก็ได้”

“ต้าซือโปรดเมตตานางด้วยเจ้าค่ะ” เสียงตุบดังขึ้นเบาๆ เย่เวยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะนางไม่กล้าลืมตาในเวลานี้

(จบตอนแล้วจ้า เจอกันตอนหน้าตอนเที่ยงวัน)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...