โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การแบ่งสรรปันอำนาจ (Power-sharing) และการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน

TODAY

อัพเดต 28 เม.ย. 2562 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 09.32 น. • Workpoint News

ขอขอบคุณ Workpoint News ที่เชิญไปออกรายการวิเคราะห์การเลือกตั้งเมื่อคืนวันที่ 24 มีนาฯ รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมเวทีกับพิธีกรและทีมงานทุกท่าน รวมถึงได้เจออาจารย์โกวิท วงศ์สุรวัฒน์เป็นครั้งแรก และต้องขอโทษที่อาจไม่ได้พูดอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนดูมากนัก เหตุผลหลักเพราะผลเลือกตั้งที่ออกมานั้นเหนือความคาดหมายมากเกินไป จนชุดความคิดที่เตรียมมานั้นไร้ค่าไปในทันที

หลังจากได้มานั่งคิด และได้เป็นสนามรองรับอารมณ์ของเพื่อนๆ ที่มีทั้งแสดงความเสียใจ ให้กำลังใจ และสมน้ำหน้าแล้ว ก็ทำให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจจากการเลือกตั้งครั้งนี้ และหลังการเลือกตั้งผ่านไปได้ 1 เดือน ก็ทำให้ได้มองเห็นทิศทางและปัญหาที่เกิดจากการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัดในครั้งนี้

แรงบัลดาลใจในการเขียนบทความนี้ได้มาจากการที่ผู้เขียนได้เห็นข้อความบนทวิตเตอร์ของอาจารย์แดน สเลเตอร์ (Dan Slater) ผู้อำนวยการศูนย์ประชาธิปไตยบังเกิดใหม่ มหาวิทยาลัยมิชิแกน วิทยาเขตแอนอาร์เบอร์ ที่พูดถึงข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ (Power-sharing Agreement) ในประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาร์ที่อาจจะเป็นตัวอย่างและแรงบัลดาลใจให้ประเทศไทยในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันได้ นอกจากนั้นผู้เขียนยังได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของอาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ที่พูดถึงการแบ่งสรรปันอำนาจทางการเมืองใหม่เช่นกัน

ผู้เขียนจึงอยากจะขอตั้งข้อสังเกตุเพิ่มเติมจากมุมมองของผู้เขียนเอง และกล่าวคำขอร้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อชดเชยการที่พูดอะไรไม่ออกในสตูดิโอของ Workpoint News ในคืนวันเลือกตั้ง

 

ต่างฝ่ายต่างต้องยอมรับว่า มีมวลชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์และความเชื่อของฝ่ายตน

ในสถานการณ์ความตรึงเครียดทางการเมือง และในขณะที่สัญญาณทุกอย่างกำลังมุ่งหน้าไปยังการปะทะกันอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างต้องไม่ลืมว่าในท้ายที่สุดแล้ว เราจะไม่มีทางกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งไปจากประเทศไทยได้ แม้ว่าในใจทุกคนน่าจะมีฝ่ายที่คิดว่ามีความชอบธรรมมากกว่า แต่ฝ่ายที่ตรงกันข้ามกับเรานั้นกำลังคิดว่าเราเป็น "ศัตรู" ที่น่ากลัวและอันตราย บางคนคิดมากไปกว่านั้นว่าฝ่ายตรงข้ามคือ "โจร" เป็นคน "หนักแผ่นดิน" หรือเป็นสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์เลยเช่น "ไดโนเสาร์" "ควาย" “แมลงสาบ” ฯลฯ

มีพี่ชายท่านหนึ่งที่ผู้เขียนนับถือได้กล่าวไว้ว่า "สถานการณ์ทุกอย่างมีสามด้านเสมอคือ ด้านของเรา ด้านของเขา และด้านของความจริง" และด้วยเหตุนี้แต่ละฝ่ายจึงต้องมองข้ามค่ายและเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่มีฝ่ายไหน "เลว" หรือ "ดี" 100% เหตุผลหลักที่เราต้องยอมรับสัจธรรมข้อนี้คือการลดอุณหภูมิความขัดแย้งในปัจจุบัน ไม่ให้ไปถึงหายนะและการสูญเสียเลือดเนื้อบนท้องถนนอีกครั้ง หากทำสิ่งนั้นไม่ได้เพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน อย่างน้อยก็ควรมองข้ามผู้นำของแต่ละฝ่ายและคำนึงถึงชีวิตของมวลชนที่สนับสนุน มวลชนพวกนี้ต่างหากที่ต้องถูกโน้มน้าวให้เข้าใจและเห็นด้วยกับ "อุดมการณ์" และ "ความถูกต้อง" ในอุดมคติของแต่ละฝ่าย มวลชนของฝ่ายตรงข้ามจึงไม่ควรถูกมองเป็น "ศัตรู" ที่ต้องกำจัด เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าเราไม่มีทางกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ การปฏิรูปที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมวลชนที่เห็นต่างและทำตัวเป็นแรงเสียดทานนั้นถูกโน้มน้าวให้ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

ทั้งหมดที่พูดมามิได้พยายามจะให้เกิดความขัดแย้งที่น้อยลง แต่ต้องเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความจริงที่ว่าทั้งสองฝ่ายยังจะต้องอยู่ร่วมบนแผ่นดินเดียวกันต่อจากนี้ หรืออย่างที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้กล่าวไว้ว่า "Not disagreeing less, but disagreeing better" หรือแปลได้ว่า "ไม่ใช่ให้เห็นแย้งกันน้อยลง แต่ให้เห็นแย้งในทางที่ดีขึ้น"

 

ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ (Power-sharing Agreement) น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

ภายใต้สัจธรรมที่ว่าเราทั้งสองฝ่ายยังต้องอยู่บนผืนแผ่นดินไทยร่วมกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทำให้ผลลัพธ์การคลี่คลายสถานการณ์ควรที่จะออกมาในเชิงการแบ่งสรรปันอำนาจการปกครองให้กับแต่ละฝ่าย และหากเรามองว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการ "give & take" (มีทั้งได้และเสีย) และ "compromise" (การประนีประนอม) แล้ว เราก็น่าจะยอมรับกันได้ว่าจะไม่มีฝ่ายไหนที่จะได้ทุกอย่างที่ต้องการ 100% การคลี่คลายสถานการณ์จึงควรจะออกมาในเชิง “ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ” หรือ  "Power-sharing Agreement" ที่จะนำเราไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบร่วมมือ” หรือ  “Consociational Democracy” และเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตยหลังจากที่เราหยุดการพัฒนามา 5 ปี ข้อเสนอนี้จะแตกต่างจากข้อเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ผ่านมา เพราะจะมีฝ่ายค้านได้และนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนกลาง ผู้เขียนจะอธิบายแนวคิดนี้เพิ่มเติมในตอนท้ายบทความ

แต่ก่อนจะถึงข้อตกลงตรงนั้นได้ น่าจะต้องมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เกิดทางตันทางการเมืองหรือเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาและพูดคุยกันมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายต้องอ่านความต้องการในสิ่งที่ “ยอมไม่ได้” ของฝ่ายตรงข้าม และสิ่งที่แต่ละฝ่ายสามารถ “ยอมได้” เพื่อหาจุดร่วมที่จะสามารถตกลงกันได้ ในภาษาของนักไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเรียกจุดร่วมนี้ว่า "Zone of Possible Agreement" หรือ "ZOPA"

เพื่อความเป็นไปได้ของการตกลงและรอมชอม ผู้เขียนอยากสรุปสิ่งที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญมากที่สุด และความท้าทายของฝ่ายตัวเองที่แต่ละฝ่ายจะต้องยอมรับและปรับความคิด เพื่อที่เราทุกคนจะไม่ต้องเห็นการนองเลือดครั้งใหญ่ขึ้นอีก

 

สิ่งที่ฝ่าย คสช. และแนวร่วมต้องการคืออะไร?

สิ่งที่ฝ่าย คสช. และแนวร่วมกลัวที่สุดคืออิทธิพลของคุณทักษิณที่มีต่อความเป็นไปของการเมืองไทย เหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ. และรูปถ่ายวันแต่งงานของลูกสาวของคุณทักษิณน่าจะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่าคุณทักษิณยังพยายามมีส่วนร่วมและมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คุณทักษิณพยายามเล่นเกมส์การเมืองในระดับมหภาค และอาจจะมองการต่อสู้ของการเมืองในระดับประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนกลุ่มใหญ่และเป็นคนที่มีอำนาจที่คิดว่า "ระบอบทักษิณ" นั้นน่ากลัวและอันตรายต่อประเทศมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน คสช. และแนวร่วมให้ความสำคัญกับการเมืองระดับปัจเจกบุคคลมากกว่าโครงสร้าง กล่าวคือพวกเขาคิดว่าระบอบใดก็ตามหากตัวบุคคลคิดไม่ซื่อ เป็นคนคดโกง ระบอบนั้นก็ไร้ความหมาย ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากความคิดของฝั่งตรงข้ามที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างมากกว่าตัวบุคคล

คสช. และแนวร่วมต้องการสร้างการคานอำนาจในเชิงราบ (Horizontal accountability) ซึ่งก็คือการถ่วงดุลอำนาจผ่านองค์กรอิสระต่างๆและพวกเขาสามารถทำได้สำเร็จเป็นอย่างมาก หากฝ่ายตรงข้ามสามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งได้ คสช. และแนวร่วมจะยังมีกลไกต่างๆ ที่จะถ่วงดุลรัฐบาลต่างขั้วได้ไม่ยากนัก สิ่งที่พวกเขาขาดคือการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองโดยใช้ Vertical accountability หรือการคานอำนาจในแนวดิ่ง ซึ่งก็คือการได้รับฉันทามติจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่เขาไม่เคยมีเท่าฝ่ายตรงข้าม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการพยายามเพิ่มความชอบธรรมในลักษณะหลัง เราจึงเห็นการต่อสู้ที่ทั้งสองฝ่ายต่างทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะ ในขณะที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องการยื้อ Vertical accountability ไว้อยู่กับฝ่ายตน ฝ่าย คสช. และแนวร่วมนั้นต้องการแย่งความชอบธรรมนี้มาส่งเสริมการอยู่ในอำนาจของตน

"ความจงรักภักดี" หรือ "Loyalty" เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฝ่าย คสช. และแนวร่วมถือเป็นค่านิยมสำคัญ "ความจงรักภักดีในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สำหรับ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" แต่รวมไปถึงความจงรักภักดีต่อองค์กร ต่อสถาบันการเมืองต่างๆ หรือต่อกองทัพ ค่านิยมเช่นนี้เป็นแกนความเชื่อหลักของแนวคิดอนุรักษนิยมทั่วโลก คสช. และแนวร่วมเชื่อว่าความจงรักภักดีจะสร้างความสามัคคี ความสงบ และในที่สุดจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรื่ิองให้กับประเทศชาติได้ คสช.และแนวร่วมจึงมองความแตกแยก  ความคิดต่าง และความคิดที่ขัดแย้งต่อวัฒธรรมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติเป็นสิ่งที่น่ากลัว สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดถึงค่านิยมนี้ก็คือ การที่ คสช. และแนวร่วมอนุรักษนิยมมองว่าการวิจารณ์สิ่งต่างๆ ที่เกิดในประเทศโดยทั้งนักวิชาการหรือคนทั่วไปว่าเป็นการ "ให้ร้าย" ประเทศชาติ ในขณะที่กลุ่มคนที่มีความคิดก้าวหน้านั้นจะมองว่าการวิจารณ์หรือการพูดคุยอย่างเสรีนั้นจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

 

ความท้าทายของฝ่าย คสช. และแนวร่วมคืออะไร?

คสช. และแนวร่วมควรจะตระหนักได้เสียที่ว่าการต่อสู้กับคุณทักษิณนั้นไม่สามารถมีฝ่ายใดที่ชนะเบ็ดเสร็จได้ คุณทักษิณยังอยู่ในใจของหลายคนไม่ว่า คสช. และแนวร่วมจะมีความเกลียดชังอดีตนายกฯ ท่านนี้เพียงไร การต่อสู้ในแบบเดิมๆ ด้วยวิธีเดิมๆ ไม่ได้ทำให้ความนิยมต่อตัวของคุณทักษิณลดลงในใจของหลายคน ยิ่งไปกว่านั้นการต่อสู้ของ คสช. ได้ทำให้คุณทักษิณเป็นนักรบพลีชีพ (“Martyr”) เขาได้กลายเป็นฮีโร่และตัวแทนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เขาไม่ควรได้เครดิตนั้นหากมองถึงประวัติศาสตร์การเป็นผู้นำของเขาในอดีต  คสช. และแนวร่วมต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก การเดินเกมของ คสช. และแนวร่วมในการสร้างคู่ขัดแย้งใหม่มีแต่จะเป็นการเพิ่มความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามและสร้างนักรบพลีชีพคนใหม่ การต่อสู้กับคุณทักษิณมีทางเดียวเท่านั้นคือการต่อสู้ตามวิธีทางประชาธิปไตย ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า และนั่นหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณต้องชนะการเลือกตั้งโดยไม่ใช้วิธีการเดียวกับที่เคยกล่าวหาพวกพ้องของคุณทักษิณ และที่สำคัญการเลือกตั้งนั้นต้องโปร่งใสและชัยชนะต้อง "สง่า" และไร้ข้อกังขา ซึ่งนั่นอาจจะต้องใช้เวลา การตัดตอนวงจรการทำงานของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่มีแต่จะช่วยเพิ่มความชอบธรรมให้ฝ่ายคุณทักษิณและเครือข่าย และจะทำให้มวลชนที่เรียกร้องสิทธิทางประชาธิปไตยรู้สึกเป็นผู้ถูกกระทำและถูกเอาเปรียบมากขึ้นไปอีก

หาก คสช. และแนวร่วมได้รับ "ชัยชนะ" และกลับมาสู่อำนาจหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ แรงต่อต้านที่จับต้องได้อาจจะลดลงชั่วขณะ อย่างไรก็ตาม คสช. และแนวร่วมต้องคำนึงอยู่เสมอว่า "ความสงบ" ที่เกิดขึ้นเป็นความสงบแต่เพียงผิวเผินที่กำลังรอการปะทุขึ้นอีกครั้ง ในมุมมองของฝ่ายตรงข้าม คสช. และแนวร่วมจะยังคงเป็น "เผด็จการ" เพียงแต่จะเปลี่ยนจากเป็น "เผด็จการ" ที่ยึดอำนาจเข้ามาเป็น "เผด็จการ" ที่ผ่านการเลือกตั้ง  คสช. และแนวร่วมต้องอย่าลืมว่า "เผด็จการรัฐสภา" หรือความไม่เสรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คือสิ่งที่ใครหลายคนร่วมต่อต้านกันมา การได้รับการยอมรับจากคู่ต่อสู้ทางการเมืองและประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมในเชิง Vertical accountability ที่ คสช. และแนวร่วมแสวงหา แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ คสช. และแนวร่วมได้รับสิ่งนี้ ซ้ำไปกว่านั้นการที่องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งและฝ่ายตุลาการมุ่งหน้าที่จะจับตาและเล่นงานกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” เป็นพิเศษก็ไม่ได้ช่วยให้ คสช.ได้รับความชอบธรรมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น การบั่นทอนความชอบธรรมของตัวเองเช่นนี้ยิ่งจะทำให้ความขัดแย้งมุ่งหน้าไปสู่การปะทะกันบนท้องถนนและสูญเสียเลือดเนื้อได้เร็วและรุนแรงขึ้นไปอีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ คสช. และแนวร่วมถูกท้าทาย แต่เหมือนพยายามปิดหูปิดตาตัวเองอยู่ ก็คือความจริงที่ว่าการพัฒนาในโลกของเรากำลังอยู่ระหว่างการถูก disrupt ในระดับที่รุนแรงมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) มีคำกล่าวของ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้ง World Economic Forum ว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคของ "Information Revolution" หรือ การปฏิวัติทางด้านข้อมูล กล่าวคือการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนทำได้ง่ายและมีตัวเลือกมาก อำนาจในการควบคุมข้อมูลและข่าวสารจึงทำไม่ได้เหมือนในยุคก่อน อะไรที่ยิ่งปิดจะยิ่งเป็นจุดสนใจและน่าค้นหา อะไรหรือใครที่เป็นผู้ถูกกระทำก็มีช่องทางมากมายที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและสร้างกระแสให้เพิ่มขึ้นไปอีก เราอาจจะเรียกได้ว่า "อำนาจ" นั้นได้ถูกทำให้ "ซึม" หรือ "Power diffusion” ไปทุกหนทุกแห่ง การพยายามฝืนความเปลี่ยนแปลงไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ในอำนาจของ คสช. และแนวร่วม การปฏิวัติทางด้านข้อมูลที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้การจำกัดและกำจัดอิทธิพลทางความคิด อุดมการณ์ และความเชื่อได้ยากมากขึ้นไปอีก ปัจเจกบุคคลกลายเป็นแค่ตัวแทนทางความคิดและความอัดอั้นที่แพร่หลาย หาก คสช. และแนวร่วมประสบความสำเร็จและสามารถล้มได้หนึ่งคน อีกไม่นานก็จะมีบุคคลผู้เป็นตัวแทนขึ้นมาใหม่ ความเสียสละที่แท้จริงของ คสช. และแนวร่วมจึงไม่ใช่ความพร้อมที่จะเสียสละชีพเพื่อกำจัดอิทธิพลทางความคิดที่แตกต่าง แต่ความเสียสละที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศคือการยอมเปิดพื้นที่รับฟังความคิดและความอัดอั้นเหล่านี้ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคิดที่หลากหลายเหล่านี้ให้ได้

 

สิ่งที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องการมากที่สุดคืออะไร?

สิ่งที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" เรียกร้องมาโดยตลอดก็คือการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรม เพื่อที่เราจะได้รู้ถึงฉันทามติของประชาชนอย่างแท้จริงและปูทางนำไปสู่ความยุติธรรมทางสังคม เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความชอบธรรมที่ค่อนข้างต่ำตั้งแต่เริ่มต้นเนื่องจากคนเขียนกติกากลายมาเป็นผู้เล่นเสียเอง และการออกแบบวิธีการเลือกนายกฯ ที่มี ส.ว. สรรหาที่ไม่มีใครรู้วิธีการเลือกและไม่มีใครทราบว่ามีใครบ้างจนถึงทุกวันนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความชอบธรรมค่อนข้างต่ำ นอกจากนั้นความล้าช้าของ กกต. และความสับสนเรื่องการคำนวณและนับคะแนนก็ไม่ได้ช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความชอบธรรมมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเหตุการณ์ความสับสนในปัจจุบันทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่มวลชนที่สนับสนุนฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" รู้สึกเป็นผู้ถูกกระทำที่เสียเปรียบจากชนชั้นนำและผู้มีอำนาจมาโดยตลอด การเลือกตั้งที่เป็นธรรมจึงเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้พวกเขาสามารถปลดปล่อยความอึดอัดและความรู้สึกของผู้ถูกกระทำออกมา

สิ่งที่สองที่ฝ่ายเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ต้องการคือการปฏิรูปกองทัพ สำหรับทุกคนที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย คงไม่มีใครไม่เห็นด้วยถึงความจำเป็นของข้อเสนอและเรียกร้องนี้ เหตุเพราะกองทัพเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งของความล่าช้าในการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย เราพูดและถกเถียงกันในวงกว้างเกี่ยวกับการปฏิรูปโน่นนี่ แต่การปฏิรูปกองทัพดูเหมือนจะได้รับการยกเว้นเอาไว้ นอกจากวงวิชาการแล้ว การปฏิรูปกองทัพไม่ได้รับการพูดถึงและถกเถียงมากนักในสังคมไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และแน่นอน แรงกดดันจากสังคมที่มีต่อกองทัพในขณะนี้นั้นเป็นผลโดยตรงจากการที่คสช.ได้อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานานเกือบ 5 ปีแล้ว

สิ่งที่สามที่ฝ่ายเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ต้องการคือการแก้ไข้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเราทุกคนน่าจะได้สัมผัสถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มามากพอควร นอกจากปัญหา ส.ว.สรรหา 250 คนที่ไม่มีความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยและนักวิชาการเป็นห่วงมากที่สุดอีกอย่างคือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” หรือในทางปฏิบัติก็คือ “ซุปเปอร์บอร์ดควบคุมรัฐบาล” การเกิดขึ้นของคณะกรรมการนี้คล้ายๆ กับกลุ่ม Politburo ในประเทศสังคมนิยมที่จะมีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ เหนือรัฐบาลอีกทีหนึ่ง หากมองในเชิงรัฐศาสตร์ซึ่งปกติแล้วเราแบ่งอำนาจอธิปไตยให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหาร การเกิดขึ้นของ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” คือการให้อำนาจอธิปไตยที่เหนือกว่าทุกฝ่ายแก่กลุ่มคนหนึ่งๆ อย่างเป็นทางการ นี่เป็นปัญหาเพิ่มเติมให้กับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ยังมีอำนาจอธิปไตยนอกระบบที่ไม่เป็นทางการอีกหลายกลุ่ม

 

ความท้าทายของฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" คืออะไร?

ฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องมองการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย (Democratization process) ในหลายมิติที่ไม่ใช่แค่ "มี" หรือ "ไม่มี" แต่เป็น "พิสัย" หรือ "range" ที่ไม่ใช่มีแค่ 0 หรือ 1 แต่เป็น -10 จนถึง 10 และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเป็นขั้นๆไป พวกเขาต้องภูมิใจที่ได้ปลดแอกและจุดประกายประชาชนจำนวนมากให้รู้สึกถึงสิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องคำนึงถึงคือ หากตอนนี้ปรอทความเป็นประชาธิปไตยของเราเป็น 0 ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ที่จะทำให้ปรอทวัดความเป็นประชาธิปไตยนั้นกลายเป็น -10 เราทุกคนจึงต้องทำทุกวิธีทาง ซึ่งอาจจะหมายถึงการต้องยอมอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้ “Democratic gains” (การเพิ่มพูนความเป็นประชาธิปไตย) ที่เกิดขึ้นบ้างแล้วต้องสูญเสียไป สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ในปัจจุบันต้องคำนึงถึงเสมอคือความจริงที่ว่า ฝ่ายของตนนั้นก็ใช่ว่าจะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่น่าภูมิใจหากมองถึงประวัติการปกครองของกลุ่มตนที่ผ่านมาเทียบกับมาตรฐานประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นในระดับสากล ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่ควรถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเสมอ ความซับซ้อนตรงนี้ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมากกว่าการ "มี" หรือ "ไม่มี"

Framing หรือการนำเสนอเรื่องการปฏิรูปกองทัพจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปัญหาหลักของการสื่อสารของฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" คือยุทธศาสตร์การสื่อสารให้มวลชนกระตือรือร้นและสนับสนับสนุนนั้น ในทางกลับกันก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามตีตัวออกห่าง เราพอเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์เลือกตั้ง การเลือกใช้คำต่างๆ จะต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ด้านอารมณ์เพื่อชัยชนะ แต่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" น่าจะเห็นถึงแรงเสียดทาน (Institutional resistance) และการพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสีย (Loss aversion) ของกองทัพอยู่มากพอสมควรแล้ว ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องพยายามนำเสนอความคิดเดียวกันในเชิงบวกมากขึ้นไปอีก แทนที่จะมุ่งนำเสนอเรื่องการ “ตัดงบ” เป็นหลักของการปฏิรูป ตัวอย่างเช่น การนำเสนอควรทำให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามเรียกร้องอยู่นั้นในความเป็นจริงคือการ "เพิ่มประสิทธิภาพ" ของการปกป้องประเทศและการให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ มากไปกว่านั้นพวกเขาอาจจะสื่อสารได้ว่า การปฏิรูปกองทัพนั้นเป็นการ "เพิ่มความเป็นมืออาชีพ" ให้กับกองทัพเพื่อให้ทัดเทียมและสง่างามเท่ากับนานาชาติ ซึ่งการปฏิรูปตามหลักวิชาการที่ไม่อิงอารมณ์ในท้ายที่สุดเมื่อทำการศึกษาอย่างรอบคอบอาจจะหมายถึงการ “เพิ่มงบ” หรือ “จัดสรรงบใหม่” ให้กองทัพและ “ขึ้นเงินเดือน” ให้ทหารชั้นประทวนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเขา ฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องไม่ลืมว่าการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องมีแนวร่วมจากภายในกองทัพเอง และวิธีเดียวที่จะสร้างแนวร่วมจากภายในได้ก็คือต้องทำให้กองทัพรู้สึกว่าเขา "ได้" มากกว่า "เสีย" จากการเรียกร้องปฏิรูปครั้งนี้

การแก้รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน จะสังเกตได้ว่าฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ไม่ได้มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในจุดนี้มากนัก การล้มล้างรัฐธรรมนูญมีอยู่วิธีเดียวที่จะทำได้โดยไม่ต้องพึ่งความเห็นชอบจากฝ่ายตรงข้าม นั่นก็คือการปฏิวัติ ซึ่งเป็นวิธีการที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกองกำลังในมือ และวิธีการดั่งกล่าวก็ไม่ได้เป็นวิถีทางประชาธิปไตย หากมีทหารบางกลุ่มที่แยกตัวมาสนับสนุนและเป็นแนวร่วมของฝ่ายที่เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" และใช้กองกำลังเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญเราอาจจะได้เห็นสงครามกลางเมืองที่ทั้งสองฝ่ายมีกำลังหนุนหลัง เพราะฉะนั้นวิธีเดียวที่จะสามารถแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ คือการที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" จะต้องมีแนวร่วมทั้งในสภาบนและสภาล่าง ในกลุ่ม ส.ส.น่าจะหาแนวร่วมได้ไม่ยากนัก ความท้าทายจริงๆ คือการโน้มน้าวให้ ส.ว. บางส่วนเห็นชอบ และฝ่าย "ประชาธิปไตย" จะทำตรงนี้ไม่ได้เลยหากพวกเขาถูกมองเป็นศัตรูที่จ้องทำลาย ส.ว. กลุ่มนี้ ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะต้องใช้เวลาและความใจเย็นพอสมควร เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญนี้ผุดออกมามากขึ้น บางทีอาจจะต้องให้ผู้ที่มีอำนาจในปัจจุบันประสบปัญหาจากรัฐธรรมนูญนี้ด้วยตัวเอง อีกอย่างหนึ่งที่ฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ต้องตีโจทย์ให้แตกคือพวกเขาจะทำอย่างไรเพื่อให้การสรรหา ส.ว. มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การเรียกร้องเพื่อเปิดเผยขั้นตอนการจัดสรรจำนวนให้กับกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ และการกำหนดวิธีการเลือกตัวแทนของกลุ่มนั้นๆ อาจจะเป็นพัฒนาการเชิงประชาธิปไตยที่สามารถทำได้และน่าจะช่วยลดแรงเสียดทานได้บ้าง

 

ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ (Power-sharing Agreement) จะออกมาในลักษณะใด?

ทุกฝ่ายควรเห็นร่วมกันว่า ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ หรือ Power-sharing Agreement เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนระบอบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น (Democratization process)  เราจะเปลี่ยนผ่านออกจากระบอบอำนาจนิยมในระยะเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา แน่นอนสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่สวยงามที่สุด แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ทำให้เรามีความหวังกับเส้นทางประชาธิปไตยอีกครั้ง ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ตัวอย่างเช่นในประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาร์ ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจถูกใช้เป็นคำตอบเพื่อการสร้าง การปกป้อง และการคงอยู่ของประชาธิปไตยในสังคมซึ่งมีความขัดแย้งและแตกแยกสูง

ในประเทศอินโดนีเซียกระบวนการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยเริ่มต้นอย่างจับต้องได้เมื่อประธานาธิบดีซูฮาร์โต้ลงจากต่ำแหน่งหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี ค.ศ. 1998 ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจในครั้งนั้นตกลงให้มีสมาชิกสภาสรรหา 38 คนที่เป็นทหารและตำรวจ บวกกับสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งอีก 462 คน รวมเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด 500 คน ภายในปี ค.ศ. 2004 สมาชิกสภาของอินโดนีเซียทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง  นอกเหนือจากนั้นการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมาไม่กี่วันและออกมาค่อนข้างราบรื่น ก็น่าจะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเปลี่ยแปลงของพวกเขาเดินหน้ามาได้ถูกต้อง อย่างน้อยที่สุดก็ตามระบอบกติกาที่ทุกคนเห็นพ้องและเคารพร่วมกัน ผลการสำรวจความน่าเชื่อถือของประชาชนเกี่ยวกับกองทัพในวันที่เป็น “ทหารอาชีพ” ไม่ใช่ “ทหารการเมือง” ก็ดีมากขึ้นและกลายเป็นองค์กรรัฐที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดในประเทศ

ส่วนกระบวนการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยในประเทศเมียนมาร์นั้นยังเพิ่งเริ่มต้นขึ้น พวกเขามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมีนางอองซานซูจีเป็นผู้นำประเทศโดยพฤตินัย ในสภานิติบัญญัติของเมียนมาร์ทั้งหมด 440 คนมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง 330 คน และมาจากการแต่งตั้งของกองทัพ 110 คน และแม้ว่าการเมืองในเมียนมาร์ยังมีปัญหามากมาย แต่การเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในประเทศเพื่อนบ้านเราได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทั้งนักการเมืองและประชาชนในเมียนมาร์ต้องระมัดระวังก็คือไม่ให้การเพิ่มพูนความเป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นแล้วนั้นต้องถอยหลังลง ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของเมียนมาร์ไม่ใช่การกลับไปสู่ยุด “เผด็จการ” แต่เป็นการหยุดอยู่ในวังวนของ “ประชาธิปไตยที่ไร้ความเสรี” (Illiberal democracy) ที่โดนครอบงำโดยด้านมืดของอุดมการณ์ชาตินิยม

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย ปัญหาติดอยู่ที่ว่าสถานการณ์การเมืองของเรานั้นตกต่ำมากพอที่จะทำให้ Power-sharing Agreement นั้นเกิดขึ้นได้หรือยัง ทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะ คสช. และแนวร่วมยังคิดว่าฝ่ายตนยังจะชนะได้เบ็ดเสร็จ หากแต่ว่าการมุ่งหน้าทำลายล้างฝั่งตรงข้ามมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และในที่สุดอาจจะทำให้ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยนั้นรู้สึกว่าพวกเขาถูกตัดสิทธิ์จากการมีปากมีเสียงในความเป็นไปของประเทศ (Voter disenfranchisement) ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรากำลังเพิ่มความเสี่ยงของการปะทะบนท้องถนน

เป็นเรื่องแปลกที่ความหวังในการพัฒนาประชาธิปไตยโดยการสูญเสียเลือดเนื้อให้น้อยที่สุดในปัจจุบันคือ วิกฤตรัฐธรรมนูญ (Constitutional crisis) เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความจำเป็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอาจจะยอมรับได้เสียทีว่าการเมืองไทยในปัจจุบันที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบทางกติกาและตกอยู่ในระบอบที่ไม่เป็นธรรม ส่วนอีกฝ่ายก็ตกอยู่ในความกลัวที่จะเสียอำนาจการบริหารให้กับฝ่ายตรงข้ามที่ตนเองไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจนั้น ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้เพราะเราเริ่มจากรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา

วิกฤตรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหารือให้ประเทศเดินหน้าต่อไป สถานการณ์หนึ่งที่วิกฤตรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้คือฝ่ายเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" สามารถรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกิน 250 เสียงแต่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เพราะ ส.ว. สรรหามีอยู่ 250 เสียงที่มีสิทธิ์เลือกนายกฯ ที่ฝ่าย คสช. และแนวร่วมมั่นใจว่า "คุมได้"  ทางตันทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะทำให้สองฝ่ายหันหน้าเข้าหารือกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศและป้องกันการแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ เช่นการเสนอชื่อนายกฯ คนกลางและการตั้งรัฐบาลพระราชทานเฉพาะกาล

แต่ถึงแม้สถานการณ์จะถูกกระตุ้นด้วยวิกฤตรัฐธรรมนูญ (หรือวิกฤตที่หนักหน่วงกว่านั้น) การสร้าง “ประชาธิปไตยแบบร่วมมือ” (Consociational Democracy) ยังจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) ทางการเมืองตามที่ผู้เขียนได้กล่าวมาบ้างแล้วในบทความนี้ และเราต้องได้เห็นความกล้าหาญและเสียสละครั้งใหญ่จากผู้นำทั้งสองขั้วการเมือง เหมือนที่คู่ขัดแย้งในอดีตของทั้งประเทศอินโดเซียและเมียนมาร์ (และตัวอย่างอื่นๆ) สามารถทำได้มาแล้ว

หากความกล้าหาญและเสียสละนี้เกิดขึ้นจริง การแบ่งสรรปันอำนาจใหม่อาจจะออกมาเป็นสมการระบอบประชาธิปไตยแบบร่วมมือที่เป็นการร่วมกันตั้งรัฐบาลของสองพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดบวกกับเสียงจากพรรคเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยที่พรรคพลังประชารัฐจะคุมกระทรวงที่ดูแลด้านความมั่นคง ส่วนพรรคเพื่อไทยจะคุมกระทรวงด้านเศรษฐกิจ การตกลงจะมีข้อแม้ต่างๆ ที่ครอบคลุมสิ่งที่แต่ละฝ่าย “ยอมได้” และ “ยอมไม่ได้” เช่นการจำกัดอิทธิผลของคุณทักษิณตามความต้องการของพรรคพลังประชารัฐ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกองทัพตามความต้องการของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของการเลือกตัวผู้นำนั้นควรจะเป็นตัวเลือกที่ถูกเสนอชื่อผ่านการเลือกตั้งมาแล้วของ 2 พรรคใหญ่ หรือถ้าจะตกลงกันได้แบบหลุดกรอบไปอีกก็อาจจะแบ่งช่วงเวลาการเป็นนายกฯ ของแต่ละฝ่ายออกเป็นกลุ่มละ 2 ปี หากทุกฝ่ายทำตามข้อแม้ที่ตกลงกันมาก่อนหน้านั้นก็ให้ทำการจัดการเลือกตั้งใหม่หลังจาก 4 ปี หรืออีกความเป็นไปได้หนึ่งของตำแหน่งนายกฯ คือแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 5

ส่วนพรรคที่คะแนนมาเป็นลำดับ 3 และลำดับที่ 4 คือพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์จะมีส่วนร่วมด้วยการเป็นฝ่ายค้านในสภาฯ การเลือกเป็นฝ่ายค้านของทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์เช่นนี้สำคัญมากต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยซึ่งมี “มาตรการคัดง้างเสียงข้างมาก” (Counter-majoritarian measures) เป็นหัวใจสำคัญ  ในมุมมองของผู้เขียนหากเหตุการณ์ที่กล่าวมาเกิดขึ้นจริงจะถือเป็น “พรที่แฝงมาในความซวย” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า  "blessing in disguise"  ของทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องการเสียเครดิตและผิดคำพูดที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรเหมือนที่โฆษณาไว้ได้ เป้าหมายของพวกเขาน่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งหน้าเสียมากกว่า ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องการเวลารื้อฟื้นและปฏิรูปพรรค

ดังนั้นสมการการเมืองที่กล่าวมาตามแนวทาง “ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ” และ “ประชาธิปไตยแบบร่วมมือ” จะแตกต่างจากข้อเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” พอสมควรเนื่องจากจะมีฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ในสภาได้อย่างเป็นอิสระและนายกฯ ควรเป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว

 

ท้ายที่สุดแล้วการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (human development) และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (economic development) จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ มีทฤษฎีที่พยายามพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยจะนำประเทศไปสู่การพัฒนาคนและพัฒนาทางเศรษฐกิจ และในทางกลับกันก็มีทฤษฎีที่บอกว่าความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจะนำพาไปสู่การพัฒนาการทางประชาธิปไตย เรื่องนี้ในวงการวิชาการเถียงกันไม่จบสิ้น เหมือนคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน แต่มีอยู่ทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับประชาธิปไตยช่วงเปลี่ยนผ่านที่สามารถพิสูจน์และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางกว่าทฤษฎีอื่นๆ นั่นคือ  ประเทศที่มีการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงที่เป็นประชาธิปไตยได้แล้วจะไม่กลับไปเป็น "เผด็จการ" อีก ซึ่งแตกต่างกับประเทศที่มีการพัฒนาต่ำที่การเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยจะไม่ยั่งยืนเท่าและจะกลับไปกลับมา หากเรารักประชาธิปไตยและอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน เราก็ไม่สามารถหยุดการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ การเรียกร้องและการหยั่งรากลึกของประชาธิปไตยกับการพัฒนาประเทศจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เราจะพยายามเรียกร้องแบบดับเครื่องชนจนประเทศหยุดเดินหน้าไม่ได้ และเราจะมุ่งพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนมากไม่ได้เช่นกัน

“ข้อตกลงการแบ่งสรรปันอำนาจ” (Power-sharing Agreement) ที่นำไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบร่วมมือ” (Consociational Democracy) จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน และโจทย์ต่อไปหลังจากนั้นของเราทุกคนคือ จะทำอย่างไรไม่ให้การพัฒนาทางประชาธิปไตยหยุดอยู่แค่การแบ่งสรรปันอำนาจของชนชั้นปกครองทั้งหลาย

สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากยกคำพูดของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เพื่อหวังว่าชนชั้นนำของเราจะมีความเสียสละมากพอที่จะไม่นำพาประเทศของเรากลับไปสู่การสู้รบและสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชนคนไทยด้วยกันเองอีกครั้ง “คนรักประชาธิปไตยก็มาก คนชอบรัฐประหารก็มี ตรงนี้เราต้องระวัง เพราะสังคมที่ปั่นป่วนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ คือสังคมที่มันมีกำลังก้ำกึ่งมาขัดแย้งกัน มันเคยเกิดขึ้นในหลายแห่ง เช่น ในแอฟริกา กัมพูชา เกาหลี เวียดนาม และก็กำลังเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง เราควรจะดูสภาพเหล่านี้เป็นบทเรียน ปัญหายังแก้ได้ แต่ทุกฝ่ายจะต้องไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เราจะต้องมองภาพรวมให้ออก คือ ถ้าเอาแพ้เอาชนะกันไม่ได้ ก็ต้องยอมรับการประนีประนอม”

.

บทความโดย *ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ *

Predoctoral Fellow สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...